ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายเป็นยิ่งกว่าบัณฑิต

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระอุดม : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน และอนาคต กราบนมัสการพระครูวชิรธรรม วัดสกุลปักษี ด้วยความเคารพอย่างสูง นมัสการพระมหาเถรานุเถระ พระเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรอุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรทุกท่าน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (สาธุ) วันนี้ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่หลวงพี่ได้ขึ้น มารับบุญในการเล่าประวัติคุณยายในส่วนที่หลายๆ ท่านอาจจะได้ฟังแล้ว อยากจะทราบว่าท่านใดที่ไม่เคยฟังหลวงพี่เทศน์บ้าง ช่วยมือหน่อยซิ โอ้โฮ มีหลายคนเหมือนกัน ก็อยากจะเล่าย้อนนิดหนึ่งจากคราวที่แล้วนิดหนึ่ง เล่าไปบางท่านอาจจะยังไม่ได้ฟัง ก็ต้องเล่าประวัติก็คือว่าหลวงพี่เข้าเมื่อปี ๒๓ วันที่ ๒๗ มกรา ๒๓ และเข้ามาอยู่ในวัดวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔ อบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๘ เข้ามารับงานช่วยงานพิมพ์ดีด ช่วงนั้นที่วัดมีเครื่องพิมพ์ดีดอยู่เครื่องเดียว เครื่อง IBM สมัยก่อนเราจะ พี่ๆ เขาจะบอกบุญแล้วก็ไปหารายชื่อมา หารายชื่อมาก็จะพิมพ์ ครั้งที่แล้วยังไม่ได้พูดส่วนนี้ที่หลวงพี่รับงาน งานที่วัดเราจะช่วยกันทุกคนเลย ไม่มีการแบ่งแผนกหรือว่าแบ่งกลุ่ม แบ่งหน้าที่กันเหมือนยุคปัจจุบันนี้ ทุกคนจะหารายชื่อมาก็จะส่งให้หลวงพี่พิมพ์ พิมพ์เสร็จก็โรเนียว โรเนียวก็ต้องเช็คว่ารายชื่อถูกไหม ในขณะที่พิมพ์ก็ได้อธิษฐานจิตว่าทุกรายชื่อที่เราพิมพ์ไปนี่ ขอให้มีส่วนในบุญที่พี่ๆ เขาไปบอกบุญทุกคนเลยนี่ ก็ บางท่านเขาก็ พี่ๆ เขาจะมาดูแลเองเลยบอก ก็ บางคนเขาก็ด่วน ก็พิมพ์ บางวันก็พิมพ์ถึงสว่างก็เคย ก็ทำไปได้ยังไงนี่ ทำไปด้วยบุญ แต่ก็ยังแข็งแรง เพราะว่าอายุตอนนั้นก็แค่ ๒๒ ก็เท่ากับหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนที่ท่านบวช ๒๒ คุณยายท่านก็ ๗๒ ปี ตอนเข้ามา คุณยายท่านยังแข็งแรง แล้วก็เลยมารับบุญซักผ้าจีวรของหลวงพ่อ ครั้งที่แล้วพูดไปไม่ละเอียดฮะ จีวรก่อนซักก็ต้องดูก่อนว่ามันมีรอยเปรอะรอยเปื้อนอะไร เราก็ต้องดูก่อน ถ้าคราบน้ำมันก็ใช้น้ำยาซักแห้ง ป้ายตรงที่มันเลอะ แล้วก็ค่อยๆ ขยี้ แล้วค่อยลงน้ำ ถ้าเกิดว่าเราลงน้ำเลย มันจะไม่ค่อยออกนะ .... ก็จะมีกะละมัง ๒ ใบ ก็ล้างน้ำออกไปก่อนครั้งหนึ่ง พอล้างน้ำเสร็จแล้วค่อยน้ำยาซักแห้ง ก็แช่ไว้สัก ๑๐ นาที ไม่ควรแช่นาน เพราะว่าจีวรของหลวงพ่อท่านจะละเอียดอ่อน พอเสร็จแล้ว คุณยายท่านจะค่อยๆ ซัก ซักแรงไม่ได้ จะขยี้แรงไม่ได้ เพราะปกติแล้วของหลวงพ่อนี่ไม่ค่อยสกปรกเท่าไหร่นะ ไม่ค่อยสกปรกเท่าไหร่ เราซักเสร็จก็จะจีบผ้า พวกเราคงแบบ ถ้าเป็นพระเณรก็คงจะรู้ว่าจีบผ้าให้เรียบ แล้วก็ค่อยๆ บิด แล้วค่อยๆ ตีผ้า แล้วเอาไปตาก เวลาตากก็เอาให้เหลื่อมกันนิดหนึ่ง ก็ดูทิศทางลมฮะ ทิศทางลมว่าลมพัดมาด้านไหน แล้วก็จีวรมันก็จะแห้ง แล้วก็ไม่ให้โดนแดดด้วย เพราะว่าจีวรสีจะได้ไม่ซีดตรงนี้ จะเห็นว่าคุณยายท่านละเอียดอ่อนในเรื่องการทำ การซักผ้า และเวลาซักเสร็จ ครั้งที่แล้วลืมไปว่าต้องให้เช็ดกะละมังให้แห้ง เช็ดถังให้แห้ง ในนี้ใครซักผ้าแล้วเช็ดถังบ้าง ช่วยยกมือ คงไม่มีนะ มีแต่คุณยายของเราซึ่งสอนอย่างละเอียดมากเลยฮะ เราจะเห็นว่าถังของท่านนี่จะใหม่อยู่ตลอด ใหม่ตลอด ไม่มีคราบหินปูนหรือว่าคราบด่างๆ นี่จะไม่มี แม้จะใช้มาเป็น ๑๐ ปี ยกเว้นมันตกแตกแค่นั้นเอง จะเห็นว่าท่านสอน ท่านแบบละเอียดมาก ซึ่งหลวงพี่ก็เอามาใช้ทุกวันนะ แล้วก็ได้ไปเทศน์ตามศูนย์ต่างๆ ให้เขาได้เอาไปใช้ ซึ่งจะได้ประหยัดถัง ถ้าเกิดถังของใครที่เป็นคราบหินปูนก็ให้ใช้น้ำยากัดได้เลย พลาสติกนี่ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าเป็นพวกโถส้วมหรือห้องน้ำ หลวงพี่ก็อยากแนะนำว่าไม่ควรใช้น้ำยากัด เพราะว่าถ้ากัดมากไปนี่ ผิวเคลือบที่อยู่ในโถส้วมมันจะหลุดไป และทำให้ยิ่งล้างลำบากนะฮะ ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ใช้น้ำยาอ่อนๆ ล้างบ่อยๆ มันก็จะไม่เป็นคราบ อาทิตย์นี่ควรจะต้องทำความสะอาดที ถ้าเกิดว่าใครไม่มีเวลา แต่ถ้าทำได้ทุกวันก็จะได้ เพราะว่าอยู่กับคุณยายอย่างนี้ ห้องน้ำท่านก็จะแห้งตลอด เวลาหลวงพ่อสรงน้ำก็จะมีถังน้ำอยู่ ๒ ใบฮะ เครื่องทำน้ำร้อนไม่มีนะ ที่กุฏิคุณยายไม่มีน้ำร้อน จะมีกระติกน้ำร้อนใบหนึ่ง หลวงพี่ต้องถือมาทุกเช้าและทิ้งไว้ หลวงพ่อท่านจะสรงตอนเย็น สรงเสร็จก็ต้องขึ้นไปเช็ดห้องน้ำให้แห้ง เช็ดถังให้แห้งตลอด ถังน้ำจะแห้งตลอด ซึ่งเป็นงานที่ จริงๆ แล้วหลวงพี่ก็เคยทำมาก่อน แต่ว่ายังไม่ละเอียดเท่านี้นะฮะ สมัยตอนที่ยังไม่ได้เข้าวัด ขออนุญาตเล่าย้อนไปตอนที่ยังไม่ได้เข้าวัด ก็อยู่ เป็นเด็กวัดมาก่อน เคยบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดหินคนใต้ มีรองเจ้าอาวาสหรือหลวงพ่อวันทอง เขมิโก ต้องขออนุญาตเอ่ยท่านเพราะท่านก็เป็นผู้ที่ได้อบรมสั่งสอนหลวงพี่ให้ตื่นมาสวดมนต์ทำวัตรเช้าทุกวัน เพียงแต่ว่ายังไม่ได้นั่งสมาธิเท่านั้นเอง สวดมนต์ทำวัตรเป็นมาตั้งแต่อายุ ๑๙ แล้วฮะ อายุ ๑๙ ก็สวดมนต์ทำวัตรได้แล้ว ก็ถือว่าโต แต่จริงๆ แล้วเด็กเล็กๆ นี่ เขาก็ทำวัตรเช้าวัตรเย็นกันได้แล้ว ตั้งแต่มาหลวงพี่ก็ไม่เคยขาดทำวัตรเช้าเย็นเลย เพราะว่าเดี๋ยวกลัวมันจะลืมนะ เขาบอก ๗ วันเนิ่นช้านี่ ถ้าเรามนต์ไม่ท่องบ่น ก็เป็นมลทิน ต้องพยายามสวดมนต์ทำวัตรอยู่บ่อยๆ ก็ได้ฝึกฝนตัวเอง ถึงได้บุญตรงนี้ก็ได้ชักนำให้ได้เข้ามาที่วัดพระธรรมกาย โดยที่ได้เข้าชมรมพุทธก่อน ชมรมพุทธที่ราม แล้วก็ได้มาช่วยงานที่วัด ก็ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้ทุนการศึกษา ทุนเรียนการศึกษาจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย แล้วก็ได้มาช่วยงานที่วัด ทุกเช้าถ้าได้มีโอกาสได้พาคุณยายท่านนั่งสามล้อถีบ ตรวจ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในวัดนะ ภายในวัดของเรา คุณยายไปตรงจุดไหน จุดนั้นก็ต้องสะอาดตลอดนะ แล้วท่านจะลงเก็บเศษขยะใบไม้อะไรต่างๆ ท่านจะลงเก็บหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเสื่อ ถุงพลาสติก เล็กๆ น้อยๆ ก็จะไม่ปล่อยให้ผ่านไป แม้กระทั่งกระถางหน้าโบสถ์ ปกติเราจะกันไว้ไม่ให้รถวิ่ง คุณยายท่านก็ พอเราจัดงานที สมัยก่อนจัดงานทั้งในวัดร้อยเก้าสิบหกไร่ เขาก็จะเลื่อนกระถาง ดอกไม้ ต้นไม้ออกไป พอเสร็จงานก็ต่างคนก็ต่างกลับ มันก็ไม่ได้เก็บ คุณยายท่านตรวจงานที ก็จะเจอ เจอโต๊ะ เก้าอี้บ้าง ที่ยังไม่ได้เก็บ ซึ่งท่านต้องคอยเก็บตามหลัง จะเห็นว่าคุณยายของเราเป็นผู้คอยเก็บงานตามหลังตลอด และทุกครั้งท่านก็จะเข้าครัวนี่สำคัญ ครัวนี่ คุณยายก็จะตรวจดูความเป็นระเบียบเรียบร้อย เช่นตู้ฮะ ที่หลวงพี่ก็พูดไปครั้งที่แล้วว่าเปิดปิดตู้ให้สนิท ถ้าเราฟังเผินๆ ก็ มันก็ไม่มีอะไร แต่คุณยายท่านพูดบ่อย พูดบ่อยจนแบบ ท่านคงจะเหนื่อย ต่อไปคงไม่มีโอกาสพูด ท่านก็เลยสั่งหลวงพี่ว่า ตาดม ท่านเรียก ตอนนั้นหลวงพี่ยังไม่ได้บวช ต่อไปต้องพูดแทนยาย ต้องสอนแทนยายนะ หลวงพี่ก็นึกในใจ โฮ้ย จะไปสอนใครได้ เราไม่มีวิชชาธรรมกายเหมือนคุณยาย ก็นึกในใจ แต่พอบวชไม่นาน ก็ต้องมาพูดแทนยาย สอนแทนยาย เพราะว่าทุกวันนี้ก็ บางวันก็ดีฮะ แต่บางวันก็ยังไม่สนิทนะฮะ ก็อย่าง...ก็ดี ผู้ที่อยู่ในครัวก็ เขาก็ทำดีอยู่แล้วนะฮะ เพียงแต่ว่าบางทีญาติโยมที่มาถวายภัตตาหาร อาจจะจัดอาหารเอง เปิดปิดตู้ไม่สนิทบ้างก็เป็นธรรมดา แต่ว่าถ้าเราได้ฟังคุณยายพูดบ่อยๆ และเอามาใช้ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ก็เหมือนกับว่าถ้าเรานึกถึงดวงแก้วหรือองค์พระอยู่บ่อยๆ ก็ต้องทำให้เราเข้าถึงธรรมได้ง่าย ทำไมคุณยายถึงต้องพูดแต่เรื่องที่เป็นแบบพื้นๆ หยาบๆ บางคนที่เขามาวัด อย่างรุ่นหลังๆ นี่ไม่ค่อยได้ยินคุณยายพูดเรื่องละเอียดเท่าไหร่ คุณยายท่านเป็นผู้ที่ถ่อมตัวเองฮะ ท่านจะไม่ค่อยยกตัวเองหรอก ท่านจะพูดเสมอว่าวิชชาธรรมกาย คุณยายท่านก็ถ่ายทอดให้หลวงพ่อหมดแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของหลวงพ่อที่จะต้องถ่ายทอดต่อ ใครสงสัย มีปัญหาอะไรก็ให้ ไปถามหลวงพ่อธัมมะ ท่านก็จะพูดอยู่บ่อยๆ สมัยที่หลวงพี่ยังเรียน คุณยายท่านก็เป็นผู้ที่เคี่ยวเข็ญ ถามอยู่บ่อยๆ เมื่อไหร่จะจบ หลวงพี่ก็ตอบว่าปีหน้า ปีหน้าไปเรื่อยๆ นะปีหน้าจนจบจนได้ คุณยายท่านไม่ได้รู้หนังสือ ไม่เรียนหนังสือ แต่ว่าท่านก็เคี่ยวเข็ญให้ลูกศิษย์นี่ได้เล่าเรียนหนังสือ ท่านเป็นผู้ที่เป็นบัณฑิตยิ่งกว่าบัณฑิตฮะ ยิ่งกว่าบัณฑิต ก็มีกระทู้ธรรมอยู่บทหนึ่งที่หลวงพี่ก็ไปได้จากหนังสือวารสารกัลยาณมิตร เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมีรติ เอวํ นินฺทาปสํสาสุ น สมฺมิญฺชนฺติ ปณฺฑิตา ฯ ภูเขาหินแท่งทึบไม่สั่นสะเทือนเพราะแรงลมเช่นใด บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในคำนินทาและสรรเสริญฉันนั้น (สุ.