เนื้อหาของพระอภิธรรม ๗ ปกรณ์
(ม้วน 1/A)
พระเทพกิตติปัญญาคุณ : สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน บัดนี้พระสงฆ์ได้สวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์โดยย่อจบลงไปแล้วซึ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้วอาตมาได้รับมอบฉันทะจากพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมราชานุวัตรผู้เป็นประธานให้กล่าวสังเวคกถาและได้นำเอาตรงเนื้อหาของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ที่พระสงฆ์ได้สวดกันมาโดยตลอดนับตั้งแต่คุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ได้ถึงแก่กรรมลง ได้ละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วและทางคณะศิษย์ทางวัดพระธรรมกายโดยการนำของท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้นำคณะสงฆ์สามเณรและอุบาสกอุบาสิกา กัลยาณมิตรทั้งหลายบำเพ็ญกุศลมาโดยตลอด จนถึงวันนี้ด้วยการอาราธนาพระสงฆ์จากจังหวัดต่างๆ คิดว่าจะทั่วประเทศมาสวดอภิธรรมและมารับไทยทานในงานบำเพ็ญมหากุศลโดยตลอด
และเพื่อให้เกิดสาระเกิดประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายที่มาฟังพระสวดอภิธรรมก็คือว่าความรู้ความเข้าใจในบทสวดที่พระสงฆ์สวดจบลงไปแล้วก็คือเนื้อหาของบทสวดได้แก่พระอภิธรรม โดยสังเขป ครั้งที่แล้วได้อธิบายถึงความเป็นมาว่า อภิธรรมนั้นทำไมถึงได้มาสวดในงานศพได้กล่าวให้ท่านทั้งหลายได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาโดยย่อ ถึงการอภิธรรมมาสวดในงานศพ ซึ่งท่านทั้งหลายที่มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วคงทราบกันเป็นอย่างดีและได้ย่นย่อเนื้อหาพระอภิธรรมที่พระสงฆ์ได้สวด ๗ คัมภีร์นั้นว่า เมื่อกล่าวโดยย่อม เมื่อกล่าวโดยปรมัตถธรรมแล้วก็มีเพียงอย่างโดยหยิบยกบาลีในอภิธรรมมัตถสังคหวิภาวินีซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เราใช้เป็นหลักสูตรของนักศึกษาบาลีประโยค ๙ ที่ท่านอนุรุทธาจารย์ได้แสดงไว้ว่า ตตฺถ วุตฺตาภิธมฺมตฺถา จตุตฺทา ปรมตฺถโต จิตฺตํ เจตสิกํ รูปํ นิพฺพามีติ สพฺพถา
มาอธิบายให้ท่านเข้าใจเป็นบางตอน คือท่านอนุรุทธาจารย์ได้สรุปเนื้อหาในอภิธรรม ๗ ปกรณ์ที่พระสงฆ์ได้สวดโดยย่อไปนั้นหรือที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไปแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาเป็นการบูชาพระคุณของมารดา หรือถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือว่าไปบูชาคุณของแม่ที่ให้กำเนิดที่พระพุทธองค์ได้อาศัยครรภ์พระมารดาเกิด แม้ได้เสวยนมเพียง ๗ วันก็ถือว่ามีพระคุณอย่างมากล้น การที่จะตอบแทนคุณต่อแม่หรือพระพุทธมารดานั้นก็จะต้องบูชาคุณจากสิ่งที่สูงที่สุด ไม่มีสิ่งใดสูงที่สุดเท่ากันเนื้อหาธรรมะ และธรรมที่ทรงแสดงก็คือพระอภิธรรม ถือเป็นธรรมะชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา จึงได้นำอภิธรรมนี้ไปเทศน์โปรดพระพุทธมารดา
