ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

วาจาศักดิ์สิทธิ์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสุรชาติ : ขอนอบน้อมถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย กราบนมัสการเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานของคุณยายทุกๆ คน (สาธุ) วันนี้ได้ชื่อว่าเป็นประวัติศาสตร์ของชีวิต เพราะจริงๆ แล้วตัวหลวงพี่เอง ตั้งใจจะเก็บประวัติศาสตร์อันนี้ไว้กับตัวเอง แต่มานึกขึ้นได้ว่าชีวิตทั้งชีวิตของหลวงพี่เองที่ได้มีโอกาสมานั่ง สร้างบารมีร่วมกับหมู่คณะของเรา ได้มาด้วยอานุภาพของคุณยายอาจารย์ของเรา ทำให้ตัวหลวงพี่เองมีความรู้สึกว่าอยากจะให้ทุกๆ คนได้รู้ว่าคุณยายอาจารย์ของเรานั้น ท่านมีความเมตตากับลูกๆ หลานๆ เพียงใด จึงได้ตั้งใจมาแสดงธรรมสรรเสริญของคุณยายอาจารย์ในวันนี้ จริงๆ แล้วตัวหลวงพี่เองจริงๆ เมื่อปี ๒๕๓๙ เข้ามาก็ได้บวชเลย การเข้ามาแล้วได้บวชเลยนั้นก็ยังไม่ทราบว่าหมู่คณะของพวกเราได้ทำอะไรบ้าง มีมโนปณิธานอย่างไร หลวงพี่เองก็ตั้งใจบวชเพียงแค่ระยะสั้นๆ ก็คือ ๒ เดือนเท่านั้น อีกทั้งครูบาอาจารย์ของเรา หลวงพี่เองก็ยังไม่รู้จัก เพราะเพิ่งจะมาครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๙ แต่เมื่ออยู่มาได้มีโอกาสได้บวชเป็นพระ ได้ฝึกตัว ทำให้ตัวหลวงพี่เองมีความรู้สึกว่า ๒๗ ปีของทางโลกนั้น เป็นเวลาที่ เป็นเวลาแห่งการสูญเสีย แต่ ๒ เดือนที่ได้อยู่ในวัดพระธรรมกาย เป็นเวลาที่ประเสริฐที่สุด ทำให้หลวงพี่เองตั้งใจอยู่ต่อ และอยู่ต่อมาเรื่อยๆ แต่เนื่องจากว่าเข้าวัดช้านี่เอง ทำให้ตัวหลวงพี่เองต้องแสวงหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสอนของครู เพราะว่าเราเสียเปรียบคนอื่นเขาที่เรามาช้า สมัยนั้นเมื่อปี ๒๕๓๙ นั้น การที่จะได้ฟังธรรม ได้ฟังคำสอนของครูนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณยายอาจารย์ของเรา ต้องอาศัยพระเถระผู้ใหญ่ ท่านก็ได้เมตตาเล่าให้ฟังเป็นช่วงๆ ตอนแรกปัญญาน้อย ก็ได้แค่ฟัง มารู้ซึ้งตอนที่ได้ประสบอานุภาพคุณยายกับตัวเองในสมัยที่ยังเป็นพระ ตอนนั้นประมาณปลายๆ ปี ๒๕๓๙ หลวงพี่ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่ภูหินร่องกล้า ระหว่างทางลงจะเดินทางกลับวัดเจออุบัติเหตุ ในวินาทีที่ตัวหลวงพี่เองและหมู่คณะทั้งหมด เป็นพระทั้งหมด ๑๐ รูป ที่อยู่บนรถตู้คันหลัง ตอนที่ เป็นยางหลังนะจ๊ะ ยางหลังฝั่งซ้าย ฝั่งซ้ายมือระเบิด ซึ่งตรงกับที่หลวงพี่นั่งพอดี พอระเบิดปัง รถก็แฉลบ พอแฉลบปุ๊ป กำลังคุยกัน เพื่อนๆ กำลังนั่งคุยกันบนรถก็เงียบลง วินาทีนั้นนึกอะไรไม่รู้ ตัวเองก็เพิ่งจะบวช แต่ทราบมาว่าคุณยายอาจารย์นั้นศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ในใจก็บอก ก็อธิษฐานดังๆ เลยว่าคุณยาย คุณยายช่วยด้วย คุณยายช่วยด้วย ในจังหวะที่รถเริ่มเสียการทรงตัวนั้นโยก ๓ ครั้ง ครั้งแรกนั้นโยกสะบัดเบาๆ ประมาณสักในเสี้ยววินาทีนั้นก็เริ่มด้านหน้าด้านหลัง เริ่มจะเอียง และครั้งที่ ๓ นี่แฉลบกินเลน ซึ่งไปฝั่งตรงข้าม หมายถึงเส้นคั้นกลางถนน กินไปทั้งลำเลย อีกประมาณ เรามองเห็นว่าอีกประมาณไม่เกิน ๕๐ เมตร ก็จะมีรถบรรทุกน้ำมัน ๑๘ ล้อประมาณ ๓ คัน เรียงแถวเข้ามา ในตอนนั้น เงียบ ก็ยังเงียบเหมือนเดิม แต่ว่าไม่มีความรู้สึกกลัว เพราะมีความรู้สึกว่ามั่นใจ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ามั่นใจอะไร เมื่อรถประคองตัวลงมาจอดได้สนิท ผลปรากฏว่าระหว่างที่ล้อระเบิดแล้วก็ลากยาว กว่าจะจอดได้นั้นระยะห่างประมาณ ๓๐๐ เมตร เมื่อจอดรถเสร็จ พวกหลวงพี่ก็ลงมาจากรถ ขณะที่ยืน ยืนไม่สนิท มันต้องนั่งลงไป เพราะว่าตอนนั้นมันเข่าอ่อนหมด นั่นเป็นครั้งแรกของชีวิตที่คุณยายอาจารย์ได้ประทานชีวิตนี้มาให้ ซึ่งหลวงพี่เจอเหตุการณ์ของอุบัติเหตุนี้ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๒ หลังจากนั้นประมาณ ๓ ถึง ๔ เดือน ก็ได้มีโอกาสไปนอกวัดอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ไปแถวๆ คลอง ๑๒ ไปกับพระอาจารย์ พระผู้ใหญ่ ไปงานฌาปนกิจ ญาติของเจ้าภาพ ขณะนั้นในช่วงที่ไปนั้นเป็นหน้าฝน ในขณะที่เดินทางกลับเหมือนกัน คนขับเขาก็ เนื่องจากอาจจะยังไม่ชำนาญทางแล้วก็ถนนลื่น และอารามขับเร็วด้วย ประมาณก่อนจะถึงที่เกิดเหตุประมาณคลอง ๗ ก็ ๑๘ ล้อ เขาก็เลี้ยวตัดหน้า ขณะนั้นเบรคไม่ทัน เราชนท้ายเขา แต่ว่าขณะที่จะชนนั้น มั่นใจมากขึ้นว่าเราปลอดภัยในครั้งที่ ๒ นี้ อาราธนาคุณยาย คุณยายช่วยลูกด้วย ลูกในที่นี้หมายถึงลูกศิษย์นะ ลูกศิษย์ ช่วยลูกด้วย ก็ชน แต่ขณะที่ชนนั้นมีความรู้สึกว่าเหมือนกับเป็นหนัง slow motion ซึ่งเป็นเออ เป็นความแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่าเป็นไปได้ยังไง เหมือนเราเข้าไปในสถานที่หนึ่ง ที่เวลาไม่เร็ว ช้า เมื่อชนแล้วก็โดนลากไปนิดหนึ่ง แล้วก็กระดอนกลับขึ้นมา แต่มัน มันตื่นเต้นไปกว่านั้นก็คืออีก ๒ หรือ ๓ วินาทีถัดมา ๑๘ ล้อบรรทุกหินอีกคันหนึ่งก็สวนเข้ามา ตามหลังเรามา แต่คราวนี้เขาหลบทัน เมื่อเกิดเรื่องปุ๊ป พระอาจารย์ใหญ่ที่ท่านไปด้วย