ขุ.) นี่มาจากขุททกนิกายธรรมบท ก็บทนี้ก็เป็นบทที่หลายท่านคงได้อ่านในวารสารกัลยาณมิตรด้านหลังของวารสารก็จะมี หลวงพี่อ่านแล้วก็ประทับใจ ก็นึกถึงคุณยาย เพราะคุณยายท่านเปรียบประดุจเหมือนพระเจดีย์ฮะ ทองคำที่ไม่หวั่นไหวต่อคำนินทาและสรรเสริญ คุณยายซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตที่แท้จริง เพราะเป็นผู้ที่มีคุณธรรมด้วยศีล สมาธิและปัญญาอันเลิศในยุคปัจจุบัน ซึ่งหาผู้ที่จะเหมือนคุณยายนี่ได้ยาก เพราะว่าท่านไม่รู้หนังสือก็จริง แต่ว่าท่านสามารถที่จะเอาลูกศิษย์ลูกหาที่จบปริญญาทางโลกมาบวชเยอะแยะเลย คุณยายไม่เคยศึกษาวิชาแพทย์ แต่ท่านก็สามารถที่จะใช้วิชารักษาผู้ป่วยหรือยิ่งกว่าแพทย์ ก็เพราะเวลาญาติโยมมากราบท่านนี่ หลวงพี่ก็จะเห็น ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ความทุกข์นะ มีสุขนี่เขาไม่ค่อยมาหรอก คนรวยๆ นี่เขาก็ ฐานะดีแล้วบางคนเขาก็กินบุญเก่าอยู่ ก็ยังไม่ได้มา แต่พวกเราถือว่ามีบุญที่ได้มาเจอคุณยาย อาศัยบารมีคุณยายทำให้หลายๆ ท่านก็หายเจ็บ หายป่วย หายไข้ รวยเรื้อรังเลยทีนี้ บางคนมาตั้งแต่ยังไม่ค่อยมีรถขับ ทำบุญตั้งแต่ ๑๐ บาท เดี๋ยวนี้ทำบุญเป็นล้านก็มี ตรงนี้ เพราะยิ่งทำยิ่งรวย บางคนเขาบอกว่าเอ๊ะวัดเรารวย รวยแล้วไม่อยากจะทำ ก็อยากฝากว่าจริงๆ แล้ววัดไม่ได้รวย แต่สาธุชนต่างหาก ญาติโยมที่ทำบุญแล้วเขาฐานะดีขึ้นนะ ทำให้เขาก็อยากทำบุญ เพราะที่นี้เป็นเนื้อนาบุญที่เขาทำแล้วได้ออกดอกออกผลตลอด ได้เก็บบุญ เก็บเกี่ยวบุญตลอดเลยที่นี้ คุณยายของเรายังเป็นผู้ที่มีเมตตา กรุณาต่อชาวโลก อยากจะให้ชาวโลกเข้าถึงวิชชาธรรมกายเหมือนกับท่าน เพราะคุณยายท่านยังมีจิตมุทิตาต่อลูกศิษย์ลูกหาทุกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต อย่างเช่นหลวงพี่หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรี ท่านก็มีความรู้สึกโล่งอก ท่านดีใจ เพิ่งมารู้จากหลวงพี่อิทธิท่านเล่าให้ฟังก็ไม่รู้หรอก แต่พอจบ วันที่หลวงพี่ได้รับปริญญาคือวันที่ ๒๐ ธันวา ก็คือเดือนนี้เอง ใกล้จะถึง จะครบ เมื่อปี ๓๒ หลังรับปริญญาเสร็จก็ได้ถ่ายรูปกับคุณยาย หลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อทัตตะ และหลวงพี่หลายๆ รูป วันนั้นวันเดียวจบ ถือว่ายกภูเขาออกจากอกฮะ การเรียนไม่จบนี่ก็ยังทำให้เราเป็นกังวลในการสร้างบารมีเหมือนกัน เพราะคุณยายท่านบอกว่ามันเป็นผังสำเร็จเหมือนกัน ทางโลกนี่ แล้วก็จะติดๆ ขัดๆ อยู่ เพราะไหนๆ เราเรียนไปแล้ว ก็ต้องเรียนให้จบ เพราะคุณยายท่านไม่รู้หนังสือ แต่ว่าลูกศิษย์ลูกหาท่านต้องรู้หนังสือ เป็นเครื่องยืนยันในวิชชาธรรมกายของท่าน ตลอดระยะเวลาที่หลวงพี่อยู่วัดถามเคยคิดจะกลับบ้านไหม ก็ต้องบอกว่าเคยคิดเหมือนกัน แต่ก็ได้คุณยายของเรานี่ท่านรู้วาระจิต เราแค่คิดท่านก็รู้แล้ว นึกในใจ ท่านก็พูดอยู่คำหนึ่ง ตาดม เราอย่าไปไหนนะ ต้องอยู่กับหลวงพ่อ ดูแลหลวงพ่อให้ดี ท่านก็สั่งหลวงพี่ไว้ พอรับปากท่าน ไปไม่ได้แล้ว เลยต้องได้มาบวชทุกวันนี้ แต่อยู่ไปอยู่ไป ก็ ๑๐ ๑๐ ปีนะ ก็นึกในใจ โอ้ นานเหมือนกันนะ เห็นพี่ๆ น้องๆ เขาทยอยบวช ก็นึกอยากจะบวช คุณยายท่านก็ เรานึกเพลินๆ คุณยายมาจากไหนไม่รู้นะ ท่านก็บอกตาดม เราไม่กังวลหรอกนะ ถึงเวลาหลวงพ่อท่านก็ให้บวชเอง ตรงจุดนี้เองที่หลวงพี่ก็ประทับใจว่าจะหาครูบาอาจารย์ที่มารู้ใจเราอย่างนี้ไม่ใช่ง่ายฮะ ไม่ใช่ง่าย หรืออย่างหลวงพี่ก็เป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เนื่องจากว่าจบสายวิทยาศาสตร์มา ตอนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็เรียนคณะวิทยาศาสตร์ มันเรียนนานก็เลยต้องย้ายเรียนคณะรัฐศาสตร์ ก็เรียนจนจบ คุณยายท่านพูดอยู่คำหนึ่งว่าเรียนไว้กันหมาเห่า ท่านพูด ภาษาคุณยายก็พูดตรงๆ เลย จริงๆ แล้วเรียนมาก็ไม่ค่อยได้ใช้หรอก คือใช้ก็ต้องมาฝึกเอาจากคุณยายนี่แหละ คุณยายทุกอย่างก็ต้องได้จากคุณยาย แล้วคุณยายยังบอกว่าต่อไปเราต้องไปสอนสามเณรนะ ตอนนั้นยังไม่ได้บวช ก็นึกในใจว่าจะไปสอนสามเณร พระพี่เลี้ยงเขามีเยอะแยะ เราจะไปสอนใครได้ แต่พอบวชไม่นาน พระพี่เลี้ยงก็มานิมนต์ให้ไปอบรมสามเณร สอนเรื่องอะไร เอาเรื่องล้างห้องน้ำ ซักผ้า พับผ้าที่คุณยายท่านสอนไว้ นี่ก็เป็นความรู้ที่คุณยายท่านมองการณ์ไกล ซึ่งก็นึกไม่ถึงว่านี่คุณยายท่านรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าตลอด ทำให้ประทับใจคุณยายมาก ว่าคุณธรรมของท่านยิ่งใหญ่ ในจุดหนึ่งที่คุณยายเป็นผู้มีวางอุเบกขาได้เยี่ยมมากเลย ช่วงที่เราถูกโจมตี ช่วงยุคที่เราขยายเนื้อที่ไป ๒,๐๐๐ ไร่ ต้องรบกับชาวนาใช่ไหม ก็จะมีข่าวเยอะแยะ ลงหนังสือพิมพ์ คุณยายท่านก็ไม่ได้หวั่นไหว ก็บอกบุญเรื่อยไป ไม่ได้สนใจ แล้วก็ไม่ได้ตื่นเต้น แล้วก็ไม่เคยเห็นคุณยายท่านร้องไห้นะ วันก่อนหลวงพี่รูปหนึ่งท่านมาพูดว่าคุณยายนี่ร้อง หลวงพี่ยังไม่เคย ยังไม่เคยเห็นคุณยายท่านโศกเศร้าเสียใจเลย ท่านจะนิ่งๆ เฉยๆ ท่านบอกว่าคนที่ด่าวัดก็คือคนที่ออกจากวัดไปนี่เอง ท่านก็พูด แค่นี้เราก็เข้าใจแล้วว่าคนที่อยู่ที่นี่ไม่ได้ ก็ถือว่าต้องพิจารณาตัวเองแล้ว เพราะว่าที่วัดของเราถือว่าสมบูรณ์ฮะ สมบูรณ์มากๆ เลย อาหารการขบฉัน การกิน แล้วมีแต่พระเณรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฮะ ฉะนั้นการที่อยู่วัดได้ก็ต้องอธิษฐาน ตามติดหลวงพ่อ คุณยาย เพราะว่าบารมีเรายังน้อย เราก็ต้องอาศัยบุญจากหลวงพ่อ คุณยาย เพื่อเป็นสะพานข้ามไปฝั่งพระนิพพาน ตรงนี้ถือว่าสำคัญ ถ้าใครเข้าวัดแล้ว ไม่ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม อันนี้ก็ ก็หลุดออกจากวัดไป หลายๆ รูป หลายๆ ท่านนี่ ก็น่าเสียดายเหมือนกันฮะ ก็เป็น เวลาหลวงพี่เห็นใครที่หลุดออกไปนี่ เสียดายมาก แล้วก็จะอธิษฐาน อธิษฐานกำกับเลยว่าขอเราอย่าได้เป็นอย่างเขาเลยนะ ก็จะอธิษฐานไว้ในใจ อย่าได้เป็น ทำแบบผิดพลาดเหมือนคนอื่นเขา เอาความผิดของเขามาเป็นครูสอนตัวเอง ตรงนี้สำคัญ เนื่องจากว่ายิ่งคุณยายไม่อยู่แล้วนี่ ยิ่งแบบต้องนึกถึงท่านเยอะๆ เอาไว้ท่านเป็นแบบอย่าง เป็นครูของเรา เป็นอาจารย์ที่ยิ่งกว่าอาจารย์ และคุณยายท่านยังอบรมสั่งสอนตอนสมัยหลวงพี่เป็นอุบาสกเรื่องทานข้าว เวลาเราทานข้าว เราก็มักจะคุยกัน จริงๆ แล้วคนโบราณนี่เขาก็สอนดีนะ เวลาทานข้าวไม่ให้คุยกัน เพราะว่าเวลาทานไปคุยไปนี่ เม็ดข้าวมันอาจจะหล่นไปหลอดลมใช่ไหม มันจะทำให้สำลักข้าว บางทีเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ให้คุยกัน จริงๆ แล้วก็เป็นประเพณีซึ่งปู่ย่าตายายก็สอนไว้เหมือนกัน แต่เวลาทานข้าวมักจะเผลอ แต่ก็ให้คุณยายนี่แหละท่านมาคอยชี้แนะ คอยพร่ำสอน โดยที่ไม่เบื่อเลย มาทุกวันนะฮะ ทั้งๆ ที่ท่านไม่เคยบวชพระเลยนะ แต่พอหลวงพี่ ชุดหลวงพี่บวชปุ๊บนี่ ไอ้ความที่ว่ามันคุ้นในการที่จะคุยกัน พอเป็นพระ ฉันไปก็คุยไป เสียงดังมะโรงโฉงเฉง วันหนึ่งหลวงพ่อทัตตะท่านก็เรียกไปอบรมเหมือนกัน ถึงเข้าใจคุณยายว่านี่ ขนาดว่าท่านอบรมสั่งสอนเรามานะ บางทีเราก็ยังประพฤติปฏิบัติตัวเองยังไม่สมบูรณ์พร้อม มันก็ต้องฝึกฝนตัวเอง ความเป็นระเบียบ ความมีวินัย คุณยายท่านก็เป็นคนจัดสรรจัดให้หมดทุกอย่างเลย ถึงเวลาขบฉันก็มาฉัน ถึงเวลาทำงานก็ไปทำงาน ท่านเป็นต้นแบบต้นบุญให้พวกเราได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตรงนี้ และหลวงพี่เองช่วงเช้านี่ก็ ประเคนหลวงพ่อเสร็จปุ๊บนี่ ก็จะพาท่านไปปลูกต้นไม้ ต้นไม้ที่คุณยายชอบปลูกก็คือต้นกล้วย ต้นมะละกอ แล้วก็มีทรงบาดาล ซึ่งยังอยู่ทุกวันนี้ ที่อยู่หน้าวัดริมกำแพง ทำไมถึงปลูกต้นกล้วย ต้นกล้วยนี่เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย ลูกมันก็ได้ถวายพระ มะละกอนี่ก็ ปลูกเสร็จแล้วก็ได้ถวายพระ ที่ขบฉัน จะเห็นว่าจิตใจของคุณยายนี่เกาะเกี่ยวอยู่ในบุญตลอดนะ จะนึกถึงพระตลอด เพราะว่าใจของท่านมีองค์พระธรรมกายอยู่ข้างใน