นับจากนั้นเมื่อเสด็จลงมาจากดาวดึงสเทวโลกแล้วก็มาแสดงในโลกมนุษย์พุทธบริษัทเราจึงถือว่าการแสดงอภิธรรมนั้นเป็นการบูชาพระคุณต่อผู้มีคุณอันสูงสุดเราจึงถือเป็นประเพณีนำอภิธรรมมาสวดในงานศพกันตลอดเวลา แล้วก็ไม่นิยมเอาไปสวดในงานทำบุญบ้านหรืองานวันเกิดเพราะถ้าไปสวดอย่างนี้ท่านทั้งหลายก็คงจะไม่สบายใจ เพราะเพียงได้ยินคำว่า กุสลา ธัมมา เราก็ใจหายแล้ว ว่ามันหมายถึงความพลัดพราก หมายถึงความสูญเสีย เพราะกุสลา ธัมมานี่ไปสวดกันคนตายไม่ได้สวดกับคนเป็น
พระอภิธรรมจึงเป็นธรรมะคู่กับงานศพ แต่ว่ามีความหมายในทางประเสริฐก็คือว่าเป็นการบูชาพระคุณอันสูงสุดต่อผู้มีคุณ ซึ่งท่านผู้นั้นไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ถือว่าเป็นผู้มีคุณ และการบูชาพระคุณนั้นนอกเหนือจากดอกไม้ธูปเทียนแล้วก็คือบูชาด้วยพระธรรม คือธรรมะที่พระสงฆ์ได้สวดไปเมื่อสักครู่นี้
เนื้อหาของอภิธรรม ๗ ปกรณ์นั้นเมื่อกล่าวโดยปรมัตถธรรม ก็มีเพียง ๔ อย่าง คือ
๑. จิต
๒. เจตสิก
๓. รูป
๔. นิพพาน
จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นปรมัตถธรรม และจิต เจตสิก รูป นิพพานนั้นก็เป็นธรรมะที่เกี่ยวกับชีวิตของเราโดยตรง ถ้าถามว่าจิต เจตสิก รูป และนิพพานนั้นอยู่ที่ไหน เราก็ตอบได้ว่าจิต เจตสิก รูป นั่นแหละ คือตัวเรา คือชีวิตของเราหรือส่วนประกอบที่เป็นชีวิตของเราขึ้นมา ซึ่งบางแห่งก็แสดงว่ามีอยู่ ๕ กองใหญ่ๆ ด้วยกัน คือรูปเวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ หรือเมื่อกล่าวโดยย่อก็คือกายกับใจ
คำว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ดี กายกับใจก็ดี เมื่อกล่าวโดยสภาวะที่เป็นปรมัตถธรรมแล้ว ก็คือจิต เจตสิก รูป ๓ อย่างนั่นเอง คราวที่แล้วได้อธิบายให้ท่านทั้งหลายเข้าใจง่าย ๆว่า คำว่าจิตนี่คืออะไร จิตก็คือธรรมชาติที่นึกคิด อารมณ์ เราคิดเรื่องราวต่างๆ ทั้งในอดีตอนาคต และในปัจจุบัน ที่เรารับรูปทางตาหูจมูก ลิ้นกายใจ ธรรมชาติที่คิดอารมณ์เหล่านั้นน่ะเรียกว่าจิต หรือบางครั้งบางแห่งเราก็เรียกว่าวิญญาณ เพราะคำว่ารูปหมายถึงวิญญาณเป็นตัวรู้ เช่นตาเห็นรู้ เราก็เรียกว่าจักขุวิญญาณ หูได้ยินเสียงเรียกว่าโสตวิญญาณ จมูกรู้กลิ่นเรียกว่าฆานวิญญาณ ลิ้นที่ไปรู้รสต่างๆ ก็เรียกว่าชิวหาวิญญาณ กายที่รู้โผฏฐัพพารมณ์ คือความเย็นความร้อนความอ่อนความแข็ง ก็เรียกว่ากายวิญญาณ จิตที่นึกคิดถึงธรรมารมณ์ก็เรียกว่ามโนวิญญาณ