ที่เออ พรรษากาลมาก ท่านก็ถามว่ามีใครเป็นอะไรหรือเปล่า พวกเราก็สำรวจกัน มีแค่รอย เออ หลวงพี่องค์หนึ่งท่านมีแผล กระจกบาดที่เท้าท่านนิดหนึ่ง ประมาณไม่ถึงครึ่งเซ็นต์ และรถคันที่เราขับไปน่ะ ที่เรา ที่เราไปคันนั้นไม่ต้องซ่อม เห็นพระอาจารย์ใหญ่ท่านบอกนะว่าซ่อมไม่ได้ แต่ด้วยอานุภาพคุณยายอาจารย์ของเรา ท่านให้ชีวิตของหลวงพี่เป็นครั้งที่ ๒ นั้น รถครั้งนั้นไม่ต้องซ่อม แล้วปลอดภัยทุกๆ คน นี่คือ ๒ เหตุการณ์แรกของอานุภาพของคุณยายที่ท่านได้ช่วยชีวิต ให้ชีวิตใหม่กับพวกหลวงพี่ อานุภาพอันที่ ๒ ที่หลวงพี่เจอก็คืออานุภาพคำพูดของคุณยายศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากว่าตัวหลวงพี่เองเข้าวัดมาช้า อย่างที่เล่าให้ฟังครั้งแรก ก็แสวงหาคำของครู ได้มีโอกาสเจอคุณยายที่แบบเรานั่งเป็นพระแล้ว นั่งอยู่ เห็นคุณยายกับโยมพี่อารีพันธ์ประคองกันเดินผ่าน ได้เห็นคุณยายแค่นี้เอง ใจก็อยากรู้ว่าคุณยายท่านสอนอะไรบ้างนะ ทำไมลูกศิษย์ลูกหาของท่าน แม้แต่เราเป็นพระเองเรายังปีติใจ ปลาบปลื้ม แล้วก็ตั้งใจ พอยิ่งมาฟังคำสอนของพระรุ่นพี่ๆ ที่ท่านมาถ่ายทอดคำสอนของครูประจำ แต่มีครั้งหนึ่งที่ตัวหลวงพี่เองได้ยินเสียงคุณยายที่ท่านเมตตา ที่เมตตานั้นก็คือคุณยายนั้นท่านให้พร ท่านให้พรว่า ท่านพนมมือขึ้น ท่านบอกว่าใครคิดไม่ดี ให้แพ้ภัยตัวเองนะ ตอนนั้นหลวงพี่มีความรู้สึกว่าคุณยาย คุณยายท่านพูดมานี่ คำพูดของท่านไม่ใช่พูดมาลอยๆ แน่ ต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งแต่ว่าเราไม่รู้ ด้วยปัญญาที่ยังไม่ถึง ทำให้เรานิ่งๆ แล้วก็เป็นจริงอย่างนั้น ในที่นี้หมายความว่าที่หลวงพี่ได้ฟังแล้วใช้ปัญญาของหลวงพี่ตีความ นั่นหมายความว่าคุณยายอาจารย์ให้คิดดีๆ กับทุกๆ คน ให้มีความเมตตากับทุกๆ คน อย่าคิดร้ายกัน เพราะเมื่อหลวงพี่คิดดีตามคำที่คุณยายท่านให้ไว้ ใจก็จะเย็นและเป็นสุข และทุกๆ ครั้งที่เกิดปัญหาไม่สบายใจ เสียงคำพูดคำนี้ของคุณยายก็จะดังขึ้นมา ทำให้มีกำลังใจในการสร้างบารมีต่อ นี้คือคำพูดอันศักดิ์สิทธิ์ของคุณยายครั้งแรกที่หลวงพี่ได้ฟังแล้ว ณ บัดนี้ยังเอามาใช้อยู่ ส่วนคำพูดที่ ๒ ที่ศักดิ์สิทธิ์ อันนี้ไม่ได้ยินกับตัวเอง แต่ได้ยินกับพระอาจารย์ การสร้างบารมีของหลวงพี่เองก็ถือว่ายังเป็นเด็กรุ่นใหม่ พรรษายังน้อย พรรษา ๕ ก็มีข้อบกพร่องบ้าง ก็ต้องปรับปรุงไปเรื่อยๆ บ้าง คราวนี้เมื่อตัวหลวงพี่เองเกิดปัญหาไม่สบายใจ ก็นึกถึงคำพูดของคุณยายอาจารย์ พระพี่เลี้ยง พระรุ่นพี่องค์นั้นท่านเล่าให้ฟังว่าเวลาคุณยายเจอปัญหา