ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายผู้เป็นบัญฑิตสตรีผู้มองการณ์ไกล

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระมหาสุวิทย์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่ง ที่ระลึกอันสูงสุดของเราทั้งหลาย กราบนมัสการพระเถระผู้มีพรรษากาลมากกว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทุกท่าน (สาธุ) วันนี้ก็เป็นวันดีอีกวันหนึ่งที่เราลูกหลานยายได้มาเอาบุญกับท่าน หากเราระลึกนึกถึงวันคืนที่ผ่านมา เราคงตรวจตราดูใจของเราได้ว่าทุกครั้งที่เรามาเอาบุญนั้น ใจเราใสขึ้น ใจเราสว่างขึ้น และหลวงพี่ก็มีความเชื่อมั่นว่าหลายคนนั่งธรรมะดีขึ้น สิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่าคุณยายแม้จะมีชีวิตที่เรียบง่าย แต่ชีวิตของท่านยิ่งใหญ่ เพราะคุณความดีของท่านนั้น ทำให้เราเป็นลูกหลานได้ยินอยู่เสมอ ท่านสร้างความดีจนกระทั่งมีบุญมาก อย่างที่เราทราบกัน มีบุญจนกระทั่งสร้างทุกสิ่งทุกอย่างด้วยบุญของท่านเอง สร้างวัดที่เรามาปฏิบัติธรรมกันอยู่ เรียกว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็คงจะว่าได้ ...ท่านก็สร้าง สร้างคนให้เป็นคนดีเสียมากมาย สร้างพระก็ถือว่าเป็นผู้ที่บวชพระมากที่สุดเหมือนกัน ความยิ่งใหญ่ของคนในทางโลกนั้น เขาดูที่ยศ ศักดิ์ ดูที่บริวาร หรือดูที่สมบัติ แต่ถ้าเกิดจะดูความยิ่งใหญ่จริงๆ แล้ว เราต้องดูที่ความดี ดูที่บุญกุศล หลวงพี่ขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง ความยิ่งใหญ่ให้พวกเราฟังสักเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ยกตัวอย่างก็คือเรื่องของพระสารีบุตร หลวงพี่เชื่อว่าพวกเราทุกคนคงจะรู้จักพระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา ผู้มีปัญญาอันมาก พระสารีบุตรนี้ชีวิตของท่านดำเนินอย่างเรียบง่ายธรรมดา แต่ท่านเป็นผู้ที่ทรงความรู้ วันหนึ่งเมื่อท่านเป็นหนุ่มขึ้น ศึกษาจบเรียบร้อยแล้ว ท่านก็มาบวช แล้วได้พบพระอัสสชิ ได้พบพระพุทธเจ้า เป็นพระโสดาบันและเป็นพระอรหันต์ตามลำดับ พอท่านรู้รสแห่งธรรมแล้วนี่ เกิดความซาบซึ้งใจ ชวนน้องทุกคนมาลิ้มรสด้วย เรียกว่าชวนน้องทุกคนมาบวชหมด แล้วก็เป็นกัลยาณมิตรให้แก่ทุกๆ คน จนกระทั่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นที่พึ่งของคนเป็นอันมาก ทุกคนชื่นชมท่าน ยกเว้นอยู่ท่านหนึ่งคือแม่ผู้ให้กำหนด ถามว่าทำไมแม่ไม่ชื่นชม เพราะว่าแม่นับถือพระพรหม