วิญญาณกับจิตก็อันเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่าเมื่อทำหน้าที่ต่างกันก็เรียกชื่อต่างกันไป ทำหน้าที่คิดก็เรียกว่าจิต ทำหน้าที่รู้อารมณ์เรียกว่าวิญญาณ ทำหน้าที่น้อมไปหาอารมณ์ก็เรียกว่ามโน หรือที่เราพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือคำว่า ใจ แต่ที่แท้แล้ว สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเมื่อสรุปแล้วก็คือจิตนั่นเอง เพียงแต่ทำหน้าที่ต่างกัน จิตทั้งหมดมีอยู่ ๘๙ ดวง ใน ๘๙ ดวงนี้ เป็นโลกียจิตเสีย ๘๑ ดวง เป็นโลกุตรจิตเสีย ๘ ดวง รวมโดยย่อเป็น ๘๙ ดวง
เจตสิกแปลว่าธรรมชาติที่เกิดขึ้นประกอบกันกับจิตมีหน้าที่ที่จะปรุงแต่งจิตให้เป็นบุญเป็นบาปหรือเป็นกุศล เป็นอกุศล นั่นเป็นหน้าที่ของเจตสิกส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งทำหน้าที่เสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์หรืออารมณ์กลางๆ ที่เรียกว่าอุเบกขาอีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่จำอารมณ์ก็คือจำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำสัมผัส จำธรรมารมณ์ได้เรียกว่าสัญญา นั้นจิต เอ่อ เจตสิกที่ทำหน้าที่ทั้งสองอย่างนี้ก็คือเวทนาเจตสิกกับสัญญาเจตสิก อีกอีก ๕๐ ดวงที่เหลือนั้นทำหน้าที่เป็นสังขาร
สังขารแปลว่าปรุงแต่ง คือปรุงแต่งจิตให้เป็นบุญเป็นบาป ให้เป็นดีเป็นชั่วก็คือตัวสังขารทำหน้าที่ปรุงแต่ง ส่วนจิตก็คือทำหน้าที่เป็นวิญญาณขันธ์ เพราะฉะนั้นคำว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือขันธ์ ๕ ก็คือจิต เจตสิก รูป นั่นเอง
ส่วนนิพพาน ไม่ใช่ขันธ์ ๕ นิพพาน พ้นจากความเป็นขันธ์ เรียกว่าขันธวิมุตติ คือพ้นจากขันธ์ ๕ นอกจากนิพพานพ้นจากขันธ์ ๕ แล้วเพราะนิพพานเป็นโลกุตรธรรม นิพพานเป็นอสังขตธรรม คำว่าโลกุตรธรรมนี้แปลว่าธรรมที่พ้นไปจากโลก อสังขตธรรมแปลว่าธรรมที่ไม่มีปัจจัย ไม่มีปัจจัย ไม่มีเหตุปัจจัยเข้าไปปรุงแต่งหรือเหนือเหตุเหนือปัจจัยปรุง เขาเรียกว่าอสังขตธรรม เพราะฉะนั้นนิพพานจึงเป็นขันธวิมุตติ นิพพานเป็นอสังขตธรรม นิพพานเป็นกุตรธรรม ส่วนขันธ์ ๕ เป็นสังขตธรรม
สังขตธรรมกับอสังขตธรรม นั้นมีความต่างกันอย่างไร สังขตธรรมก็เป็นธรรมที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ต่างกันที่ลักษณะ สังขตธรรมนั้นมีลักษณะ ๓ อย่างคือ
๑. อนิจจลักษณะ ลักษณะของความไม่เที่ยง
๒. ทุกขลักษณะ ลักษณะของความเป็นทุกข์
๓. อนัตตลักษณะ ลักษณะของความเป็นอนัตตา คือไม่มีตัวไม่มีตน
นั่นเป็นลักษณะของสังขตธรรม ส่วนอสังขตธรรมคือนิพพานนั้นพ้นลักษณะทั้ง ๓ อย่างนี้ มีลักษณะเพียงอย่างเดียวคือสันติลักขณัง มีความสงบเป็นลักษณะ นั้นการวินิจฉัยว่าธรรมใดเป็นสังขตะหรืออสังขตะ ก็ให้ดูที่ลักษณะดังกล่าวมานี้ ฉะนั้นคำว่านิพพานจึงเป็นปรมัตถธรรม เป็นโลกุตรธรรม และเป็นอสังขตธรรมจึงพ้นจากลักษณะ ๓ อย่าง นิพพานจึงพ้นจากความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา นิพพานมีลักษณะเพียงประการเดียวคือความสงบเป็นลักษณะ
นิพพานเป็นโลกุตรธรรมและเป็นปรมัตถธรรมไม่ใช่บัญญัติธรรม บัญญัติธรรมก็คือธรรมที่โลกบัญญัติกันขึ้นมาว่าสิ่งนั้นเป็นนั้น สิ่งนี้เป็นนี้นั้นเรียกว่า บัญญัติธรรม แต่นิพพานนั้นพ้นจากความบัญญัติเหล่านี้ นิพพานจึงพ้นจากลักษณะทั้ง ๓ ประการดังที่กล่าวมา นิพพานเป็นโลกุตรธรรมและเป็นจุดหมายของการปฏิบัติ เราจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน ตราบใดถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานแล้วทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่สามารถที่จะดับได้ ทุกข์ดังกล่าวนี้คืออะไร ทุกข์ดังกล่าวนี้ก็คือความเกิดความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นความทุกข์ที่ทุกข์คนได้รับในระหว่างที่เราเวียนว่ายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร
แต่ถ้าเราปฏิบัติให้ถึงพระนิพพานเราก็จะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเหล่านี้ ปัญญาอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะถึงซึ่งพระนิพพาน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทางแห่งการปฏิบัติไว้ให้พวกเราโดยสมบูรณ์แล้วนั่นก็คือทางไปสู่พระนิพพาน ที่เราเรียกกันว่าเป็นทางสายกลางหรือเป็นมรรคที่เป็นอริยมรรค มัคคะแปลว่าทาง ทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์หรือทางที่จะไปสู่พระนิพพาน ทางคือมรรคนี้ต้องมีการปฏิบัติเป็นขั้นเป็นตอน
การปฏิบัติขั้นตอนที่ ๑ ก็คือเราจะต้องเป็นผู้มีศีล ตั้งมั่นอยู่ในศีล จะเป็นศีล ๕ ศีล ๘ หรือศีล ๒๒๗ ก็ตามเราต้องมีศีลเป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้นที่เรียกว่าเป็นอาทิพรหมจรรย์เมื่อมีศีลแล้วขั้นที่ ๒ ต่อไปก็ต้องเจริญสมาธิหรือเจริญภาวนา การเสริญสมาธิหรือเจริญภาวนานั้นมีวิธีปฏิบัติอยู่ ๒ วิธี คือสมถะ กับวิปัสสนาจะเจริญสมถภาวนาก็ได้ วิปัสสนาภาวนาก็ได้ ๒ วิธีด้วยกัน
