ผู้ต่อชีวิต
ขอนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก และอุบาสิกาทุกท่าน และกัลยาณมิตรลูกหลานที่รักของคุณยายทุก ๆ คน (สาธุ)
วันนี้หลวงพี่รับหน้าที่มาจากหมู่คณะให้มาช่วยบรรยายคุณธรรมของคุณยาย นั่นก็เป็นเรื่องลำบากนิดหนึ่งที่ว่าตัวเรามีภูมิปัญญาเพียงน้อยนิด จะไปหยั่งคาดหรือว่า บรรยายคุณธรรมหรือความสามารถของบุคคลอื่นที่ล้ำลึกกว่าเรามากนัก เป็นเรื่องยากที่ว่าจะทำให้สมบูรณ์ แต่ส่วนตัวหลวงพี่ก็มีประสบการณ์ช่วงหนึ่งที่ได้อยู่ใกล้ชิดคุณยายท่าน แล้วก็ท่านได้ช่วยเหลือ ได้เกื้อกูลและช่วยให้ตัวเองรอดตายมาหลายครั้ง ได้ประสบกับคุณธรรม และคุณวิเศษของท่านมาพอสมควร ก็ตั้งใจว่าวันนี้จะได้เล่าเรื่องจริงให้พวกเราฟังส่วนหนึ่ง
หลวงพี่พบคุณยายครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๖ วันที่ ๗ เมษายน วันอาทิตย์ประมาณเวลา ๘ โมงเช้า เป็นวันทอดผ้าป่าสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ตอนนั้นมาอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๒ คุณยายท่านอยู่ที่แถวบริเวณที่ตั้งอาคารดาวดึงส์ หลวงพี่ยืนอยู่แถวครัวหน้า ตอนนั้นครัวยังไม่มีนะ อาคารก็ยังไม่มี ต้นไม้ก็ไม่ค่อยมี มีเรือนไทยเก่า ๆ ระหว่างอาคารหินอ่อนกับโบสถ์ คุณยายท่านเดินสวนทางมา ท่านเป็นคนรูปร่างเล็ก ผิวคล้ำหน่อย แล้วก็เดินนิ่ง เดินดุบ ๆ ๆ ดูลักษณะท่านเป็นคนเอาจริงเอาจังมาก
พออบรมธรรมทายาทเสร็จ รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยก็ได้ชวนพรรคพวกที่เข้าอบรมธรรมทายาทด้วยกัน ก็ไปกราบคุณยายที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ช่วงนั้นสังเกตคุณยายท่านเป็นคนพูดน้อยนะ คุณยายท่านเงียบ นิ่ง ใส อยู่ตลอดเวลา อยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ แล้วก็เจอหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยด้วย ช่วงนั้นลูกศิษย์มีไม่มาก ท่านก็ได้เล่าเรื่องละเอียด ๆ อะไรให้ฟังเยอะ พวกเราที่เป็นธรรมทายาทรุ่นใหม่ ๆ ที่ไปกราบคุณยายที่บ้านธรรมประสิทธิ์นี่ รู้สึกจะยำเกรงคุณยายมากทีเดียว คุณยายมานี่ นิ่งเงียบทุกคน แต่ถึงแม้ว่าจะยำเกรงคุณยายมาก พวกเราก็พากันไปที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ขึ้นรถเมล์ไปบ้าง นั่งรถพรรคพวกไปบ้าง ไปอาทิตย์ละ ๒-๓ หนทีเดียว ถ้าว่างเสาร์อาทิตย์ก็มาที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม
ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ตอนหน้าร้อน เรื่องนี้หลวงพ่อ พระอาจารย์ พระอาจารย์พิพัฒน์ ฐิตสุทฺโธ ท่านนั่งอยู่ฝั่งโน้น ท่านก็ได้เล่าให้พวกเราฟังอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว มันมีกรณีนิดหนึ่งที่ว่าจะมีคนเขาอยากจะใช้สถานที่ศูนย์พุทธจักรฯ แทนพวกเรา ก็ได้อาศัยบารมีธรรมของคุณยายและก็ปฏิภาณของท่าน ช่วยยับยั้งแก้ไขเหตุการณ์ผ่านไปได้ ถ้างวดนั้นไม่ได้คุณยายล่ะก็คงจะไม่มีวัดธรรมกายให้พวกเราได้มาทำบุญกันหรอก มันจะกลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ ต้องไปหาที่ใหม่ ก็ได้อาศัยบารมีธรรมคุณยาย แล้วก็ปฏิภาณไหวพริบของท่านช่วยแก้ไขเหตุการณ์ให้ผ่านพ้นไปได้ อันนี้เป็นคุณูปะการอันใหญ่หลวงหลวงพี่จำได้ในครั้งแรก ท่านช่วยให้เราตั้งหลักได้
แล้วต่อมาประมาณกลางเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ปิดเทอมกลางของมหาวิทยาลัยพอดี คุณยายท่านย้ายจากบ้านธรรมประสิทธิ์ มาประจำที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เป็นการถาวร หลวงพี่ได้ยินกับหูตัวเองว่า ท่านพูดว่ายายจะมาตั้งหลักที่ศูนย์พุทธจักรนี่ จนกว่ายายจะเข้าโลง ไม่ไปไหนอีกแล้ว ยายจะตั้งหลักอยู่ที่นี่แหละ สร้างวัดจนกว่าจะเสร็จ
ในวันที่ย้ายมา ก็ย้ายมาตอนบ่าย หลังเที่ยงบ่าย ๑ กว่า ก็ขับรถกันมาที่ศูนย์พุทธจักรฯ พอประมาณบ่าย ๓ บ่าย ๔ ช่วงนั้นอากาศร้อนอ้าวทีเดียว ประมาณสักบ่าย ๔ โมงหรือ ๕ โมงเย็นนี่ หลวงพี่มองไปทางท้ายวัด ยืนที่บริเวณศาลาจาตุมหาราชิกานี่นะ ก็หันหน้ามองไปทางท้ายวัด ทิศตะวันตก อยู่ ๆ มีลมพัดมา ลมพัดแรงมาก พัดอู้ คล้าย ๆ จะเป็นลมพายุ แต่แปลกฝุ่นก็ไม่กระจายอะไรมากเท่าไหร่ ต้นไม้ในวัดซึ่งไม่มีกี่ต้น เอนลู่ไปทางเดียวกันหมดเลย เอนไปทางทิศเหนือนะ พัดมาจากทางอำเภอทิศใต้ อยู่สัก ๕ นาทีหรือ ๑๐ นาทีนี่ สักครู่พายุลมแรงก็สงบลง อากาศก็เย็นสบายขึ้นอย่างประหลาด ก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้ยังไง พัดอู้อยู่ ๕ นาที ๑๐ นาที อยู่ ๆ พัดขึ้นมาเลย อากาศร้อนก็คลายไป อากาศก็เย็นสบายขึ้นมาตั้งเยอะ ก็มีพระที่อยู่ศูนย์พุทธจักรฯ กับหลวงพ่อ ได้เห็นธรรมกายแล้วท่านก็บอกว่า “ผู้มีฤทธิ์บันดาล” หลวงพี่จำได้คำนี้
เหตุการณ์ที่ว่าคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งที่จำได้ของคุณยายนะ ที่มีต่อพวกลูกศิษย์หลานศิษย์ทุก ๆ คนนี่คือท่านเอื้อเฟื้อช่วยเหลือลูกศิษย์ลูกหาอย่างมากมายทีเดียว ในส่วนตัวหลวงพี่นี่ก็ไม่รู้จะบรรยายยังไง กี่ครั้งกี่ครั้ง มันเยอะจนจำไม่ได้ เพราะไม่ได้จดรายละเอียดไว้ช่วงนั้น จำได้แต่เหตุการณ์ใหญ่ ๆ ที่สำคัญ ๆ
ประมาณสักปี ๒๕๒๓ ก็มีการผูกพัทธสีมาในวันวิสาขบูชา ๒๙ เมษายน ๒๕๒๓ ผูกพัทธสีมาวัดพระธรรมกาย ก็อาศัยธรรมทายาทรุ่น ๘ หลวงพี่ได้บวชด้วยช่วงนั้น ลาราชการ ๔ เดือนบวชด้วย หลวงพ่อธัมมะก็ให้ไปปฏิบัติธรรมที่ดอยขุนตาล กับที่เกาะตะรุเตา กลับมาก็มาพักที่วัดเตรียมรอวันสึกแล้ว จะไปทำงานต่อ
เช้าวันอาสาฬหบูชา ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ นั่นแหละ ก็ป่วยหนัก ตื่นเช้าขึ้นมาก็เป็นไข้ จับไข้สูงทีเดียว นอนซมลุกไม่ขึ้น ไม่รู้เป็นอะไร ก็ได้รุ่นพี่รุ่นน้องธรรมทายาท ๒-๓ ท่าน หามขึ้นรถเอาไปโรงพยาบาลจุฬาฯ หมอเขาตรวจแล้วบอกว่าต้อง เจาะไขสันหลัง บอกว่าสงสัยเป็นโรคไข้สมองอักเสบ เนื้อสมองทั้งหมดอักเสบจากเชื้อไวรัส ชักเกร็งบ่อยมาก เพื่อนเขาบอกหมดสติไป ๑๐ วัน แล้วก็รู้ตัวตื่นขึ้นมา มึนซึมไปหมด
เนื้อสมองนี่ถ้าเป็นอะไรนิดหน่อยหมดสภาพไปเลยนะ ความรู้ ความจำ ความสามารถ แล้วก็บุคลิกอะไรบางอย่างหมดไปเลย เนื้อสมองนี่ถ้าเป็นอะไรไปนี่ ชีวิตหมดเลยนะ ทั้งความรู้ ความจำ บุคลิกภาพ แล้วก็การเคลื่อนไหว ความรู้สึกต่าง ๆ สัมผัสต่าง ๆ หมดไปเลย ถ้ากระเทือนไปถึง ถ้าหายมานี่ รอดตายมานี่ก็กลายเป็นคนพิการไป ช่วยตัวเองไม่ได้ จะเดินเหินไม่ได้ เป็นอัมพาต ความรู้ ความจำต่าง ๆ มันหมดไปเลย
และช่วงนั้นสมองบวมมาก ขนาดอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เขาก็บอกว่า สมองนี่บวมมาก แล้วมันดันออกมา ทีนี้กะโหลกมันก็จะขยายตาม กะโหลกศีรษะมันก็เท่าเดิม แต่ว่าเนื้อสมองมันบวมมาก มันก็ปวดซิ ถ้าใครเคยเป็นเท้าอักเสบ นิ้วเท้าอักเสบ หรือเล็บขบอะไรจะเข้าใจนี่ เนื้อมันบวมใช่ไหม ใส่รองเท้าไม่ได้แล้ว ใส่ลงไป รองเท้ามันเท่าเดิม แต่เนื้อมันขยายขึ้นมา ปวดจนร้องน้ำตาเล็ด ต้องถอดรองเท้าหรือมาใส่รองเท้าแตะ มันใส่รองเท้าไม่ได้ เพราะเท้าไม่ได้ขยาย แต่เนื้อมันขยายขึ้นมาแล้ว ทีนี้สมองมันบวมทั้งสมอง มันกะโหลกศีรษะมันเท่าเดิม ยังดีช่วงนั้นไม่รู้สึกตัว หมดสติโคม่าไปเลย
หมอเขาปรึกษากันว่าทนไม่ไหวแน่ อย่างนี้เดี๋ยวขาดใจตาย ต้องผ่ากะโหลกออก ให้สมองมีที่ระบาย อาจารย์เขาก็จะผ่ากัน ช่วงนั้นเพิ่งจบมาปีเศษ จบมาใหม่ ๆ ทีนี้คุณยาย หลวงพ่อที่วัดบอกไม่ยอมให้ผ่า บอกยังไง ยังไงก็อย่าผ่า ผ่าแล้วก็หมดเลย ถึงรอดตายก็เอาความเป็นแพทย์คืนมาไม่ได้ หมดแค่นั้น คุณยายก็บอก ทั้งหลวงพ่อท่านก็บอกหายไม่เป็นไร หายปกติด้วย แต่นานหน่อย ก็ไม่ผ่า ๑๐ วันก็แล้ว ๑๐ วันนิด ๆ ก็เริ่มรู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมาในห้องไอซียู เวลาลืมตาขึ้นมาครั้งแรก ครั้งแรกนี่รู้สึกความจำได้หมดเหมือนเดิม พอจำได้ว่าตัวเองเป็นใคร อาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้นมาตามลำดับ