คุณยายจะนั่งนิ่งๆ เข้ากลาง แล้วก็เฉยๆ คุณยายอาจารย์จะบอกเสมอว่าให้มันจบๆ กันไปในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้ไม่เจออีก หลวงพี่ก็นึกถึงคำพูดของคุณยายคำนี้ขึ้นมาว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้มันจบๆ กันในชาตินี้ อย่าตามไปเจอกันในชาติหน้า ไอ้สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย เมื่อคิดได้อย่างนี้แค่นั้นเอง มีความรู้สึกว่าพลังแห่งการทำความดีของเรามันกลับฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ทำให้กำลังใจในการสร้างบารมีมันเพิ่มเติมขึ้นมา นี่เป็น ๔ เหตุการณ์แรกที่หลวงพี่ได้เจอกับตัวเอง อีก ๒ เหตุการณ์หลังก็คือความเมตตาของคุณยายอาจารย์ที่ท่านได้สั่งสอนเรา แม้แต่หลวงพี่เองไม่เคยที่จะไปกราบคุณยายด้วยตัวเอง ได้แต่อาศัยนึกถึงคำสอนของท่าน นึกถึงตัวท่านบ่อยๆ กระหายที่อยากจะฟังคำสอนของท่าน และกระหายที่อยากจะทำตามท่าน มีครั้งหนึ่งตอนนั้นหลวงพี่อยู่พรรษา ๒ ก็ทำความสะอาดกุฏิ ขณะทำความสะอาดกุฏิไป ก็นึกขึ้นมาว่าเอ๊ะ คุณยายท่านคิดยังไงนะ ท่านจึงเช็ดบันไดทั้งข้างบน ข้างล่าง ทั้งซ้ายทั้งขวา แม่บันไดลูกบันได ท่านเช็ดสะอาดหมดเลย ท่านคิดยังไงนะ หลวงพี่หมั่นนึกอย่างนี้อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง เมื่อ หลวงพี่ก็ทำความสะอาดไปเรื่อยๆ มีเสียงคุณยายดังขึ้นมาในหูว่า เสียงที่ขึ้นมานั้นเป็นเสียงเหมือนกับท่านรำคาญ เหมือนกับเด็กซนๆ แล้วก็กวนใจให้รำคาญ คุณยายบอกว่า แหม ก็นึกว่าทำให้ดีที่สุดซิ หลวงพี่เองเมื่อได้ยินอย่างนั้นกำลังเช็ดราว เช็ดราวสแตนเลสที่อยู่บนตึกสงฆ์ วางผ้าลง แล้วก็พนมมือขึ้น โอ๊ย อานุภาพวิชชาธรรมกาย กับอานุภาพของครูบาอาจารย์ น้ำตาก็ร่วง เหตุการณ์ครั้งนี้นี่ที่หลวงพี่ยกตัวอย่างให้ฟังเหตุการณ์ที่ ๕ นั้น ที่ยกตัวอย่างมาให้ฟังมีจุดประสงค์ ๒ อย่าง จุดประสงค์แรก ก็คือจุดประสงค์ที่จะให้พวกเรารู้ว่าครูบาอาจารย์ที่พวกเราเคารพรักนั้นท่านไม่ทอดทิ้งเราเลย ท่านปกปักษ์รักษาตัวเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ห่างเลย มีเหตุการณ์อะไรที่ท่านจะช่วย ท่านก็จะช่วยเต็มที่ ท่านไม่ทอดทิ้งหรอก จุดประสงค์ที่ ๒ นี่หลวงพี่เคยเล่าให้ฟังก็คืออานุภาพที่พวกเราได้มาศึกษาวิชชาธรรมกาย ได้มาทำความดีเป็นหมู่คณะร่วมกันนี้ ไม่สูญเปล่าแน่ เป็นอานุภาพที่สามารถที่จะนำพาตัวเราและสรรพสัตว์เข้าไปสู่พระนิพพานได้จริงๆ เมื่อหลวงพี่นั่งลงน้ำตาก็ร่วงลง ในขณะนั้นพระพรรษา ๒ ซึ่งไม่เคยเข้าวัดเลย ก็ตั้งใจ ตั้งใจว่า ทบทวนตัวเองว่าเหตุการณ์ ๒ ครั้งแรกของอุบัติเหตุได้ชีวิตกลับคืนมาเพราะคุณยายอาจารย์ ครูของเรา เหตุการณ์ ๒ ๒ เหตุการณ์คือคำพูดของคุณยายที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ให้เราเหมือนกัน ให้กำลังใจในการสร้างบารมีของเราเพิ่มเติมขึ้น และเหตุการณ์ครั้งหลังนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เรามั่นใจว่าครูบาอาจารย์ แม้ท่านจะอยู่ไกลเรา แต่ท่านก็ไม่ทอดทิ้ง ท่านช่วยเราได้จริงๆ นับจากนั้นมาหลวงพี่ก็ตั้งใจว่าเมื่อคุณยายให้ชีวิต เราก็จะให้ชีวิตกับครูเช่นกัน เมื่อเราจะให้ชีวิต ที่สุดของชีวิตของเราก็คือสิ่งที่มีค่าสูงสุด เราก็จะมอบให้ครู มอบให้หมู่คณะ เมื่อพิสูจน์ได้อย่างนี้ ทำให้หลวงพี่มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าการเดินทางมาสร้างบารมีร่วมกับหมู่คณะของเรากับครูอันประเสริฐของเรา เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรชักชวนทุกๆ คนให้มาร่วมกัน ยิ่งเรามองเห็นเริ่มต้นที่คุณยายอาจารย์ตั้งใจจะช่วยคุณพ่อของท่าน ท่านแรก ท่านเพียงแค่จะขออโหสิ ท่านตั้งใจอย่างนั้นมาตั้งแต่อายุ ๑๒ สำเร็จเมื่ออายุ ๒๙ คุณยายของเราถือความกตัญญูกตเวทิตาต่อบิดามารดา ต่อผู้มีพระคุณเป็นหลัก เมื่อท่านทำได้ ท่านก็แผ่มาที่เรา ให้พวกเราได้มีโอกาสสร้างบารมี ท่านได้เป็นตัวอย่าง เป็นต้นบุญต้นแบบให้กับเรา เมื่อเป็นเช่นนั้นตัวหลวงพี่เองก็คิดว่านับตั้งแต่บัดนี้ไป เราก็จะทำให้ได้อย่างท่าน แม้ ณ บัดนี้หลวงพี่ได้ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ฝึก แต่ก็ฝืนทำไป สักวันหนึ่งก็คงจะต้องได้เหมือนครูเราแน่ เพราะเราคิดว่าเรามาถูกทางแล้ว และนับจากนั้นเป็นต้นมาหลวงพี่ก็คิดว่าหลวงพี่จะตอบแทนครูของเราจนถึงที่สุด ๕ ปีที่ผ่านมา ก็ยัง ด้วยปัญญาอันน้อยนิดของหลวงพี่ หลวงพี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตอบแทนคุณของครูอย่างไร มารู้ซึ้งตอนที่วันนั้นได้มีการอัญเชิญเรือนทองคุณยายเข้ามาที่นี่ พิธีกรก็ได้เชิญ อัญเชิญพวกเราผู้มีบุญหันหลังกลับไปมองที่เจดีย์ แล้วก็บอกว่านี่คือผลงานของคุณยายอาจารย์ของเรา เมื่อหลวงพี่ทราบอย่างนี้ปุ๊ป หลวงพี่เลยเข้าใจเลยว่าหลวงพี่จะตอบแทนครูอย่างไร ในใจคุณยายอยากจะรวมหมู่คณะ อยากจะทำเจดีย์ให้สำเร็จ โดยเฉพาะในขณะนี้ลานธรรมรอบมหาธรรมกายเจดีย์เป็นสิ่งที่อยู่ในใจคุณยาย ที่หลวงพี่ทราบว่าอยู่ในใจคุณยายนั้นทราบได้อย่างไร มีครั้งหนึ่งในวันที่ ๒๒ เมษา