ใน ๒ วิธีนี้มีแนวทางปฏิบัติหลายอย่างหลายประการด้วยกันที่เรียกกันว่าการเจริญสมาธิ ส่วนวิปัสสนานั้นก็จะต้องเจริญ ต้องปฏิบัติตามหลักวิปัสสนาภูมิ ซึ่งมีอยู่ ๖ หมวดใหญ่ ๆ ได้แก่ ขันธ์ ๕ ต้อพิจารณาขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริสัจ และก็ปฏิจจสมุปบาท เหล่านี้เป็นส่วนของวิปัสสนาภูมิ การปฏิบัติภาวนาทั้งสองอย่างก็ต้องอาศัยการเจริญการปฏิบัติ ซึ่งวิธีปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้นมีหลากหลายมากมาย แต่ที่นิยมและปฏิบัติกันมากในประเทศไทยเรา ที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลนั้นก็คือการเจริญอนุสสติ อนุสสติก็คือการเอาจิตรำลึกนึกถึงซึ่งเราจะระลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ก็ได้ หรือจะเอาสติไปกำหนดลมหายใจออก ลมหายใจเข้าก็ได้ เอาสติไปรำลึกนึกถึงความตายก็ได้ เอาสติไปรำลึกนึกถึงความสงบก็ได้ เป็นวิธีปฏิบัติหลากหลาย หลายวิธีด้วยกัน
หลวงพ่อวัดปากน้ำหรือพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อสด ที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปในหมู่นักปฏิบัติธรรม เป็นผู้สอนปฏิบัติในด้านของการเจริญภาวนามานานในประเทศไทยและได้ค้นคว้าวิธีการปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือวิธีเจริญอนุสสติ อันได้แก่การกำหนดเอาคุณของพระพุทธเจ้ามาเป็นอารมณ์นั่นก็คือการกำหนดพระพุทธคุณบทที่หนึ่งคือคำว่าอรหัง และเพื่อให้อรหังนั้นมีสมาธิมั่นคง มีบริกรรมที่ต่อเนื่องที่มั่นคงก็เติมคำว่าสัมมาไปอีกคำหนึ่ง จึงเป็นสัมมาอรหัง สัมมาอะระหังนั้นเป็นบริกรรม เป็นบริกรรมที่เราบริกรรมถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ อย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนแล้วก็อุบาสิกา มหาอุบาสิกาจันทร์นำมาสอน ท่านเจ้าคุณราชภาวนาวิสุทธิ์นำมาสอน ท่านทัตตะนำมาสอน หรือพระสงฆ์ในวัดธรรมกายนำมาสอน
นั่นเป็นวิธีปฏิบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านได้นำเอาบทพระพุทธคุณนี้มาปฏิบัติที่เราเรียกกันว่า ธรรมกาย นั้นคำว่าธรรมกายหรือวิธีปฏิบัติอนุสสติ โดยรำลึกนึกถึงกายที่เป็นธรรมนั้นเป็นแนวปฏิบัติที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านค้นพบแล้วก็นำไปสู่ความสงบ นำให้จิตใจไปสู่สมาธิ ไปสู่ปัญญา ซึ่งในบั้นปลายก็เป็นวิปัสสนาภาวนา วิธีปฏิบัติอย่างนี้ก็เพื่อไปสู่พระนิพพาน งั้นทางไปสู่นิพพานมี ๓ ขั้นตอน คือ ศีล สมาธิ แล้วก็ปัญญา
เมื่อเรามีศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่างสมบูรณ์แล้วก็สามารถที่จะถึงซึ่งพระนิพพานได้ ถึงได้อย่างไร ถึงได้ด้วยเราสามารถดับทุกข์ได้ ถึงได้ด้วยการที่เราพัฒนาจิตใจของเรา จนรอดพ้นจากบ่วงต่างๆ ที่ร้อยรัดเราไว้ในกองทุกข์ รอดพ้นจากบ่วงคือตัณหาได้ จิตที่หลุดพ้นรอดพ้นจากบ่วงคือตัณหานั้นจิตนั้นเรียกว่า นิพพาน คือมีนิพพานเป็นอารมณ์ จิตเจตสิก เป็นปรมัตถธรรม จึงมีอารมณ์ที่เป็นนิพพานเท่านั้นที่เป็นปรมัตถธรรม ฉะนั้นการเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติดังกล่าวมานี้