พอได้ ๒ เดือน ก็พอจะลุกเหินขยับตัวได้แล้ว ห้องโรงพยาบาลเขาแน่นนะ ก็ไปพักฟื้นที่บ้าน นั่งรถกลับไปที่บ้าน ไปพักฟื้นต่ออีก ๓ เดือน ช่วงนั้นไม่ได้มาวัดนะ ก็อาศัยเพื่อนฝูง รุ่นน้องพรรคพวกเขาหอบหิ้วมา รู้สึกจะมาต้นเดือนทีหนึ่งหรือไงนี่ มาที่วัด ๒ ครั้ง มากราบคุณยาย มากราบหลวงพ่อ ๒ ครั้ง ยังเดินเหินไม่ค่อยได้ พักฟื้นไป ๓ เดือน แล้วค่อยไปทำงาน
หลวงพ่อทัตตะท่านบอกว่าคุณยายช่วยเราครั้งนี้ คุณยายนั่งแก้ให้เป็นเดือน นั่งแก้ให้นะ แก้ไขโรคต่าง ๆ ให้เป็นเดือน ไม่ใช่นั่งเป็นวันหรือเป็นชั่วโมงนะ นั่งแก้แล้วแก้อีก ฉันข้าวเสร็จก็ไปนั่งต่อ เย็นค่ำดึกก็ไปนั่งต่อ นั่งแก้แล้วแก้อีก คุณยายนั่งแก้ให้เป็นเดือน ไปรบอะไรกันไม่รู้ หลวงพี่ก็ไม่เข้าใจนะ เป็นเรื่องละเอียด เอามาเล่าไม่ได้
ทางเขาคงอยากจะได้ตัวเราไปแล้วนี่ รักเรามาก จะเอาไป เอาตัวไป คุณยายก็ไม่ยอม จะเอาตัวไว้สร้างบารมีต่อ ขืนเป็นอะไรไปล่ะก็ ชาตินี้สร้างบารมีตามพวกเราไม่ทันแน่ คงต้องล้าหลัง บุญน้อยไป บุญมีนิดเดียว ช่วงนี้ชาตินี้เป็นชาติที่เราสร้างบารมีกันใหญ่ คุณยายจะเอาตัวไว้ให้ได้ แล้วคุณยายก็พูดกับอาจารย์หมอสดใส เวชชาชีวะ ด้วย นี่อาจารย์เขาเล่าให้ฟังนะว่า คุณยายบอกว่าตายไม่ได้ ถ้าตาย ยายเสียชื่อ คุณยายพูดแบบอารมณ์ดีนะ ถ้าตาย ยายเสียชื่อ ตายไม่ได้ ถ้าตายยายเสียชื่อ พูดอย่างอารมณ์ดี ช่วงนั้นกำลังพะงาบ ๆ อยู่ ถ้าตาย ยายเสียชื่อ คุณยายพูดอย่างอารมณ์ดีเลย แล้วค่อยฟื้นขึ้นมา
ป่วยอยู่ ๒ เดือน พักฟื้นอยู่ ๓ เดือน ไปทำงาน ก็ไปทำงานเป็นหมอต่อเลย เดินกระย่องกระแย่ง โอ้โฮ ช่วงที่ลำบากคือช่วงปี ๒๔-๒๙ , ๔-๕ ปีแรกนี่ลำบากมาก ช่วงที่ทำงานแล้วก็มากราบคุณยายที่วัด แรก ๆ คุณยายท่านก็สั่งไว้ อย่าไปทำงานหนักนะ ห้ามใช้สมอง แล้วก็นอนเยอะ ๆ นอนแหลกเลย พักลูกเดียว ท่านสั่ง ห่วงมาก เวลาออกไปดูงานในสนาม ไปดูงานจราจรบ้าง ดูรถบ้าง ยายสั่งอุบาสกรุ่นน้องไปตามเลย บอกไม่ให้ทำงานเลย ให้กลับมา ไม่รู้ท่านรู้ได้ไง เราก็แอบเดินโต๋เต๋ไปกินลม กระย่องกระแย่ง ไม่รู้คุณยายรู้ได้ไง สั่งอุบาสกรุ่นน้องไปตามมา คุณยายบอกห้ามทำงาน กลับมาพักผ่อน ดูตลอด ไม่ให้คลาดสายตา
พระเถระที่วัดท่านก็บอกว่าช่วงที่พักฟื้นอยู่นี่ คุณยายท่านต้องเอาจิตจรดอยู่ตลอดเวลา จรดนิ่งเป็นตัวเราตลอดเวลา ไม่ให้คลาดเคลื่อนเลย เพราะช่วงนั้นอารมณ์แปรปรวนมาก ไม่ใช่หายแล้วหายเลยนะ ท่านบอกเส้นประสาทยังบวมอยู่ เศษตกค้างมันยังมีเยอะ อารมณ์แปรปรวน คิดโน่นคิดนี่ ความคิดนี่เร็วมาก ปรูดปราด ๆ ตลอดเวลาเลย อารมณ์นี่หวั่นไหวจริง ๆ เหมือนน้ำในแก้วที่กระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา มันไม่ได้นิ่งแบบคนทั่ว ๆ ไปนะ อารมณ์มันหวั่นไหวพลิ้วไปตลอด เร็วมาก เพราะเนื้อสมองมันยังไม่เข้าที่ ตั้งหลายเดือน กว่าจะเริ่มเข้าที่
ช่วงที่อยู่บ้าน ๒-๓ เดือน คุณยายเอาใจจรดนิ่งตลอดเวลา เอาใจจรดจิตของเราตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวแย่ กลับบ้านไปแล้วเดี๋ยวต้องพาไปปากคลองสาน ท่านคงห่วงนะ อารมณ์มันพลิ้วไปตลอด ท่านคุมจี๋ตลอดเลย แล้วสั่งบอก ห้ามทำงาน ให้พักนะ อย่าไปใช้สมอง นี่ท่านช่วยให้รอดตัวไปครั้งหนึ่งแล้ว ไอ้งวดนี้ตายแน่ ๆ ไม่มีรอด หนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน ต้องตายลูกเดียว ท่านเอาจนรอด แล้วเอาคืนมาใช้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วย
หลวงพ่อธัมมะบอกหายแต่นานหน่อย คงต้องพักฟื้นนาน นี่ก็พักฟื้นไปได้ ๒๐ ปี ครึ่งแล้ว ดีขึ้นเยอะนะโยม เกือบ ๆ จะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็ได้อาศัยวิชชาของคุณยายแก้ให้ตลอด