เวลาทำอะไรท่านก็จะนึกถึงบุญ เหมือนประตูสแตนเลสหน้าวัด ท่านไป ท่านก็จะว่านี่ เป็นบุญของคุณยายที่ท่านเป็นคนบอกบุญไว้ตรงนี้ จะเห็นว่าคุณยายเราจะนึกถึงทุกครั้งเลย ฉะนั้นเราก็ต้องเอาคุณยายเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมีนะ เพราะว่าท่านจะไม่เคย เคยลืมว่าทำยังไงไว้ สมัยก่อนท่านบอกว่า ที่หลวงพ่อยังไม่บวช หลวงพ่อต้องกลัวใช่ไหม กลัวท่านมากๆ แต่พอหลวงพ่อบวชแล้ว ท่านต้องให้ความเคารพ เคารพหลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาส ท่านจะสั่งหลวงพี่ว่าเรานะ อย่าไปเถียงหลวงพ่อนะ ทำนองนี้ สั่งไว้ เพราะเดี๋ยวเจ้าอาวาสเขาไล่ออก ยายไม่รับประกันด้วยนะ บอกอย่างนี้ เพราะสมัยก่อนเวลายายพูดอะไร หลวงพี่ชอบนึกในใจ นึกในใจว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า อย่างนี้หรือเปล่า เคยโดนคุณยายดุเหมือนกันว่าตาดมนี่ชอบเถียงยาย ตรงนี้ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ เอ๊ะเราเถียงตอนไหน ต้องไปนั่งสมาธิดู อ๋อ เราแค่นึกในใจ คุณยายท่านก็รู้แล้วนะ ตรงนี้เอง เพราะว่าด้วยความที่เราจบวิทยาศาสตร์มาก็เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของการทำให้ไม่ค่อยเชื่อ แต่พอมาประสบด้วยความ ตนเอง มันก็เป็นผลดีเหมือนกันนะ และก็เป็นผลดีที่หลวงพี่ไม่ได้เรียนแพทย์ด้วยนะ ถ้าเรียนแพทย์นี่คงแบบ เสียใจเหมือนกัน เพราะว่าเรียนมามันไม่ได้ใช้ หลายๆ คนที่เขาจบแพทย์มา ก็ต้องออกจากวัด แถมยังต้องไปใช้หนี้อีกนะ ใช้หนี้ให้กับรัฐบาลอีกนะ การที่เราไม่ต้องไปเรียนแพทย์ ก็ทำให้โชคดีที่ไม่ต้องเป็นหนี้รัฐบาลนะ เป็นหนี้หลวงพ่อคนเดียวก็พอแล้ว ทำให้ได้สร้างบารมีได้ตลอดรอดฝั่ง ตรงนี้เองตอนที่จบใหม่ๆ ทางบ้านก็อยากให้กลับไปทำงาน อยากให้มีครอบครัว หลวงพี่ก็คิดแล้วว่ามันไม่คุ้มเลยถ้าออกไป เพราะได้รับปากคุณยายว่า คุณยายสั่งไว้อย่าไปไหน ต้องอยู่กับหลวงพ่อ ตรงนี้เอง จุดนี้ทำให้อยู่วัดได้ตลอดรอดฝั่ง ความกตัญญูของคุณยายท่านมีความกตัญญูเป็นเลิศตรงนี้ ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาที่สร้างบารมีกับท่านก็ได้อยู่มาได้ตลอดรอดฝั่ง ตรงนี้สำคัญ ซึ่งหลวงพ่อทัตตะท่านเคยถาม ถามคุณยายว่าเอ๊ะพระสารีบุตรท่านทำไมมีปัญญามาก นี่ก็เพราะว่าพระสารีบุตรท่านมีความกตัญญูกตเวที ถึงแม้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้วท่านก็ยังไปโปรดโยมมารดาของท่านให้เข้าถึงธรรม คุณยายของเราก็เหมือนกัน พอท่านได้วิชชาธรรมกาย ท่านก็ไปช่วยพ่อที่ตกนรกไป ก็เพราะว่าวัดก็เข้า เหล้าก็ทาน นรกสวรรค์นี่ คุณยายท่านพูดเป็นเรื่องปกตินะ ถ้าเราไม่เจอคุณยาย นรกสวรรค์นี่ ก็อาจบางคนอาจจะยังไม่เชื่อนะ จริงหรือเปล่า มีจริงหรือเปล่า มันก็ยังคลางแคลงสงสัยอยู่ แต่คุณยายท่านไม่รู้หนังสือ แต่ท่าตอบปัญหาหลวงพ่อทั้ง ๒ รูปนี่ตอบได้หมดเลยนะ เพราะไม่เคยดูไม่เคยอ่านตำรับตำรามาก่อน ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าวิชชาธรรมกายมีจริงๆ นะ ไม่ใช่ของหลอก ต้องคนที่ต้องทำจริง จะได้เข้าถึงจริง เพราะคุณยายท่านนั่งสมาธิ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง เรายังนั่งไม่ได้อย่างท่านเลย ตรงนี้สำคัญนะ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรีบขวนขวายอย่างคุณยายท่าน คุณยายยังพูดอยู่คำหนึ่งว่าความลับไม่มีในโลก ตรงนี้สำคัญ คนที่มีวิชชาธรรมกายก็สามารถมองทะลุปรุโปร่ง ขึ้นอยู่กับยายจะพูดหรือไม่พูดแค่นั้นเอง ยายจะพูดอยู่บ่อยๆ ความลับไม่มีในโลก เพราะคนที่มีธรรมกายสามารถรู้หมดว่าเป็นยังไง ฉะนั้นก็รู้สึกใครที่เข้ามาเพื่อแอบแฝงหรือเพื่อจะทำลายพระศาสนา ก็คิดเสียใหม่นะ เพราะว่าเมื่อเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว เป็นเนื้อนาบุญ เมื่อทำไม่ดี บาปกรรมมันย่อมส่งผลให้อย่างแน่นอน ตรงนี้ก็อยากจะฝาก แล้วท่านก็ยังบอกว่าอย่าไปอนุโมทนาบาปกะใครเขาล่ะนะ ใครจะทำไม่ดีก็ช่างเขา แต่เราต้องทำความดีเรื่อยไป อย่าท้อถอย ตรงนี้สำคัญ บางคนเห็นเขาทำบาปก็ไปสาธุ นี่เราก็จะพลอยรับบาปไปด้วยนะ ก็บางคนเกิดอุบัติเหตุบ้าง รถคว่ำบ้าง เขาก็จะมาถามคุณยายเป็นเพราะอะไร ฟ้าผ่าบ้าง เพราะอะไร ก็เพราะเขาไปสาบานไว้ อันนี้สำคัญ อันนี้ชอบสาบาน ก็อย่าไปสาบาน แล้วก็บางคนก็ชอบฆ่าตัวตาย ช่วงหลังก็จะมีข่าวฆ่าตัวตายกันเยอะ เป็นการเลียนแบบ คุณยายท่านบอกไว้เลยคนที่ฆ่าตัวตายนะ ตกนรกลูกเดียวนะ ตกนรก ยิ่งไปลงนรก ยิ่งไปทรมานอีกนะ ไม่ใช่ว่าหมดกรรม หนีความทุกข์ในเมืองมนุษย์ ต้องไปรับกรรมในเมืองนรกอีก หนักอีก ก็มีหลายคนเหมือนกันที่เปลี่ยน กลับจิตกลับใจได้ ไปเทศน์ที่ศูนย์ต่างๆ เขาก็ เออนี่ คุณยายท่านก็ได้ช่วยเหลือคนที่คิดผิดเยอะแยะเลยนะ หลายคนที่ฆ่าตัวตาย ถ้าเขาได้เข้าวัด ประพฤติปฏิบัติธรรม เขาคงไม่คิดนะ เพระเขา ถ้าเขาคิดได้ก็คงไม่ต้องฆ่าตัวตาย เพราะโอกาสที่เขาไม่ได้มาวัดนี่เอง ทำให้เขาไม่มีกัลยาณมิตร คุณยายของเราเป็นยอดกัลยาณมิตร ทำให้ทุกท่านที่เข้ามาปฏิบัติธรรม ได้เห็นว่าการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งก็ ท่านจะอธิษฐานตลอดนะฮะตรงนี้ ท่านบอกว่าจะมีข้าทาสบริวารหญิงชายสักหมื่นสักแสนสักล้านคน ก็ให้มีเขากินเขาใช้ ไม่รู้จักหมดจักสิ้น อันนี้เป็นคำอธิษฐานที่ยิ่งใหญ่ของคุณยาย ท่านจะอธิษฐานบ่อยมากสมัยก่อน คนที่มายุคหลังๆ จะไม่ค่อยได้ยิน ถ้าเราสังเกตก็จะเห็นว่าที่วัดเรามีกินมีใช้ทุกวันนี้ก็เพราะบารมีคุณยายและหลวงพ่อท่านอธิษฐานตามมา ใครที่ยังไม่ได้มา ก็ขอให้เขาได้มา เขามาแล้วก็ขอให้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง มาสร้างบารมีก็ต้องเป็นหมู่เป็นคณะเป็นทีมกันฮะ เห็นไหมคำอธิษฐานของท่านนี่จะยิ่งใหญ่ ท่านไม่ได้นึกถึงตัวเองเลย นึกถึงแต่ชาวโลกเขา แล้วอธิษฐานอีกว่าจะเกิดกี่ภพกี่ชาติก็อย่าได้เจอะเจอคนพาล คนพาลนี่เป็นมงคลข้อแรกเลยนะ บันไดขั้นแรกถ้าเราได้ผ่านบันไดขั้นแรกนี้ ชีวิตของเราก็ถือว่ายังสอบไม่ผ่าน ท่านยังอธิษฐานว่าต่อไปให้คุณยายของเรา ขอให้รู้หนังสือด้วย เนื่องจากว่าท่านไม่รู้หนังสือท่านก็อธิษฐานให้รู้หนังสือ ให้จบปริญญาตรี โท เอกเลย ท่านบอกนี่ ท่านอธิษฐานไว้ ท่านยังสั่งหลวงพี่ว่าตาดม เราต้องจดไว้ด้วยนะ จดบันทึกด้วย เวลายายพูดอะไรไว้ ซึ่งตรงนี้เองหลวงพี่ก็ยังไม่ได้ทำตาม ก็รู้สึกตัวเองผิดเหมือนกันที่ไม่ได้ทำตามที่คุณยายท่านสั่งไว้ (หมดม้วน 1/A) (เริ่มม้วน 1/B) การทำความสะอาดเป็นสิ่งที่คุณยายท่านรักมาก รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ ที่วัดของเราสะอาดได้ก็คุณยายเป็นต้นแบบนะ ต้นบุญ ก็จะมีห้องของเรา ถ้าเกิดว่ามีหยักไย่ วิธีที่จะไม่ให้หยักไย่ไต่ก็เอาไม้กวาดฮะ แล้วเอาถังพลาสติกใบหนึ่งปาดตัวมันลงมา เคาะใส่ถัง มันก็จะขึ้น ไต่ขึ้นถังไม่ได้ แล้วก็เอาไปปล่อย ห้องเราก็จะสะอาด และไม่มีหยักไย่ เอาไปปล่อย จับไปปล่อยทุกวันทุกวันเดี๋ยวมันก็หมดเองตรงนี้ ถ้าเรามีความพยายาม มันก็ทำให้ห้องของเรานั้นสะอาดสะอ้าน ดูแล้วไม่รกนะ เพราะบางห้องนี่เข้าไป ไม่ต้องแหงนดูข้างบนก็ได้ มองที่พื้น เรามองที่พื้น ถ้าพื้นเรามีจุดดำๆ เล็กๆ ก็จะได้รู้ว่าหยักไย่มันทำรัง หยักไย่ข้างบนมุม แมลงมุมก็บอกแล้วว่าก็จะต้องทำตามมุมห้องนะ ตรงนี้สังเกตได้ เป็นการกวาดกิเลสออกจากใจนะ และทุกเช้าจะมีอุบาสกเข้ามากวาดใบไม้ในวัด กวาดไปคุณยายท่านก็จะมอง บางคนก็กวาดมองพื้น คุณยายก็บอกให้กวาดกองไว้กับบนถนน บางครั้งเราก็นึกสงสัย เอ๊ะ ทำไมต้องกวาดข้างบน กวาดลงข้างล่างมันก็เสร็จเร็วดีนะ แล้วค่อยไปกวาดข้างล่างต่อ มันเสียเวลาเหมือนกัน จริงๆ แล้วคุณยายท่านละเอียดกว่านั้นอีก เคยถามว่าที่ไม่ให้กวาดลงข้างล่างก็เพราะว่าเวลาเรากวาด เรากองไว้ข้างล่างนี่ เราต้องหอบดินไปด้วยใช่ไหม หน้าดินนี่มันก็ต้องไปด้วย หน้าดินที่เรากวาดนี่ ดินมันก็ต้องไปทุกวันทุกวัน ทำให้เขาต้องเอาดินมาถมพื้นตลอดนะ คุณยายท่านละเอียดมาก เพราะเรากวาดทุกวันนี่ ดินมันก็ต้องไปทุกวัน ฉะนั้นก็ต้องกองไว้ที่พื้น กองไว้ที่พื้น จะเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบ ตรงนี้ หาอย่างท่านไม่ใช่ง่าย แล้วก็ท่านก็จะ เวลาท่านรับบุญเป็นประธานกฐินนี่ท่านก็จะเอาผ้าไตรจีวรนี่มาไว้ที่หัวเตียง แต่ก็ไปถวายพระพุทธเจ้าในพระนิพพาน ตรงนี้ หลายๆ ท่านที่ได้ร่วมบุญกับคุณยายก็ ก็ได้มีส่วนบุญตรงนี้ เพราะคุณยายของเราท่านเป็นผู้ที่ละเอียด จิตใจจรดจ่อในบุญ และบุญส่วนที่สำคัญก็คือบุญลานธรรม