เนื้อหาในอภิธรรม ๗ ปกรณ์จึงสรุปลงในปรมัตถธรรมที่ ๔ ประการดังที่ได้กล่าวมาโดยย่อว่าเป็นการแสดงถึง จิต เจตสิก รูปและนิพพาน รูปก็คือรูปธรรม หรือรูปกายของเราทุกคน มีอยู่ทั้งหมด ๒๘ รูป รูปเหล่านี้เป็นขันธ์ขันธ์หนึ่งเรียกว่ารูปขันธ์ เพราะฉะนั้นจิต เจตสิก รูป ๓ อย่าง จึงมีอยู่ในตัวเราทุกคน ที่เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจ ถ้าเรารู้จักจิต เจตสิก รูป เมื่อใด เราก็รู้จักชีวิตของเราดีเมื่อนั้นรู้ว่าเราคือใคร
ถ้ายังไม่ได้ศึกษาให้ไปสู่ความรู้ความเข้าใจแล้ว เราก็ยังคงไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเองและเมื่อไม่รู้จักตัวเราเองแล้วการที่จะนำตนไปสู่ความพ้นทุกข์ก็คงจะยาก เราจึงต้องศึกษาหาความรู้ความเข้าใจการฟังพระสงฆ์สวดอภิธรรมนี้ เป็นการเพิ่มพูนความรู้ส่วนหนึ่งแม้จะฟังไม่รู้เรื่องก็ถือว่าเป็นบุญกิริยาส่วนหนึ่งที่เราได้ฟังพระสวด ถ้าเกิดเราหัวใจวายตายตอนพระสวดก็ไม่ตกนรก ได้ไปสวรรค์แน่เพราะเคยมีตัวอย่างค้างคาวที่อยู่ในถ้ำฟังพระสวดอภิธรรมเพลิน ตกลงมาจากถ้ำคอหักตายไปเกิดเป็นเทพบุตร นี่ขนาดค้างคาวอยู่ในถ้ำนะยังไปเกิดเป็นเทพบุตร ฟังพระสวดอภิธรรมเพลินไป ตีนที่เกาะที่ผนังถ้ำหลุดลงมา ตกลงมาคอหักตาย
เพราะฉะนั้นการฟังนี่เป็นบุญเป็นกุศล เราจึงนิยมไปฟังพระสวดอภิธรรม ถึงไม่รู้เรื่องก็จะต้องอดทนฟังให้จบ เพราะถือว่าเป็นการฟังเอาบุญ แล้วเราก็ได้บุญแล้วโดยทั่วกัน วันนี้ท่านทั้งหลายได้มาร่วมกันทำบุญ ได้ฟังพระสวดอภิธรรมจบลงไปแล้ว และได้ฟังเนื้อหาอภิธรรมที่อาตมาได้นำมาอธิบายโดยย่อโดยสังเขปในวันนี้ ก็หวังว่าคงเป็นบุญกิริยาวัตถุส่วนหนึ่งที่เรียกว่า ธัมมัสสวนมัย คือบุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม และบุญนี้สำเร็จกับท่านทั้งหลายที่นั่งในที่นี้โดยสมบูรณ์ แล้วเราก็อุทิศส่วนกุศลนี้บูชาพระคุณคุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ ซึ่งได้ถึงแก่กรรมไปแล้วสู่ปรโลก ให้ท่านได้รับส่วนกุศลที่เราบำเพ็ญในวันนี้ได้โดยทั่วกัน
วันนี้ท่านทั้งหลายได้บำเพ็ญปัญญาบารมีเพราะการฟังธรรมเป็นการเพิ่มพูนสติปัญญาให้เราเฉลียวฉลาดขึ้น เป็นการส่งเสริมความฉลาดในตัวเรา เพราะถือว่าเป็นบารมีส่วนหนึ่ง ขออำนาจบุญกุศลและบารมีส่วนนี้จงส่งผลให้ทุกท่านประสบความสุขและมีปัญญารอบรู้เห็นแจ้งในพระธรรม มีดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุถึงซึ่งพระนิพพานโดยทั่วกันทุกท่านเทอญ (เสียงสาธุ) (หมด 1/A)
หน้า PAGE 1
431210FW-BBT