แล้วยังไม่หมดนะ ยังมีอีกหลายงาน แล้วพอถึงหน้าร้อนปี ๒๕๒๙ นี่ ก็พาพรรคพวกมากราบคุณยายทุกวันพุธ ช่วงนั้นยังไม่ได้มาประจำที่วัด ปี ๒๙ มากราบคุณยายทุกวันพุธ มาปล่อยปลาตอนเย็นประมาณสัก ๕ โมงครึ่ง ขับรถมาจากที่ทำงาน พาเพื่อนมาอีก ๒ คน ธรรมทายาทเหมือนกัน มากราบยาย ถึงเวลายายก็เดินออกมา ช่วงนั้นงานที่วัดนี่ยังเบา ยังไม่ได้หนักหนาเท่าไหร่ ยังไม่ได้โหมงานบอกบุญมาก คุณยายท่านวางภาระจากการบริหารงานให้หลวงพ่อ ๒ องค์ท่านดูแลหมด งานคุณยายก็เบาหน่อย ว่าง ท่านก็ออกมานั่งคุยที่ครัวยามา
มีอยู่อีกวันหนึ่ง ท่านก็เอาเล็บให้หลวงพี่ดู ท่านบอกคุณ คุณดูเล็บยาย มันเป็นเชื้อรานิดหนึ่ง พวกเราก็ไปช่วยกันซื้อไอ้ไฮโดรเย่น เปอออกไซด์ ซื้อสำลี ซื้อพวกครีมทาเชื้อรามาทาให้ยายกัน แล้วคุณยายก็กระซิบบอกหลวงพี่ คุณยายบอกว่าคุณ คุณมาทำแผลให้ยายทุกวันนะ ท่านเปรยอยู่ประมาณ ๒-๓ ครั้ง เอ๊ะ ก็แปลก คุณยายอุตส่าห์พูด หลวงพี่ก็มา ไม่อยากจะขัดใจ โธ่ เราขับรถมาจากที่ทำงานมาถึงนี่ประมาณเกือบชั่วโมง ขับกลับอีกประมาณเกือบ ๒ ชั่วโมงไปกลับ เหนื่อยนะ สังขารช่วงนั้นกำลังฟื้นไข้ใหม่ ๆ ฟื้นไข้มาได้ ๔-๕ ปี ก็ยังโทรม ๆ อยู่ ขับรถ ทำงานทั้งวัน อยู่เวรอีก
มาล้างแผลให้คุณยายได้ประมาณเดือนกว่า ประมาณ ๔ อาทิตย์ไม่เกิน ๕ อาทิตย์มาล้างทุกวัน ตอนเย็นขับรถมาทุกวันทุกเย็น ๆ เอาเรื่องนะ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็ยังไม่เท่าไหร่ สุขภาพไม่ดี วันไหนติดเวรก็ค้างเอาไว้ วันไหนไม่ติดเวร ก็มาทุกวัน ๆ ล้างแผลให้คุณยายได้ประมาณเดือนหนึ่ง ๔ อาทิตย์นิด ๆ คุณยายบอก แผลหายแล้ว แล้วก็มาปล่อยปลา มากับคุณยายทุกวันพุธตามปกติ
พอถึงประมาณเดือนตุลา เดือนพฤศจิกา ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ นี่แหละ ก็ขับรถกลับบ้าน ขับจากแถวบางเขน กลับไปผ่านซุปเปอร์ไฮเวย์ตรงหน้ามหาวิทยาลัยหอการค้า ถนนสุทธิสาร วิภาวดีรังสิต ตรงหน้ามหาวิทยาลัยหอการค้า ขับรถเร็วไปแล้วแฉลบ แฉลบ ปรากฏว่าแฉลบปั๊บ เสียหลัก หัวนี่ไปฟาดกับไอ้เบาะที่นั่ง เบาะที่นั่งทางด้านซ้ายมือ โครม สลบคาเบาะไปเลย ไปหัวไปนอนอยู่ที่คาเบาะอีกฝั่งหนึ่ง หลับไป มีคนเขามาปลุกตื่น คุณ คุณ เป็นอะไรไป เห็นหลับไปนาน ความจริงเราผิด ชนถูกรถคันอื่นไปหลายคันเหมือนกัน ถ้าซ่อมคงหมดไปหลายแสน คันอื่นเขาเห็นเราหมดสตินิ่ง ๆ เขาก็เผ่นกันหมด เพราะเขาไม่ได้เป็นฝ่ายผิด เขาขับรถกันไปหมดแล้ว เรายังสลบนิ่งอยู่ คนเขาก็มาปลุก ตื่นมาจำเหตุการณ์ไม่ได้ ความจำเสื่อมไป ๔-๕ นาที แล้วจึงนึกออก กระย่องกระแย่งไป เอารถไปซ่อมเสียค่าซ่อมรถไป ๓ หมื่น
แล้วก็อีกสักอาทิตย์หนึ่งก็นั่งรถพรรคพวกอีก เพื่อนฝูงเยอะ นั่งรถพรรคพวก วันพุธก็มากราบยายอีก เล่าให้คุณยาย บอกยาย ยาย ขับรถไปชนมาเกือบตาย เล่ารายละเอียดให้ท่านฟัง ปรากฏว่าคุณยายท่านไม่ได้ดุนะ ท่านหัวเราะชอบใจ ใครที่อยู่วัดนาน ๆ จะเห็นคุณยายหัวเราะชอบใจนี่ไม่มีนะ ท่านไม่ได้หัวเราะชอบใจ เออ น้อยมาก กลับกันนะ คุณยายกลับหัวเราะชอบใจ แล้วท่านก็บอกอีก “คุณรถชนงวดนี้นะถึงตายนะ แต่คุณมาทำแผลให้ยายทุกวัน บุญไหลท่วมไปทั้งตัวเลยไม่เป็นไร” อ๋อ ที่แท้คุณยายท่านรู้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่าจะเกิดเหตุ ท่านเลยหาบุญใหญ่ให้เราทำ เรียกมาทำแผลให้ยายทุกวัน ๆ เป็นเดือน เย็นก็ขับรถมา ขับรถกลับ เอาจนรอดตายได้อีกครั้ง
พวกเจ้าหน้าที่ ที่โรงพยาบาลเขาก็สะกิดบอก หมอ ทำไมไปทุกวัน พักซิ เขาอยากให้เราพัก รู้ว่าเราฟื้นจากไข้สมองอักเสบมาหายดีแล้ว เราก็บอก เออ ไม่ว่าอะไร ขอบใจเขา ไปมาอยู่ตั้งเดือนกว่า คุณยายหาบุญใหญ่ให้เราทำ ท่านบอกบุญไหลท่วมไปทั้งตัวเลย เลยไม่เป็นไร งวดนี้ตายแน่ ๆ นี่ครั้งที่ ๒ เป็นธรรมดาท่านจะเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าตลอดเสมอ