เมษายน ๒๕๔๓ ได้มีรถคันหนึ่งพาอุบาสิกาคือคุณยายอาจารย์ของเราจอดบริเวณธรรมกายเจดีย์ แล้วก็ยืนดู เออดูที่งาน พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านบอกว่าไม่กล้าพาคุณยายออกมานอกรถ เพราะเกรงว่าเชื้อโรคจะมารบกวนคุณยาย ทราบมาว่าคุณยายอาจารย์พนมมือขึ้น น้ำตาคุณยายไหลอาบแก้ม นั่นหมายความว่าธรรมกายเจดีย์ หรือแม้แต่ลานธรรมอยูในใจคุณยายตลอดเวลา มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ก็อยู่ในใจของคุณยายเช่นกัน เมื่อหลวงพี่รู้อย่างนี้ปะติดปะต่อสถานการณ์ได้อย่างนี้ ก็เลยคิดเสมอว่านับตั้งแต่นับนี้เป็นต้นไป ชีวิตที่ได้เก็บตก ที่คุณยายอาจารย์เก็บตกกลับคืนมาให้เรา ไม่เพียงคุณยายอาจารย์ให้ชีวิต คุณยายอาจารย์ท่านยังเปิดโอกาสให้ตัวหลวงพี่เองได้มาสร้างบารมีร่วมกับหมู่คณะ ทำให้หลวงพี่ตั้งใจว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะทุ่มเทชีวิตทำมโนปณิธานของครูบาอาจารย์ของเราให้สำเร็จให้ได้ และหลวงพี่เองก็จะขอเชิญชวนลูกๆ หลานๆ คุณยายให้ได้ทำความปรารถนาของคุณยายของเราให้สำเร็จ และในขณะนี้ก็จะขอเชิญชวนพวกเราทุกๆ คนได้หลับตาทำสมาธิด้วยกันนะ ปรับท่านั่ง ปรับใจตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยที่ท่านเคยนำพวกเรา จนพวกเรามีความรู้สึกสบายนะ ความสบายอันดับแรกก็คือปล่อยวาง ถ้าปล่อยวางได้ ความสบายก็จะมาเยือน ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกไว้ว่าทำตัวเหมือนกับที่พวกเรานั่งอยู่กลางอวกาศ นั่งเพียงคนเดียว การนั่งเพียงคนเดียวนั้น จะไม่มีเรื่องคน เรื่องสัตว์ เรื่องสิ่งของเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่งสบาย ไม่มีความกังวล จากนั้นปรับความรู้สึกของเราให้เบา อ่อนนุ่ม สบายๆ ถ้าเราทำถูกวิธี จะมีความรู้สึกว่าตัวเบา สบาย ไม่อึดอัด คับแน่น โปร่ง จากนั้นนึกอาราธนาคุณยายอาจารย์ของเรา ให้มาสิงสถิต ณ กลางกายของเรา ให้กาย วาจา ใจของเราใส สะอาด นิ่งๆ ในกลางกายนะ นิ่งในกลางของคุณยาย ไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยาบถใด เราก็เชื่อมั่นแน่เลยว่าคุณยายท่านดูแลเราอยู่ ท่านปกปักษ์ทั้งรักษา ทั้งป้องกัน และแก้ไข เมื่อเรามั่นใจอย่างนี้ ความกังวลต่างๆ มันจะไม่มีเลย เพราะเรามั่นใจในครูของเรา มั่นใจในขณะที่เราสามารถฝากชีวิตไว้ได้ เมื่อเราฝากชีวิตไว้ได้ อย่างอื่นมันก็ไม่ต้องพูดถึง ปรับใจอย่างนี้เลยนะ ตัดความกังวลไว้ได้ ต่างคนต่างทำไปเรื่อยๆ สัพเพ (หมด 1/A) หน้า PAGE 7 431215FW-AAT