ซึ่งอยู่ในใจคุณยายตลอด และพวกเราหลายท่านก็ได้ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรในส่วนนี้ด้วย ก็อยากฝากบอกว่านี่หลายๆ ภาคท่านก็มีการคิดค้นนโยบายต่างๆ กัน มีการให้แบบเจ้าภาพนำรถมา หาคนมาสัก ๑๐ คนนี่ รถตู้หนึ่งนี่เขาก็ได้ของขวัญจากคุณยาย อันนี้ก็ไม่ใช่เป็นการแบบ ให้เรานึกถึงบุญนั่นเอง หลวงพ่ออยากให้เรานึกถึงบุญ ว่าครั้งหนึ่งเราได้พาคนเข้ามาวัด เป็นการสร้างบารมี เป็นการให้มีบริวารนั่นเอง เป็นการชักนำให้รู้จักการไปเผยแผ่บุญให้กับคนอื่นเขา ฉะนั้นลานธรรมนี่ก็เป็นสิ่งที่ทุกท่านก็คงมีอยู่ในใจอยู่แล้ว ก็มีอยู่ภาคหนึ่ง เขาก็คิดค้นขึ้นมาว่าเขามีอยู่ ๖ เขต ๖ เขต เขาก็แบ่งเขตละ ๑๘ คันนะ ๑๘ คัน ๖ เขต ๑๘ คัน เขตละ ๑๘ คันนะ ใครมีกี่เขตก็เอาไปคิดได้นะ ถ้าเอา ๖ คูณ ๑๘ ก็ได้ร้อยแปดคันพอดี ไม่ต้องคิดมากนะ ๑๘ เลข ๑๘ นี่สำคัญนะ ถ้าเราปฏิบัติธรรมต้องเข้าถึง ๑๘ กายใช่ไหม ๑๘ กายตรงนี้ กายในกายเรามีตั้ง ๑๘ ฉะนั้นธรรมะของเรานี่มีอยู่ทุกคนอยู่แล้ว หลวงพ่อบอกขึ้นอยู่ว่าเราวางใจให้ถูกส่วนหรือพอดีแค่นี้เอง เราก็จะเข้าถึงธรรมได้โดยไม่ยากเลยนะ เวลาทำงานก็อย่าได้น้อยใจนะ คนที่น้อยใจ ธรรมะมันก็จะไม่ค่อยก้าวหน้านะ อย่างญาติโยมทั้งหลายที่มาวัด บางทีผู้ประสานงานเขาอาจจะดูแลไม่ไหว คนที่เก่าแล้วก็ต้องเป็น มีหน้าที่เป็นเจ้าของวัด ทุกคนในนี้เป็นเจ้าของวัดหมดนะ ฉะนั้นก็อยากฝากว่าเรานี่คือเจ้าของวัดหมด วัดไม่ใช่ของหลวงพ่อผู้เดียวนะ เป็นของพวกเราทุกๆ คน เพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล เนื่องจากว่าคนมาเยอะขึ้นนะ การดูแลต่างๆ มันก็ต้องบกพร่องเป็นธรรมดา มีทั้งผู้ที่ประสงค์ร้าย แล้วก็ประสงค์ดีก็ มันก็ต้องมี มีทั้งดีและทั้งชั่ว เพราะฉะนั้นก็ต้องคอยช่วยกันดูแลนะ ทั้งพระทั้งเณรนะ ใครที่แอบแฝงเข้ามา เมื่อเราพบเราเจอ ก็ต้องพยายามบอกผู้ประสานงานหรือบอกเจ้าหน้าที่เขาตรงนี้ แล้วอีกจุดหนึ่งที่ประทับใจคือที่วัดของเรา คุณยายท่านวางกฎระเบียบได้ดีมาก คือพระที่นี่จะไม่สูบบุหรี่นะ จะไม่สูบบุหรี่ ถ้าเราเห็นพระต่างจังหวัดสูบบุหรี่ เราก็เข้าไปกราบนิมนต์อาราธนาท่านได้ ก็ขอท่านสักวันหนึ่งอย่างนี้นะ ทุกคนในที่นี้ที่จะไปพูดไปคุยกับท่านได้ เพราะเขตบุญสถานแห่งนี้จะไม่มีให้มียาเสพติดเกิดขึ้น ก็อยากฝากว่าคนที่อยู่ต่างจังหวัดนี่ เราเป็นประเพณีที่ผิดๆ กันมาตลอด จะต้องมีบุหรี่มีอะไรถวายพระ มันก็เลยติดมา แต่พอมาอยู่ที่วัด หลวงพี่รู้สึกว่ามันแตกต่างจากที่ต่างจังหวัดคือคุณยายท่านห้ามพระสูบบุหรี่นะ เวลาจะรับแขก คุณยายท่านก็ป้องกันตั้งแต่แรกแล้วว่า จะรับแขกก็ต้องไปที่ศาลาโล่งๆ จะไม่ให้รับแขกที่กุฏินะ ตรงนี้ ซึ่งคุณยายท่านป้องกันเรื่องนี้มาตลอดนะ ตอนหลังพอท่านอายุมากขึ้น ท่านก็บอกว่าหลวงพ่อเราท่านก็มีตำแหน่งที่สูงแล้ว ท่านก็ไม่ค่อยห่วงแล้ว แต่ก่อนที่ท่านห่วงก็เพราะว่าพระเรายังไม่สำเร็จพระอรหันต์ ท่านพูดอย่างนี้เลยนะ ท่านก็ยังต้องคอยดูคอยสอดส่องตลอด สมัยก่อนวัดเราปิด ๖ โมง เปิด ๖ โมง เวลาหลวงพ่อรับแขก คุณยายท่านก็จะเดินมามอง แค่ยายมองนี่ท่านต้องรีบลุกแล้ว ใครๆ นั่งอยู่ก็ต้องรีบลุก เป็นการเตือนว่าถึงเวลากลับแล้วนะ คุณยายท่านป้องกันมาตลอด ฉะนั้นที่เรารอดจากสื่อต่างๆ ที่ให้ร้ายหลวงพ่อไว้ ก็เป็นอันหมดสิ้นไปเพราะว่ามีแต่ข่าว แต่ไม่มีมูลนะ มีแต่ข่าวไม่มีมูล อันนี้ถือว่าตัดทิ้งไปได้เลย แต่ผู้ที่ไม่ค่อยได้มาวัดนี่ก็เชื่อสื่อไปเยอะเหมือนกันนะ เพียงแต่พวกเราเท่านั้นเองที่เป็นหน้าที่ที่จะต้องเป็นกัลยาณมิตรให้เขา ทั้งมาวัดทุกวันอาทิตย์อย่างน้อยสุด เพราะคุณยายท่านละสังขารเมื่อวันที่ ๑๐ ตรงกับวันอาทิตย์ ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการที่เราจะเข้าถึงธรรมก็ต้องปฏิบัติธรรม อย่าให้ขาด ปฏิบัติธรรมทุกวันนั่นเอง ช่วงนี้หลวงพ่อท่านยังแข็งแรง ท่านก็ยังลงรับเจ้าภาพได้ รับแขกได้ เราจะเห็นว่าเวลาหลวงพ่อลงก็จะคิวถวายปัจจัยนี่ยาวเหยียดเลยนะ มันเป็นเครื่องบอกว่าเวลาของหลวงพ่อเหลือน้อยแล้วนะ เหลือน้อยแล้ว มันเหมือนกับเตือนว่าคุณยายก็เคยบอกหลวงพ่อตั้งนานแล้วว่าต้องรีบทำวิชชาได้แล้วนะ เพราะสังขารมันไม่ค่อยรอใคร เพราะฉะนั้นงานหลวงพ่อถึงต้องฝากไว้อยู่ที่พวกเราคือลานธรรม และวิหารหลวงพ่อก็ยังอยู่ในใจของหลวงพ่อ คุณยายตลอด แล้วในเมื่อมีร่างของท่านอยู่ก็เป็นการทำให้เราทำงานยังไง ก็นึกถึงท่านก็จะสำเร็จได้ ก็ยกตัวอย่างมีโยมที่ท่านมาอยู่ท่านหนึ่ง ท่านก็ไม่เคยเห็นคุณยายเลยนะ แต่ว่าท่านก็ฝันเห็นคุณยาย พอฝันเห็นมันก็มาที่วัด มาเจอภาพคุณยายที่วัด เนื่องจากว่าสามีนี่ยังไม่ ไม่ศรัทธาวัด เขาก็อธิษฐานจิตนะขอให้คุณยายไปเข้าฝัน ตอนนั้นคุณยายยังมีชีวิตอยู่นะ ตอนที่เข้าฝัน ปรากฏว่า ๓ วันนี่เอง สามีเขาก็ฝันเห็นคุณยายทำให้สามีก็ศรัทธา ก็ได้มาวัด ได้มาปฏิบัติธรรมทั้งครอบครัว ก็อยากจะฝากว่านี่ถ้าเรานึกถึงคุณยาย เราก็อธิษฐานจิตนะ ทุกอย่างก็จะสำเร็จตามที่เราอธิษฐาน ตรงนี้ทุกท่าน บางคนอาจจะอธิษฐานแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องตรวจดูว่าทาน ศีล สมาธิเราทำมากน้อยแค่ไหนนะ คนที่เขาประสบความสำเร็จ ถ้าเราอ่านประวัติ เราก็จะเห็นว่าเขานั่งสมาธิ สวดมนต์ทำวัตรไม่เคยขาดเลย บางคนสวดตั้งหลายรอบ ๙ รอบ ๑๐ รอบก็มี ถึงเจออานุภาพบุญ ฉะนั้นเวลาเราเจออุปสรรคอะไรก็ตาม ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ ท้อถอย ให้นึกถึงหลวงพ่อ คุณยาย แล้วก็จะมีกำลังใจ เพราะว่าหลวงพ่อจะต้องเจอหนักกว่าพวกเราอีกนะ ท่านยังไม่หวั่นไหวเลย ยังไม่หวั่นไหวเลย ฉะนั้นเราเจออะไรก็ ก็ต้องให้เหมือนคุณยายที่ไม่เคยหวั่นไหวเลย ท่านวางอุเบกขาตลอด ตรงนี้ จิตใจท่านเหมือนมหาสมุทร เหมือนทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาล ท่านจะเอาพระเณรนี่ ลูกหลานทุกคนนี่เอาเข้าฝั่งพระนิพพาน หลวงพ่อเรายังอธิษฐานว่าจะเข้าพระนิพพานเป็นคนสุดท้ายด้วยนี่ ยิ่งใหญ่ บางครั้งเราเองพอทำงานเหนื่อยก็นึก เอาแค่พระอรหันต์ก็พอแล้ว ทำให้หมดกิเลสก็พอแล้ว มันไม่ใช่ฮะ ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าเราคิดว่าเราไปคนเดียวนี่มันไม่รอด ตัวเรามันจะไม่รอด มันต้องไปเป็นทีม ไปเป็นหมู่คณะ เพราะฉะนั้นงานของเราจะต้องเอาคนไปเป็นล้านนี่มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับพวกเรา และคุณยายท่านเคยพูดไว้อยู่ครั้งหนึ่งว่าต่อไปนะ เราไม่ต้องกลัวหรอกว่าวัดพระธรรมกายจะไม่มีคน ยายบอกว่ายายจะไปตามมาให้เยอะๆ ก็ค่อยๆ เยอะขึ้นทุกวันนะ เยอะขึ้นทุกวัน เพราะบารมีคุณยายท่านตามตลอดนะ ถึงแม้ว่าท่านไม่ได้ออกมารับแขก ท่านก็ตามตลอด รู้ได้ไง ก็นี่ ก็ญาติโยมที่เขาฝันเห็นคุณยาย ก็เป็นเครื่องชี้บ่งบอกว่าคุณยายท่านไปตามมา แม้ตัวหลวงพี่เองคุณยายท่านก็เคยไปเข้าฝันเหมือนกัน เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าวิชชาธรรมกายสามารถที่ช่วยคนได้นะ คนที่มีความทุกข์ก็ให้พ้นทุกข์ ฉะนั้นเมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องให้รีบปฏิบัติธรรม นึกถึงคุณยายตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก และเราก็จะมีกำลังใจในการทำความดี ในการสร้างบารมีนะ เดี๋ยวเรานั่งสมาธิกัน ตามที่คุณยายท่าน เราก็หลับตาของเราเบาๆ นึกถึงบุญที่เราได้ทำมา จะกี่ภพกี่ชาติก็ตาม ให้เป็นดวงบุญกลม ใส อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นึกถึงพระพุทธรูป องค์พระ ดวงแก้ว นึกถึงคุณยายซึ่งท่านมีพระคุณต่อพวกเรามหาศาล ท่านเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย เป็นผู้วางกฎวางระเบียบ ให้เราประพฤติปฏิบัติเป็นแนวทาง ที่ศูนย์กลางกายของเรา มีกายในกายถึง ๑๘ กายนะ ที่สำคัญ และเดือนเกิดของคุณยายก็เดือนมกรา ก็เป็นเดือน ๑ เดือนยี่ ขึ้น ๑๐ ค่ำเดือนยี่ ปีนี้ตรงกับวันที่ ๔ นะ วันพฤหัสก็เป็นวันเกิดคุณยายเหมือนกัน วันครู ท่านเป็นครูที่ไม่เบื่อในการที่จะสอนลูกศิษย์ลูกหา ย้ำแล้วย้ำอีก ฉะนั้นถ้าเรานึกตรึกถึงองค์พระ ดวงแก้ว คุณยาย ที่ศูนย์กลางอยู่บ่อยๆ เราก็จะมีกำลังใจในการสร้างความดี อะไรที่มันไม่ดี เราก็ปล่อยทิ้งไป เหลือเอาแต่สิ่งที่ดีๆ เข้ามาในจิตใจเรา อะไรที่มันไม่ดีก็ให้มันมลายหายสูญให้หมดนะ คนภัยคนพาลก็ให้พ่ายแพ้ไปให้หมด นึกให้หยุดในหยุด กลางของหยุด ตรึกในตรึก กลางของตรึก นึกให้ชัดในชัด ใสในใส สว่างในสว่าง สัพเพ …….. หน้า PAGE 14/ NUMPAGES 14 431206FW-AAT