แล้วปี ๒๕๒๓ ป่วยหนักที่เป็นไข้สมองอักเสบ หลวงพ่อธัมมชโยท่านก็เตือนไว้ก่อนล่วงหน้า ท่านเปรย ๆ ไว้ประมาณ ๕ ปีก่อนจะป่วยหนัก หลวงพ่อธัมมะท่านเปรยไว้ว่ากรรมมันวิ่งตามเรามาข้างหลังเหมือนหมาไล่เนื้อ ไล่ทันเมื่อไหร่ กระโดดงับคอ ถ้าได้ธรรมกายเมื่อไหร่ กรรมทั้งหลายทั้งหมดก็เป็นอโหสิกรรมไป หมายความว่าท่านเน้นให้เรานั่งธรรมะเยอะ ๆ จะได้ถึงธรรม จะได้เบาลง แต่นี่นั่งเท่าไหร่ มันก็ตื้อ ๆ อยู่นี่
ก็พอดีได้บุญใหญ่จากการผูกพัทธสีมาปี ๒๕๒๓ ผูกพัทธสีมานี่ ถ้าเป็นวัดอื่นก็ไม่เท่าไหร่นะ แต่เป็นวัดเรานี่ ทั้งหลวงพ่อทั้งคุณยายท่านคุมบุญเต็มที่ หลวงพี่ก็ได้บวชร่วมคณะอยู่กับเขาด้วย บวชปีนั้นจำได้ว่า ๓๐๐ รูปหรือไงนี่ ผ้าเหลือง เหลืองไปหมด เต็ม ๓๐๐ ไปร่วมพิธีผูกพัทธสีมาที่โบสถ์ เป็นบุญใหญ่ หล่อเลี้ยงตรงนั้นเลย บุญหนักหน่อยรอดตายมาได้ หลวงพ่อบอกล่วงหน้านะ ๕ ปี ท่านรู้ล่วงหน้า คราวนี้คุณยายนั่งแก้ให้
ยังไม่หมดนะ มีเยอะ นี่พยายามนึกออกมา ยังมีอีก ต้นปี ๒๕๓๔ ประมาณเดือนมีนาหรือยังไงนี่ หลวงพี่มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือเป็นคนมือตีนไวนะ ขับรถเร็ว เร็วมาก พระเถระที่อยู่เก่า ๆ จะรู้ดี พระที่ท่านนั่งอยู่นี่ รู้ฉายาดี ขับรถเร็วมาก ฝุ่นนี่ตลบเลย คุณยายด่า เตือนกี่ทีกี่ทีก็ยังขับเร็วอยู่นี่ บอกปี ๒๕๓๔ เดือนมีนา ตอนเช้าไปทำงาน ขับไปครึ่งทางระหว่างบางขันธ์กับตลาดรังสิต ได้สติขึ้นมา เอ๊ะ เห็นรถน้ำมันจอดอยู่ข้างหน้า รถเขาจอดหมดแล้ว แต่เรายังไม่จอด ขับเร็วมาก แดง ๆ รู้สึกจะเป็นรถปั๊มน้ำมันเอสโซ่มั้ง รถบรรทุกน้ำมันยี่ห้อเอสโซ่ เห็นจอดอยู่ข้างหน้านิดหนึ่ง ห่างไม่เท่าไหร่ ๑๐-๒๐ เมตร ไม่รู้ทำไง ปรากฏว่ามันเลี้ยวอีท่าไหนไม่ทราบนะ คล้าย ๆ มีใครจับมือเราเลี้ยวนี่ ช่วงนั้นเหมือน Slow motion นะ ใครดูหนังฝรั่งคงจำได้ หนัง Slow motion แล้วคล้ายมีใครจับมือเราเลี้ยว ปรืด เดี๋ยวนี้ก็ยังจำได้ ปรืด
ปรากฏว่าไปแช่อยู่คูน้ำข้างทางด้านซ้ายมือ จมลงไป ตึ้ง เอ๊ะ มันจมลงไปได้ยังไงไม่รู้ พาน้องคนหนึ่งไปส่งด้วย น้องผู้หญิงเรียนอยู่ที่รามคำแหง ปีนออกมาจากรถกัน แล้วก็โทรเรียกรถเครนที่วัดไปยกมา นี่อยู่วัดก็ดีอย่างนี้ ถ้าจ้างรถเครนก็คงเป็นหลายพัน ห้อยต่องแต่งกลับมา ปรากฏว่าคอเคล็ดเลย เวลาเลี้ยวหักเร็ว ๆ นี่เส้นเอ็นมันเคล็ดนะ ถ้าใครเคยรถชนอย่างจัง ๆ รู้สึกเอ็นคอจะเคล็ดอยู่แล้ว มันผงกหัวไปข้างหน้าแล้ววกกลับมา เส้นเคล็ด หลังนี่ตึงไปหมดเลย มันกระแทกเร็วมาก ปึ้ง กลับไปกลับนี่ เอ็นคอเอ็นหลังนี่จะเกร็งหมดทั้งตัว ยอกไปอาทิตย์กว่า
ประมาณตอน ๑๐ โมงกว่าก็ไปเจอคุณยาย ชนตอนเช้าระหว่างประมาณสัก ๘ โมง ๑๕ นาที ๑๐ โมงกว่า จัดการรถเสร็จ ก็ไปเจอยาย วันนั้นไม่ได้ไปทำงาน เอารถเก็บ ช่วงนั้นมาอยู่ประจำที่วัดแล้ว เป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลสนาม (ศูนย์พยาบาล) เวลา ๑๐ โมงกว่า ๆ ก็มาเจอคุณยายที่อาคารยามา ก็บอกท่าน ยาย ๆ รถไปตกคูอยู่ข้างทาง ท่านจะเตือนเรื่อย ขับรถช้า ๆ อย่าขับเร็ว ท่านพูดไป เราก็ขับเร็วไปเรื่อย เท้าปีศาจ ตีนผี ขับเร็วมาก คุณยายท่านเทศน์อยู่พักหนึ่งบอกเกือบตายแล้วไหมล่ะ บอกตั้งกี่ทีกี่ทีว่าอย่าขับรถเร็ว ขับรถให้ระวัง ๆ ท่านก็เตือนของท่านอีกพักหนึ่ง หลวงพี่ก็ไม่ได้ถาม ยายรอดมาได้ยังไง เพราะรู้อยู่แก่ใจแล้ว รอดมาอย่างนี้ก็ มีอยู่คน ๒ คนเท่านั้นที่ช่วยทำได้ เหมือนมีใครมาจับมือเราหมุนพวงมาลัย เหมือนหนัง Slow motion เลยนะจำได้ แล้วรถมันจอดลงคูอยู่ข้างทาง ก็ไม่รู้ลงมายังไง ถ้าอัดท้ายรถบรรทุกน้ำมันไปล่ะก็ งวดนั้นคงตูม รถน้ำมันอาจจะระเบิด หรือตัวอาจจะเละอยู่ท้ายคัน หมดไปนี่รถพังทั้งคัน ขับเร็วมาก รู้ตัวตอนรถห่างกันสัก ๑๐ -๒๐ เมตรนี่ หลบรอดยังไงไม่ทราบเหมือนกัน