แล้วก็ต่อว่าพระสารีบุตรว่าทำไมไม่นับถือพระพรหมเหมือนแม่ นับถือพระพรหมดีนะ ไปนับถือพระพุทธเจ้า ดูซิ ต้องไปถือบาตรเหมือนขอทานเลย ท่านไปบิณฑบาตที่ไหนก็ถูกว่า ลูกศิษย์ท่านไปบิณฑบาต ก็ถูกฝาก ถูกด่าฝากกลับมา ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร จนวันหนึ่งวาระสุดท้ายก่อนท่านจะนิพพาน ท่านก็ไปลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็กลับบ้าน จะไปนิพพานที่บ้าน พอไป ท่านก็ดีใจที่เห็นแม่ แม่ก็ดีใจที่เห็นท่าน แม่ดีใจก็นึกว่าท่านสารีบุตรคงสำนึกได้แล้วแหละ คงจะมาบอกแม่แล้วว่าสมควรจะมาลาสึกที่บ้านเสียแล้ว ส่วนท่านก็นึกในใจว่าวันนี้คงจะได้โปรดแม่ ดีใจคนละอย่างกันนะ เสร็จแล้ววันที่ท่านจะนิพพาน ท่านก็บอกว่าขอพักห้องที่แม่คลอดก็แล้วกัน ขณะที่ท่านพัก ก็มีอุปัฏฐาก พระอุปัฏฐาก ในยามต้น ยามต้นคืน ย่ำค่ำ อย่างที่เรานี่ ก็มีแสงสว่างเข้ามาหาท่าน แสงสว่าง เป็นรัศมีสว่างไสวเข้ามาหาท่านเป็นทิวแถว ยามกลางสว่างยิ่งกว่าเดิมอีก สว่างยิ่งกว่าเดิมอีก มาหาท่านอีก ยามสุดท้าย ยิ่งสว่างยิ่งกว่าเดิมอีก เข้าไปที่ห้องไปหาท่าน แม่สังเกตว่าเอ๊ะ แสงสว่างอะไรไปหาลูกชายเรา ก็ไปแอบกระซิบถามอุปัฏฐาก อุปัฏฐากบอกเทวดามาเฝ้า เอ่อ เทวดามาหา เทวดานึกถึงความดีของ ลูกของแม่นี่ อดทนไม่ได้ต้องมาหา ต้องมาไหว้ ใครบ้าง แม่ถามนะ ใครบ้าง เทวดาชั้นจาตุก็มาในยามต้น ท้าวสักกะก็มาในยามกลาง พระพรหมก็มาในยามสุดท้าย พอบอกพระพรหมนี่ แม่ชักคิด เอ๊ะ พระพรหมนี่ ปกติเราไหว้นะ แต่นี่พระพรหมมาไหว้ลูกเรานี่ เอ๊ะ ลูกเราเป็นใครกันแน่ ชักสงสัย ไม่ได้การ ไปถามลูกจริงๆ เลยว่า ถามพระสารีบุตรว่า ลูก ใครมาไหว้ลูกบ้าง ก็เล่าให้ฟังอย่างที่ว่านี่ ลูกเป็นใหญ่กว่าพระพรหมอีกหรือ ใช่จ๊ะแม่ โอ้โฮ ขนาดลูกชายนะ เป็นอัครสาวกเท่านั้น ยังเป็นใหญ่กว่าพระพรหม นี่ถ้าเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นใหญ่ขนาดไหน ท่านก็รู้ว่าแม่เริ่มใจอ่อน เริ่มจิตอ่อนโยนแล้ว ก็แสดงธรรมให้ฟัง วันนั้นแม่ก็เป็นพระโสดาบัน ท่านโปรดแม่เรียบร้อยแล้ว แล้วท่านก็นิพพาน หลวงพี่ว่าเรื่องนี้บอกให้เรารู้ว่าความเป็นใหญ่ของตัวเรานั้น ไม่ได้วัดที่ยศ ที่ทรัพย์ ที่บริวาร แต่วัดกันที่บุญและความดี ความเป็นใหญ่ที่สากลคือใหญ่ทั้งโลกนี้ และใหญ่ทั้งโลกหน้า ใหญ่ทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ เหมือนอย่างพระสารีบุตรที่เป็น แล้วเรามาดูคุณยายเราซิ ว่าคุณยายเรายิ่งใหญ่ หลวงพี่ว่าคุณยายท่านยิ่งใหญ่มาก คุณยายท่านสั่งสมบุญของท่านตลอดเวลา ทำความเห็นของท่านให้เราระลึกนึกถึงได้ ไม่เบื่อหน่าย ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งมีความสุข ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งใกล้ความดียิ่งขึ้น วันนี้หลวงพี่จะยกตัวอย่างเรื่องเก่าๆ มาเล่าให้พวกเราฟังสัก ๒ เรื่อง ถ้ารู้สึกว่านานแล้ว ยกมือเลยนะ จะได้พัก ๒ เรื่อง อยากจะเล่าให้พวกเราฟัง เพราะนึกถึงคำของยายที่ว่า ของใช้ ไม่ใช้ก็เสีย ของกิน ไม่กินก็เน่า ของเก่า ไม่เล่าก็ลืม นี่เป็นคำที่คุณยายพูดเอาไว้ เราดูว่าจริงไหม หลวงพี่ก็ว่าจริงเหมือนกันฮะ ของใช้มีแล้วไม่ใช้ นานๆ ไปคงจะเสีย ของกิน เราซื้อของกิน หากไม่กิน มันก็คงจะเน่า ของเก่าไม่เล่าก็ลืม ฉะนั้นวันนี้เรามาฟังเรื่องเก่าเพื่อกันลืม เรื่องแรกที่อยากจะเล่าให้พวกเราฟังคือเรื่องการทำพระผงพระธรรมกาย รุ่นที่เป็นฐานดอกบัว มีใครเคยมีบ้างฮะ มีใครมีแล้วบ้างฮะ ถวายได้นะฮะ รุ่นฐานดอกบัวนี้เป็นรุ่นที่คุณยายท่านตั้งใจว่าในชีวิตท่าน นอกจากช่วยหลวงพ่อปากน้ำทำพระของขวัญแล้ว ส่วนตัวท่านเองท่านก็อยากจะทำพระไว้สักองค์หนึ่ง ฉะนั้นท่านก็เก็บผมของท่าน ผม ผมนี่นะฮะที่ท่านปลงในวันโกน ท่านก็เก็บเอาไว้ ดอกมะลิที่พวกเราเคยถวาย ท่านก็มาตากแห้งเอาไว้ สิ่งเหล่านี้ก็เก็บเอาไว้เพื่อทำพระ หลวงพ่อท่านรู้ว่าคุณยายท่านมีความตั้งใจอย่างนี้ แล้วท่านมีความรู้ มีมากอยู่แล้ว ท่านก็กำหนดวันว่าอาสาฬหฤกษ์ อาสาฬหะ ปี ๑๘ ตรงกับวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๑๘ เป็นวันเพ็ญ ฤกษ์งามยามดี ท่านก็เชิญคุณยาย แล้วก็นิมนต์พระรุ่นเก่าๆ ตอนนั้นมีทั้งหมดเพียง ๙ รูป คุณยายท่าน มีอุบาสิกาเพียง ๑ เท่านั้น คุณยายเรา อุบาสก ๑๒ คน ไปทำพระผงที่โรงจาก ตอนนี้ยุบไปแล้วนะฮะ อยู่ที่ เขาเรียกว่าเกาะที่มี ๓ หลัง ใช้อบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๔ แล้ว หลังจากอบรมแล้วรุ่นนั้นก็เริ่มทำพระผง พิธีกรรมที่ทำนั้น หลวงพี่คงไม่สามารถบรรยายได้เยอะมาก แต่จะเล่าย่อๆ ก็แล้วกันว่า บรรยากาศในวันนั้นหลวงพี่ว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์นั้น พระทุกองค์มีศีลบริสุทธิ์ ตอนนั้นหลวงพี่ก็ยังไม่ได้บวช เป็นอุบาสก เราทุกคนที่เป็นอุบาสกดีใจ ปีติใจ ที่ชีวิตหนึ่งจะได้มารู้เห็นที่ได้มาร่วมบุญในการทำพระผงกับคุณยาย กับหลวงพ่อ แต่สมัยนั้นยังไม่ได้เรียกหลวงพ่อนะ เรียกหลวงพี่อยู่เลยนะ ได้มาทำกับท่าน ก็เริ่มพิธีกรรมอาราธนาศีล ทำความศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์ทุกอย่าง เพียงแต่อุปกรณ์ ผมคุณยาย ดอกมะลิแห้ง ปูนขาว สิ่งต่างๆ ที่จะทำพระได้ดีที่สุด ก็เตรียมกัน เตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อก็เชิญทุกคนนั่งสมาธิ แล้วก็จะบรรยายว่าอาราธนาพระพุทธเจ้า อาราธนาเยอะมากฮะ รวมถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายทองสุก อาราธนามาทั้งหมด มาร่วมทำความศักดิ์สิทธิ์ให้ ศักดิ์สิทธิ์มาก หลวงพี่ไม่สามารถถ่ายทอดได้วันนี้ แต่รู้ว่าศักดิ์สิทธิ์มาก รู้ว่าคุณยายท่านมีบุญเยอะที่สามารถรู้เห็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน รู้เรื่องของพระพุทธเจ้าได้ หลวงพี่ว่าความรู้สึกอย่างนี้ เราเป็นลูกศิษย์คุณยายภูมิใจนะที่ได้เกิดมาเจอท่าน ท่านเป็นผู้ที่สามารถรู้เรื่องละเอียดติดต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ หลวงพี่ว่าไม่ใช่หาได้ง่ายเลย ยากยิ่งนัก แต่ก็ได้ฟังเสมอ พอรู้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อท่านก็บอกว่าถ้าละเอียดพร้อมแล้ว ผู้ที่ทำละเอียดพร้อมแล้ว พระก็จะชยันโต หลวงพี่ได้รับบุญอันหนึ่งก็คือได้รับบุญตำ ตำผงฮะ ตอนนั้นคือตำ บอกหลวงพ่อชยันโตเมื่อไหร่ล่ะก็ตำได้เลยนะ ก็ตำ ตำเลยฮะ เพราะว่าละเอียดกับหยาบให้ตรงกัน พอผงเรียบร้อยแล้วก็ คุณยาย ท่านอาราธนาคุณยายเป็นคนแรกที่พิมพ์พระผง ไม่รู้ใครได้รับเอาไปนะฮะองค์นี้ ต้องไปตรวจดูก็แล้วกันว่าใครรับไป คุณยายเป็นท่านแรกที่พิมพ์พระผง หลวงพ่อธัมมะก็พิมพ์ตามลำดับ ตามลำดับพรรษาฮะ พิมพ์เรื่อยมาฮะ อุบาสกก็ช่วยกันพิมพ์ คืนวันนั้นพิมพ์ได้ ๘๖ องค์ฮะ ปฐมฤกษ์ ๘๖ องค์ ห้ามไปซื้อหวย ๘๖ องค์เป็นครั้งแรก แล้วก็อนุญาตให้เฉพาะอุบาสกที่มีศีล ๘ ปฏิบัติธรรมดีเท่านั้น ถึงเข้ามาพิมพ์ในโรงจากนี้ได้ ฉะนั้นใครที่รับไปให้รู้ว่าได้รับของที่เป็นของที่ระลึกของคุณยายที่ท่านตั้งใจทำมากเลย ดีใจนะ ดีใจไว้ และใครจะถวายก็เชิญนะ มีผู้ยินดีรับเยอะ อีกเรื่องหนึ่ง ที่เรา หลวงพี่นี่ได้เจอแล้วรู้ว่าคุณยายท่านยิ่งใหญ่ ท่านมีบุญเยอะ ท่านมีฤทธิ์จริงๆ ก็คงเล่าเรื่องย่อๆ สำหรับเรื่องนี้เพียงแค่นี้ เรื่องที่ ๒ วันที่เปลี่ยนจากเรียกหลวงพี่ธัมมะมาเป็นหลวงพ่อธัมมะ วันนั้นเป็นวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๒๑ หลวงพี่ได้บันทึกเอาไว้เพื่อให้ประวัติบางส่วนสมบูรณ์ ก็จะนำมาเล่าให้พวกเราฟัง ที่จะเรียกหลวงพ่อก็เพราะว่าคุณยายท่านมีปัญญาไกล มองไกลฮะ มองไกลมาก ท่านก็ไปปรึกษาหลวงพ่อทัตตะ ตอนนั้นเราก็เรียกหลวงพี่ทัตตะเหมือนกันฮะ ปรึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนั้นท่านก็เรียกประชุมตอนเช้าหลังจากทานข้าวแล้ว มีคุณยายท่านเป็นประธาน มีพระอยู่รูปเดียวคือหลวงพ่อทัตตะมาเป็นคนให้โอวาท แล้วก็มีเด็กวัดทั้งหมด หลวงพ่อท่านก็บอกว่าปี ๒๑ นี่ ปี ๒๕๒๑ นี่ ท่านก็บอกว่าบัดนี้วัดของเราได้เจริญก้าวหน้ามาถึงลำดับหนึ่งเรียกว่ามีหลักมีฐานทีเดียว คนก็เริ่มเข้าวัด ถาวรวัตถุก็เพิ่มขึ้น ทุกอย่างสงบร่มเย็น สิ่งที่เราน่าจะวางเป็นแบบแผนไว้ ก็คือถึงเวลาแล้วที่เราจะเรียกหลวงพี่เป็นหลวงพ่อเสียที สมัยก่อนที่มีต้นเหตุว่าคุณยายท่านพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าบางคนเรียกหลวงพี่ อื้อฮือ เสียงยาวไปหน่อยฮะ หลวง พี่ เรานึกถึงหลวงพ่อทัตตะพูด จะเป็นอีท่าไหนนะ หลวง พี่ อย่างนี้ ฟังแล้วมันเสียดแทงหัวใจนะ ท่านก็บอกว่าเออ ฟังแล้วมันไม่ มันไม่เพราะ ฟังแล้วไม่เพราะ ใกล้ชิดเกิน แล้วบางครั้งดูเหมือนไม่เคารพ และแทนตัวเองว่าน้อง แทนหลวงพ่อของเราว่าหลวงพี่ แทนตัวเองว่าน้อง โอ้ ฟังแล้วมันไม่แสดงความเคารพเท่าที่ควรนะ ทั้งที่ใจอาจจะเคารพ แต่น้ำเสียงไม่ได้เป็นแบบแผน แบบอย่างที่ดี เราควรจะทำแบบอย่างที่ดีซะ ตั้งแต่รุ่นของเรานี่แหละ แล้วหากเรามาตรองดูดีๆ แล้วนะ เราจะรู้ว่าหลวงพี่ธัมมะของเราสมควรเป็นหลวงพ่อได้แล้ว สาเหตุเพราะว่าท่านมีคุณธรรมความดีมากพอที่จะเป็นพ่อเราได้ ความดีที่ว่านี้ท่านมีอย่างย่อๆ คือ ๓ พ . พ ที่ ๑. คือมีความเป็นพ่อในทางธรรม ความดีที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นเริ่มจากท่าน สอนธรรมะให้ สอนธรรมะให้ ให้เราเกิดในคุณแห่งความดี เกิดความดีขึ้นในใจเรา นี่คือ พ ที่ ๑. พ ที่ ๒. คือเป็นเพื่อน เพื่อนในที่นี้ก็คือกัลยาณมิตร เป็นยอดกัลยาณมิตรที่คอยแนะนำประโยชน์ ชี้ประโยชน์ พูดสิ่งที่ไม่เคย ที่เราไม่เคยได้ยินให้เราฟัง สอนสิ่งที่ใครไม่เคยสอนให้เรารู้ ฉะนั้นนับว่าท่านเป็นมิตรที่ดี เป็นกัลยาณมิตรที่เยี่ยม พ ที่ ๓. คือเป็นแพทย์ ให้ดูนะว่ายารักษาโรคทั้งหลายที่อยู่ในวัด นั่นเป็นเพราะฝีมือของท่าน เป็นผู้ที่บอกบุญ ชักชวน บอกอานิสงส์ให้คนมาถวายอย่างมากมาย พอที่จะรักษาทุกคนให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรงในการสร้างบารมีได้ ฉะนั้น ๓ พ นี้เป็นคุณอย่างย่อๆ ที่พอให้เราเรียกท่านว่าหลวงพ่อได้อย่างเต็มปาก แหม พวกเราฟังแล้วดีใจไหม พวกหลวงพี่นี่มองหน้ากันแบบปลื้มนะ ปลื้มกัน อื้อฮือ อิ่มเอิบ มองหน้ากัน แววตาปีตินะ รู้สึกว่าต่อจากนี้ไปนะ เปลี่ยนจากหลวงพี่ธัมมะมาเป็นหลวงพ่อได้แล้วนะ ส่วนตัวท่านเองฮะ จะเรียกว่าหลวงพี่เหมือนเดิม หรือจะเรียกว่าท่านก็ได้ คุณยายบอกไม่ได้ ไม่ได้ เรียกหลวงพ่อเหมือนกัน คุณยายเลยบอกว่าให้เรียกหลวงพ่ออีกองค์หนึ่ง ส่วนพระรูปอื่น ท่านก็บอกว่าเรียกท่านก็ได้ แต่เราก็ไม่คุ้นนะ จนเราเรียกหลวงพี่กันทุกวันนี้ พอประชุมเรียบร้อยแล้ว ก็กลับ รู้เลยว่านี้มาจากคุณยาย หลวงพ่อทัตตะเป็นคน เป็นผู้ที่ถ่ายทอดชี้เหตุชี้ผลให้เราปลื้มปีติขึ้น ถึงเวลา... มันตื่นเต้นมากเลยนะ เราเรียกอีท่าไหนดี เคยเรียกหลวงพี่มาตั้งสิบ เป็นสิบปีฮะ วันนี้จะมาเรียกหลวงพ่อแล้ว จะเริ่มต้นอีท่าไหน นั่งมองหน้ากัน มองกัน วันนั้นพอดีเชียว หลวงพ่อท่านก็จะไปข้างนอก หลวงพี่เป็นสารถี ขับรถโฮลเด้นสีส้ม ท่านก็มาถึง ได้เวลา ท่านก็ รู้ว่าเราประชุมกันอยู่ ก็รอเวลาฮะ พอรู้ว่าเราประชุมเสร็จ ท่านก็ห่มผ้ามา ท่านก็ถามว่าประชุมเรื่องอะไรกัน คราวนี้ปลื้ม คราวนี้ปลื้ม เรียก เรียกหลวงพ่อครับ เต็มปลื้มเลยฮะ พูดแบบ หลวงพ่ออยู่ในคอ อึด อึด คำแรกฮะคำแรก หลวงพี่สุธัมโมก็เป็นอุบาสกเหมือนกัน รีบวิ่งไปเปิดประตู นิมนต์หลวงพ่อครับ เต็มปลื้มเหมือนกันฮะ เต็มปลื้ม แล้วก็หันมามองหน้ากันนะ เรียกยัง เรียกยัง นี่เรียกยัง โธ่ หลวงพี่ว่าบรรยากาศตอนนั้นมีความสุขฮะ มีความสุขมาก เราก็เริ่มเรียกหลวงพ่อตั้งแต่วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๒๑ เป็นต้นมา แล้วก็เป็นแบบแผนที่ดีตั้งแต่นั้นมา ความรู้สึกนี้ก็สนิทใจ เดี๋ยวนี้เรียกหลวงพี่ไม่ได้แล้วฮะ ไม่สนิทใจ เรียกหลวงพ่อสนิทใจ ด้วยคุณงามความดีของท่าน และด้วยปัญญาอันยาวไกลของคุณยายของเรา นึกถึงคุณยายอย่างนี้ ผู้มีความยิ่งใหญ่มีปัญญา หลวงพี่นึกถึงพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อยู่บทหนึ่ง พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารีเถระ) ท่านประพันธ์เป็นคำกลอนไว้ สมบูรณ์เลยฮะ ท่านบอกว่า ใช่ว่าชาย จะปราดเปรื่อง กระเดื่องฤทธิ์ เป็นบัณฑิต ไปทุกแห่ง ก็หาไม่ แม้สตรี มีปัญญา ปรีชาไว ก็ยกให้ เป็นบัณฑิต ฤทธิ์สตรี หลวงพี่ว่าคำนี้ยกให้ยาย ท่านมีความดีที่เราสามารถชื่นชมได้อย่างเต็มหัวใจ สิ่งที่เกิดกับท่านนั้นล้วนแต่เป็นความดีงาม และเป็นมรดกของท่านมาถึงพวกเราที่เป็นลูกหลาน เราลองนึกดูนะว่าจะมีใครบ้างที่ยกฐานะของผู้หญิง ของสตรีนี่ให้สูงขึ้น หลวงพี่เคยพูดในอาศรมอุบาสิกาว่าพวกเราโชคดีมาก ที่มาเห็นต้นแบบที่เป็นผู้หญิง และเป็นแบบอย่างที่งดงาม แบบอย่างที่ทุกคนเคารพบูชา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เป็นลูกศิษย์ท่าน เคารพบูชาท่านเต็มหัวใจ เป็นพระที่ท่านสร้างขึ้นมา คือหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ พระอาจารย์หลายๆ รูป หรือทุกรูปที่อยู่ที่นี่ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาทุกท่านสั่งสอนมานี้ ล้วนแต่เป็นเครื่องประกาศความดีของคุณยายได้ทั้งหมด คุณยายจึงถือว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ธรรมดา ผู้หญิงที่ทำให้ผู้หญิงทุกคนชื่นชมตัวเองได้ แล้วก็บอกตัวเองว่าเราก็สามารถที่จะเห็นแบบอย่างคุณยาย และได้ทำความดีอย่างคุณยายได้เหมือนกัน ส่วนจะได้แค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาของเรา เพราะอะไร เพราะว่าส่วนใหญ่เราไปอ่านเรื่องในพระไตรปิฎกแล้ว คำตำหนิผู้หญิงมีเยอะ เยอะ แต่คุณยายกลับมาโดดเด่นในยุคของเรา และเป็นความโดดเด่นที่สง่างาม ยิ่งใหญ่ เราเคยเห็นไหมว่าภาพของผู้หญิงที่มีผู้ชาย มีการศึกษาสูงๆ มีความรู้มากๆ มียศฐาบรรดาศักดิ์เยอะ และมาก้มกราบคุณยายอย่างงามๆ ๓ ครั้ง หลวงพี่ว่าหลวงพี่นี่เห็นบ่อย และก็เชื่อว่าพวกเราก็คงเคยเห็น เป็นภาพที่แสดงถึงความดีงามของคุณยาย ที่ฝากไว้ให้ลูกหลาน แล้วก็เป็นกำลังใจทั้งโดยตรงและก็โดยอ้อม ฉะนั้นความยิ่งใหญ่ของคุณยายตรงนี้จะเป็นแบบอย่างอยู่ในใจของเราตลอดไป และเมื่อไหร่ที่เรานึกถึงคุณยายอย่างนี้ จะเป็นอย่างนี้ก็ดี ก็ต้องเดินตามคุณยาย เพราะคุณยายท่านยกฐานะให้เราแล้ว เป็นชายก็รู้ว่าอย่าให้น้อยหน้าหญิง เราก็ต้องเดินตามคุณยายไป ทำความดีตามอย่างท่าน แล้วเราจะเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ด้วยความดีเหมือนคุณยายอาจารย์ของเรา ด้วยอานิสงส์แห่งความดีนี้ ขอเชิญพวกเราตั้งใจปฏิบัติบูชาคุณยายสักครู่หนึ่ง ขอเชิญนะ เชิญทุกท่านหลับตาของเราเบาๆ ในใจของเรานั้นมีคุณยายอยู่ในใจ เป็นภาพคุณยายก็ดี เป็นความดีของคุณยายของเราก็ดีสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องระลึก (หมด 1/A) (ม้วน 1/B) ถามว่าเพราะอะไร เพราะชีวิตของคุณยายของเรานั้นทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับพระธรรมกาย ชีวิตของท่าน เลือดเนื้อของท่าน จิตใจของท่านมอบไว้กับพระธรรมกายทั้งหมด ถามว่าหลวงพี่ทราบกันอย่างไร หลวงพี่ไม่มีปัญญาที่จะทราบในส่วนละเอียด แต่ทราบได้จากคำสอนของท่าน ที่เมื่อตรองไปตรองมาอย่างละเอียดและด้วยใจเป็นธรรมแล้ว เห็นจริยวัตรของท่านก็ทราบได้ว่าผู้ที่สามารถทำสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นหลายๆ อย่างได้อย่างนี้ ไม่ธรรมดาแน่นอน ต้องมีใจแข็งแกร่ง มีใจที่ใส สะอาด สะอาด บริสุทธิ์ สว่างไสว และเป็นใจที่มีพระธรรมกาย มีองค์พระเกิดขึ้นตลอดเวลา ฉะนั้นยามที่เราระลึกนึกถึงท่าน ก็เท่ากับว่าเราระลึกนึกถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ไปในตัวเสร็จ จึงว่านึกถึงท่านแล้วทำให้ใจของเรามีความสุข ทำให้ใจของเราสดชื่น ทำให้ใจของเราแจ่มใส แล้วก็เป็นใจที่สว่างไสว อกุศลทั้งหลายดับไปหมด เกิดขึ้นแต่กุศลคือความสว่าง เรานึกถึงเบาๆ นึกสบายๆ ที่กลางใจเรา นึกดำเนินจิตใจของเราน่ะตามอย่างคุณยายคือหยุดที่กลางอย่างเบาๆ สบายๆ เพื่อให้บุญกุศลที่เราเต็มใจ ตั้งใจ มาร่วมสร้างกับยายของเรานั้นสมบูรณ์บริบูรณ์อย่างเต็มที่ นึกเบาๆ นึกสบายๆ ที่กลางกายเรา ให้เหมือนที่เรามาร่วมฟังพระอภิธรรมก็ดี มาฟังคุณธรรมความดีของคุณยายเราก็ดี เจริญงอกงามในใจของเรา เป็นบุญกุศลที่สมบูรณ์บริบูรณ์ นึกไปกลางของกลางอย่างสบายๆ สักครู่หนึ่งนะ พอใจเราสบาย ใจเราใส ใจเราสว่างดี ธรรมะที่เป็นดวงใสสว่าง หรือองค์พระใสสว่าง เจริญในใจของเราเต็มที่ เราก็นึกรวมบุญทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ ความศรัทธา ปีติ ในความดี ในบุญของคุณยายนั้น นึกรวมบุญกุศลที่เกิดขึ้น น้อมถวายเป็นเครื่องสักการะบูชาความดีแด่คุณยายอาจารย์ พร้อมกันนั้น ก็นึกอาราธนาขอบารมีท่านให้มาปกปักษ์รักษาลูกหลานยายทุกท่าน ให้เป็นผู้ที่มีสติ มีปัญญา มีความเข้มแข็ง มีคุณธรรมเหมือนอย่างคุณยาย ให้เดินตามอย่างคุณยายอาจารย์ไปทุกภพทุกชาติ นึกอาราธนาบารมีธรรมของท่าน ให้ลูกหลานยายทุกคนเป็นผู้ที่มีความร่มเย็นเป็นสุขในการสร้างบารมี ความปรารถนาที่ดีงามที่จะสั่งสมให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็ขอให้สมปรารถนา แล้วก็คุมบุญให้ลูกหลานยายมีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงธรรม เข้าถึงพระธรรมกายโดยเร็วพลัน นึกไปที่กลางของกลางกายเรานะ สัพเพ………… PAGE PAGE 9 หน้า 431130FW-AAT