นั่นก็คือคุณยายช่วยเอาไว้อีก แต่ไม่ได้ถามท่านนะว่าเกิดจากอะไร เพราะเดี๋ยวโดนเทศน์ต่อ ท่านบ่นอยู่พักหนึ่งว่า บอกคุณกี่ทีกี่ที ขับรถให้ระวัง ขับช้า ๆ เทศน์อยู่เป็นประจำ นี่ ๓ หนนะ ตายแน่ ๆ ๓ หน ปลีกย่อยนี่ยังมีเยอะอีก จำไม่ได้ เยอะจนจำไม่ได้ เกิดอุบัติเหตุหรือว่าความตายบ่อย ๆ
ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณยายท่านบอก คุยวันพุธตอนเย็นคุยกับท่านดี ๆ ท่านเพลิน ๆ ท่านก็มองหน้าแล้วท่านจะยิ้ม ๆ บอก “คุณต้องตายหลายที แต่ตายยากหน่อย” แล้วท่านก็ยิ้มชอบใจ เหมือนจะบอกว่ายายจัดการให้เรียบร้อยหมดแล้ว ก็ไม่ทราบจะมีอีกหรือเปล่ารายการนี้ ท่านพูดแล้วก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดี คุณต้องตายหลายที แต่ตายยากหน่อย คุณยายยิ้มชอบใจ อารมณ์เบิกบาน
เวลาที่ช่วงหลัง ๆ ที่มาอยู่ที่วัดนี่ พบคุณยายท่านบ่อยหน่อย คือตอนเช้าไปทำงาน พอเย็นกลับมาก็ประจำที่ศูนย์พยาบาล ก็ไปเดินในครัวบ้าง ตอนเช้าก่อนไปทำงานก็ไปฉันที่ครัวหน้า ตอนเย็นก็ไปฉันปานะที่ครัวหน้า ก็เจอคุณยายเป็นประจำ เจอหน้าคุณยายทีไรก็ ทุกทีเลย เรียกมาแล้วท่านก็จะพูดไปเรื่อย ๆ คุณยายท่านบอกต้องเรียกมา ท่านเรียกมาสอน มาพูดให้ฟัง เวลาที่ท่านพูดนี่ จะสังเกตดี ๆ หลวงพี่สังเกตตัวเอง น้ำเสียงท่านนิ่ง นิ่งนะ ท่านนิ่งอยู่ตัวตลอด นิ่ง คงตัวตลอด แววตาแจ่มใส แล้วท่านก็พูดให้ฟัง อย่างนี้ดีนะ อย่างนี้ดีนะ อย่างนี้ไม่ดี อย่าทำ อย่าทำ โดยเฉพาะเรื่องขับรถนี่โดนหลายที
วันนั้นนั่งฟังยายก็นั่งมองหน้าท่าน แล้วรู้สึกตัวของเราข้างในนี่มันใสสว่างหมด ตอนมาไม่ใสนะ ก็คลุม ๆ เครือ ๆ นั่งฟังคุณยายสักพักหนึ่งเอ๊ะทำไมตัวมันใส ท่านกลั่นสะอาดไปหมดเลย ใส สว่างไปหมด เย็นสบาย ท่านเตือนแล้วท่านก็ไป เจอหน้าอย่างนี้เกือบทุกวัน
มีบางเรื่องไปซนมา ช่วงที่ไปซนมา ต้องคอยหลบหน้าคุณยายหน่อยนะ ไปเจอหน้าบ่อยไม่ได้ เจอหน้าท่านก็เรียกมา คุณยายท่านเทศน์อยู่ ๓ อาทิตย์ ไม่ได้เจอทุกวันนะ ต้องคอยหลบ ๆ เจอหน้าอาทิตย์ละ ๓-๔ ครั้ง เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่จิ๊กโก๋จิ๊กกี๋อย่าไปเล่นอย่างโน้นอย่างนี้ ยายจะเทศน์ทุกวันทุกวัน ท่านเทศน์อยู่ ๓-๔ อาทิตย์ เทศน์แบบเป็นห่วงเป็นใย ไม่ได้พูดด้วยความโกรธ แต่พูดเป็นงานเป็นการ ไม่ได้โกรธ แต่พูดให้ฟัง อย่างนี้อย่านะ อย่าไปทำ อย่าไปทำ ซนมากช่วงนั้น คุณยายเทศน์อยู่ ๓ อาทิตย์ อาทิตย์หนึ่งเจอ ๓-๔ ทีท่านเรียกมาพูด มาบอก
จนกระทั่งนึกในใจว่า “เอ้าเลิกดีกว่า” พอนึกแค่นั้น ท่านหยุดเลย เรื่องนี้ไม่พูดแล้ว เทศน์อยู่ ๓ อาทิตย์ แต่ก่อนเคยฟังหลวงพ่อธัมมะเล่าว่า คุณยายท่านเทศน์อยู่ ๗ วัน ๗ คืน นึกว่าหลวงพ่อพูดเล่น โอ้ ไปเจอเข้าเอง ๓ อาทิตย์กว่า อาทิตย์หนึ่งเจอ ๓-๔ นะ คอยหลบ ท่านก็ดักจนเจอ แล้วท่านก็พูด ๓ อาทิตย์เต็ม ๆ จนเราต้องยอมหยุดเอง แล้วท่านก็เลิก มีเรื่องใหม่ท่านก็สอนอีก ไม่ได้เทศน์ไม่ได้สอนเราเปล่านะ บางทีเอาไปเทศน์ให้หลวงพี่หมูฟังด้วย เวลาไม่เจอ ไปเทศน์ให้หลวงพี่หมูฟัง หลวงพี่หมูอย่างนี้อย่างนี้นะ แล้วหลวงพี่หมูก็มาบอกหลวงพี่อีกที ท่านคงเหนื่อยมั๊ง บอกหลวงพี่หมู หลวงพี่หมูจะมาบอกอีกที หลวงพี่หมูมาเล่าให้ฟังอีกที ไม่อย่างนั้นไม่รู้ตัว
บางทีเทศน์ ๆ นี่คุณยายท่านก็เหนื่อยเหมือนกัน ลูกศิษย์มันเยอะแต่ละคนแต่ละคนก็หาเรื่องให้เรื่อย มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านก็บ่นให้ฟังบอกว่า ยายด่าพวกคุณเท่าไหร่ ๆ คุณก็ไม่ยอมฟังยาย ไปข้างนอกก่อเรื่องกันมาซะคางเหลือง ถึงคลานกลับมาหายาย ท่านบอก ยายด่าพวกคุณเท่าไหร่ พวกคุณก็ไม่ยอมฟัง ไปข้างนอกล่อมันเสียคางเหลืองเลย ถึงคลานกลับมาหายาย ท่านจะดักเรื่องล่วงหน้าตลอด อย่าไปทำนะ ไอ้เรื่องนี้ ๆ ไม่ค่อยยอมเชื่อหรอก ไปมีเรื่องสักพักหนึ่ง คางเหลือง โอ๊ย กลับมาหายาย ยาย ๆ เป็นอย่างนี้เป็นอย่างนี้ ท่านก็นั่งแก้ให้ ท่านพูดแล้วท่านก็ยิ้ม ๆ ยายไม่ได้อารมณ์เสียนะ ท่านพูด ๆ แล้วก็ยิ้ม ๆ หน้าตาแจ่มใสเบิกบาน ท่านเทศน์ ขยันเทศน์ทุกวัน ๆ ไม่ได้ขาด เจอหน้าก็โดนทุกที ไม่ได้ปล่อยให้หลุดสายตาไป
มีอยู่วันหนึ่งหลวงพี่ก็กราบเรียนถามท่าน ยาย ๆ ยายมาเทศน์พวกผมทุกวันนี่ ยายเหนื่อยไหม ถามท่าน คุณยายตอบยังไงรู้ไหม คุณยายก็มองหน้ายิ้ม ๆ แล้วตอบว่า เออ ยายด่าพวกคุณแล้ว ยายมีความสุข หลวงพี่นี่สะอึก น้ำตาซึมเลย
หลวงพี่ฟังแล้วสะอึก น้ำตาซึม ท่านพูดอย่างอารมณ์ดี สังเกตอากาศรอบกายเนื้อของท่าน ใสบริสุทธิ์สว่างไปหมด รัศมีแผ่ซ่าน“ยายด่าพวกคุณแล้ว ยายมีความสุข” หลวงพี่อึ้งไปเลย น้ำตาซึม ชอบหาเรื่องให้ท่าน ท่านมีเรื่องเทศน์ทุกวัน ผู้ที่อยู่ประจำนะ หลวงพี่อุดม หลวงพี่หมู หลวงพี่ประดิษฐ์นี่ขาประจำนี่โดนทุกวันอยู่แล้ว หลวงพี่นี่ไม่ประจำ ไปทำงานข้างนอก คอยหลบ ขืนเจอบ่อย ๆ ท่าน ท่านเรียกมาแล้วท่านก็ว่าไปเรื่อย เวลาเจอหน้าท่านรวบยอด ไม่ได้เจอทุกวัน ท่านรวบยอด นี่คือเหตุการณ์ที่ท่านมีความตั้งใจในการอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ทุกคน
หลวงพี่คิดว่าพวกเราที่อยู่ในวัดนี่เป็นคนที่โชคดีมาก ท่านเพียรอบรมตลอด แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องการล้างส้วม เรื่องการเก็บช้อนเก็บจาน เรื่องการเดินเหิน ปิดประตูดังไป ท่านก็เรียกมาว่า ปิดดัง ๆ ปิดค่อยต้องปิดอย่างนี้ มันมีเสียง สารพัดเรื่อง สอนทุกอย่าง ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทุก ๆ เรื่อง ไม่ได้ยอมหยุดเลย อย่างนี้อย่าทำ อย่างนี้ดีทำ อย่างนี้อย่าทำนะ
เคยฟังหลวงพ่อท่านเทศน์เกี่ยวกับที่หลวงพ่อธัมมะท่านเคยเทศน์ว่าคุณยายเวลาสั่งสอน เวลาเทศน์นี่ ลูกศิษย์ลูกหานี่ท่านเทศน์แบบไม่ได้ใช้อารมณ์ ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียด ไม่ได้โวยวาย ท่านอย่างนี้เทศน์เสียงนิ่ง ๆ ตรึกอยู่ในธรรมตลอด พูดไป อย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี อย่างนี้ทำนะ อย่างนี้อย่าทำนะ พูดไปตลอด เป็นอย่างนั้นจริง ๆ แล้วเทศน์ท่านไม่ได้ใช้อารมณ์ นิ่ง ๆ พูดเป็นฉาก ๆ ไปทำอะไรไว้เท่าไหร่ เดี๋ยวท่านเจอตัว ท่านรวบยอด โอ้เรื่องนี้ เอ๊ะ คุณยายรู้หมดได้ยังไง ไม่เคยไปบอกท่านนะ สมัยก่อนอาทิตย์ไหนไม่มา ท่านจะบอก เอ๊ะ หายไปไหน หมอเคี้ยงหายไปไหน หาตัวไม่เจอ เจอหน้าเมื่อไหร่ก็เทศน์ต่อ
มีอยู่ทีหนึ่ง ประมาณปี ๒๕๓๒ คุณยายท่านนั่งรถให้อาจารย์ประดิษฐ์ขับรถมา แล้วก็เอาน้องอารีพันธ์มาด้วย อาจารย์คนนี้ก็คือ พระอาจารย์ประดิษฐ์ อรินชโย ไม่ทราบวันนี้มาหรือเปล่า ขับรถมาให้ สมัยนั้นยังไม่ได้บวช บอกคุณยายก็บอกไปว่า ประดิษฐ์ เดี๋ยวยายจะไปหาหมอเคี้ยง จะมาหาหมอ แวะมามีธุระข้างนอก ก็ขับรถผ่านมาที่ทำงาน ก็เดินลงมา หลวงพี่ออกจากออฟฟิศพอดี ก็เดินไปที่หน้าถนน ไปเจอพอดี เจอคุณยายที่หน้าถนน ก็คุกเข่ากราบท่าน แล้วก็จูงไม้จูงมือ ยายมาทำอะไร คุณยายท่านก็บอกยายจะมาเข้าห้องน้ำ จูงมือไป ไปเข้าร้านอาหาร
สักพักหนึ่งท่านก็ขึ้นรถไป ไปทำธุระต่อในกรุงเทพฯ ก็ไม่รู้เจอได้ยังไงนะ หลวงพี่ประดิษฐ์บอกหลวงพี่เองว่า คุณยายบอกจะมาหาหมอเคี้ยง เจอพอดี เดินออกมาเจอ จ๊ะเอ๋ พอดิบพอดีเลย ไม่รู้เจอได้ยังไง บังเอิญเหลือเกิน เดินมาเจอพอดิบพอดี เดินมาก็เจอ เอ๊ะ ผ่านมา จูงมือคุณยายไปเข้าห้องน้ำที่เป็นห้องอาหาร ห้องอาหารใหญ่ แล้วคนช่วงนั้นก็ไม่ค่อยมี เจอประมาณสักบ่าย ๒ บ่าย ๓ มาเจอกันยังไงไม่รู้เหมือนกัน
ที่ประทับใจอีกก็คือเรื่องการสั่งสอน การอบรม การฝึกลูกศิษย์ลูกหา คุณยายไม่เคยเหน็ดเหนื่อยเลย แม้ตอนท่านอายุ ๘๐ กว่านะ หลวงพี่บวชแล้วเมื่อปีสาม ปลายปี ๓๔, ๓๕, ๓๖ เจอท่าน ท่านยังเคยบอก บอกพระหมออย่างนี้นะ อย่างนี้ ๆ คุณยายก็ยังขยันบอกอีก อายุคุณยายก็สัก ๘๔, ๘๖ แล้วมั๊ง ท่านยังพูดอยู่ เจอหน้าท่านยังบอกอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วตัวเองก็ไปเจอเรื่องอย่างที่ท่านเตือนไว้จริง ๆ คางเหลืองนั่งหอบ ท่านมองหน้าแล้วยิ้ม ๆ
พอประมาณเมื่อสัก ๓ ปีที่แล้ว ตอนนั้นประมาณ ๔๑ สองปีกว่า ๆ คุณยายไม่ค่อยสบาย ลุกไม่ค่อยไหวมั๊ง เสียงที่พูดก็ไม่ค่อยมี ช่วงนั้นท่านอยู่ที่กุฏิใหม่ที่ตรงกุฏิที่สร้างใหม่ข้างนอกวัด ที่หลังคาสีฟ้า หลวงพี่ก็ไม่ได้ไปกราบ เพราะเดี๋ยวใครไปเข้าใกล้เดี๋ยวไปติดเชื้อหวัด ติดเชื้อง่าย ท่านอายุมากแล้ว
มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพี่ตอนเช้ามืด หลวงพี่นอนอยู่เตียงบนตึกบนชั้น ๔ เช้ามืดเช้าตรู่ นอนๆ อยู่ เอ๊ะ ได้ยินเสียงคุณยายเรียกอยู่ข้างหู คุณยายท่านบอก “ทำไมท่านไม่เอาบุญกับยาย” เสียงท่านนี่อ่อนล้ามาก ตอนนั้นท่านไม่สบาย ตกใจอ้าว ยายเรียก คงจะมีอะไร ก็ไปหาปัจจัยใส่ซองไป แล้ววันนั้นตอนบ่าย ๆ หาโอกาสแวบเข้าไป ช่วงนั้นพอเข้าได้ ก็ไปเจอหลวงพี่วิเชสโกท่านยืนอยู่ที่กำแพงรั้วตาข่าย กำแพงบ้านข้างนอก ใกล้ ๆ เรือนไทย ก็ไปกราบยาย เอาปัจจัยไปถวายท่าน ท่านนอนอยู่บนเตียงแล้วนิ่ง ไม่สบาย ลืมตามองมา ถวายให้ ท่านรับปัจจัย ซองปัจจัยวางไว้บนแท่น ไหว้ท่าน ท่านมองหน้าแล้วก็หลับตานิ่งต่อ มองยายนี่ มองหน้านี่ตาใสแจ๋ว เข้าใจหมด หลวงพี่ก็ไม่ได้พูดอะไรกับท่าน นิ่งเหมือนกัน
ญาติโยม อุบาสิกา พี่เล็กที่ดูแลคุณยายอยู่เขาตกใจใหญ่ เขาถาม หลวงพี่ทำไมรู้ หลวงพี่รู้ได้ยังไง ไม่รู้หรอกได้ยินท่านเรียกมาก็รีบมา นี่ขนาดคุณยายป่วย ๆ ยังห่วงว่าลูกศิษย์จะไม่ได้บุญ ตอนนั้นประมาณปี ๔๑ ท่าน ๘๙ แล้วมั๊ง เป็นห่วงลูกศิษย์จะไม่ได้บุญ ได้บุญน้อย เอ๊ะ ทำไมคุณไม่มาเอาบุญกับคุณยาย ทำไมไม่มาเอาบุญกะยาย เสียงท่านไม่ได้เสียงปกตินะ เสียงสั่นเครือแล้วไม่สบาย ไม่สบายหนักเลย นอนอยู่บนเตียง เช้าตื่น สะดุ้งตื่น ก็เอาไปซองไปถวายไปกราบท่านดีกว่า นี่ขนาดคุณยายอายุ ๘๙ แล้วนะ ก็ยังห่วงลูกศิษย์ลูกหาอยู่ อายุ ๘๐ กว่าก็ยังคอยเทศน์คอยสอนตลอด กลัวลูกศิษย์จะไม่ได้บุญบ้าง กลัวเราฝึกตัวน้อยไป
ท่านจะสอนเตือนตลอดว่าคุณเป็นผู้ใหญ่นะ ไม่ใช่เด็กแล้ว ช่วงนั้นยังไม่ได้บวช อย่าไปเล่นเป็นจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ไม่ได้แล้ว เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เด็ก ๆ ท่านสอนเรื่องนี้ตลอด เพราะนิสัยตัวหลวงพี่ซนมาก ซุกซนอยู่ไม่นิ่ง ท่านจะสอนอย่างนี้ตลอด ต้องเป็นผู้ใหญ่นะ เราไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว ไม่ใช่จิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ ทำเล่นไม่ดี
ตอนนี้คุณยายท่านก็ละสังขารไปแล้ว ก็เหลือพวกเราที่ลูกศิษย์ลูกหาที่ยังอยู่ หลวงพ่อ ๒ องค์ภาระท่านก็เยอะมาก เวลาที่จะมาเทศน์จะมาสอนก็น้อยลง รับศึกหนักหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มมือ พวกเราก็ต้องอบรมตัวเอง ต้องสอนตัวเองให้ได้ ฝึกตัวเองให้ได้แล้วก็สอนตัวเองให้ได้ อาศัยโอวาทท่าน เท่าที่ท่านเคยบอกมา สอนตัวเองฝึกตัวเองให้ได้ ช่วยกันแบ่งเบาภาระครูบาอาจารย์ เบื้องหน้าของเรามีอีกเยอะ กว่าจะสร้างวัดให้เสร็จสมบูรณ์ ให้ไปถึงที่สุดแห่งธรรมยังมีภาระอีกเยอะ
ก่อนจะเลิกก็ เรานั่งหลับกันสักเดี๋ยวนะ พวกเราหลับตานั่งเข้าที่ เอาใจวาง จรดนิ่ง ๆ ที่กลางของกลางนะ จรดนิ่ง คิดถึงบุญกุศลที่เราได้ทำกันมา เราได้สวดมนต์ ถวายปัจจัย สวดอภิธรรมคุณยาย บุญกุศลด้วยการนั่งภาวนามีมากน้อยเท่าไหร่ ก็อุทิศให้คุณยายไปนะ ให้ใสสว่างทุก ๆ คน หยุดในหยุด กลางของกลาง กลางของกลาง ดับหยาบไปหาละเอียดไปเรื่อย นิ่ง
*********************************** จบ ***********************************