เบื้องต้นความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย
(ม้วน 1/A)
พระภูเบศ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต ขอถวายความเคารพแด่พระเถระเจ้าคณะสังฆาธิการทั้งหลาย พระเถระทั้งสิ้น สวัสดีสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก และอุบาสิกาทั้งหลาย (สาธุ)
วันนี้นับเป็นวันที่ ๗๑ ที่คุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงไปสู่ดุสิตสรวงสวรรค์ และพวกเราลูกหลานยายก็ได้มาบำเพ็ญกุศล เอาบุญกับคุณยาย ที่ผ่านได้เปรียบเทียบคุณยายไว้ว่าเปรียบเหมือนกับเพชรน้ำหนึ่ง ที่พวกเราได้พลิกเหลี่ยม พลิกมุมเพชรเม็ดนี้ให้สะท้อนแสง ล้อเล่นกับแสง ให้เห็นความงดงามในแต่ละด้าน แต่ละมุม วันนี้ก็จะมาพลิกอีกด้านหนึ่งของเพชรเม็ดงามเม็ดนี้ให้เราได้เห็นไฟ เห็นแสงที่สะท้อนมาแวววับงดงามจับตาขนาดไหน
จากการบรรยายธรรมถึงคุณธรรมคุณยายอาจารย์ครั้งที่ผ่านๆ มา ว่าคุณธรรมนี้ที่คุณยายมีอยู่เหมาะสมกับสมัญญานามของคุณยายว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย วันนี้ก็อยากจะพูดถึงเรื่องว่าเบื้องต้นความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย เพื่อที่จะได้เป็นเครื่องบูชาธรรมแด่คุณยายอาจารย์ มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และเพื่อที่จะได้ให้เป็นเครื่องประกอบสติปัญญาของเหล่าลูกหลานคุณยายทั้งหลายว่าจะนำไปใช้ปรับ ใช้ให้เกิดความสุข ความสำเร็จในชีวิตครอบครัว ในธุรกิจการงาน ทั้งทางโลกและทางธรรม
วัดพระธรรมกายสร้างขึ้นมาจากท้องไร่ท้องนา วันนี้จะบรรยายคุณธรรมของคุณยาย จากผลมาหาเหตุ ซึ่งจะต่างจากครั้งก่อนๆ ที่บรรยายเหตุไปหาผล คือคุณยายมีคุณธรรมแบบนี้ แล้วก็ก่อให้เกิดผลดังนี้ดังนี้ แต่วันนี้จะขอย้อนศร คือจะเอาผลที่ปรากฏเป็นรูปธรรม นามธรรม เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของลูกหลานยาย ของศิษยานุศิษย์ทั้งหลายของคุณยาย ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เห็นแล้วจะได้สืบไปว่าเบื้องหลังนั้นน่ะคืออะไร
ในครอบครัวหนึ่ง ในกิจการงานหนึ่งๆ นั้นความสำเร็จจะเกิดขึ้นมาได้จากบุคคลเดียวน่ะคงไม่ใช่ คงต้องมีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง จะเรียกว่าฝ่ายรุกแล้วก็ฝ่ายรับ ต้องประกอบกัน ใครที่ทำงานและบุกตะลุยไปข้างหน้าโดยไม่ต้องพะวงหลัง ห่วงหลัง มีความมั่นใจ มีความเชื่อมั่นว่าที่เราบุกไปข้างหน้านั้นน่ะ แล้วข้างหลังจะไม่มีช่องโหว่ จะมีคนคอยตามเก็บรายละเอียดให้ เมื่อนั้น คนที่รุกไปข้างหน้าจะรุกได้อย่างทรงพลัง รุนแรง และมีอำนาจอย่างยิ่ง แต่ถ้าหากว่าใครก็ตามออกไปทำงาน รุกไปข้างหน้า หรือไปรบก็ตาม รุกไปข้างหน้า แต่ต้องคอยห่วงหลัง หรือว่าหลังนี่จะมีช่องโหว่ไหม มีข้อบกพร่องตรงไหน จะถูกโจมตีหรือเปล่า การรุก การรบนั้นมันขาดพลัง ขาดความเด็ดขาด ขาดน้ำหนัก
ความสำเร็จของวัดพระธรรมกายที่ปรากฏแก่ตา แก่ใจของพวกเราอย่างดีแล้วนี่ ล้วนมีเบื้องหน้าและเบื้องหลังทั้งสิ้น วันนี้จะพูดในเรื่องที่ตัวเองได้สัมผัสหรือว่ารับผิดชอบในส่วนหนึ่ง และได้สัมผัส ได้รับกำลังสนับสนุนจากคุณยายอย่างไร
อาตมาเองได้รับมอบหมายร่วมกับพระมหาชิโต ที่ล่วงลับไปแล้ว จากหมู่คณะให้ดูแลเรื่องงานก่อสร้าง ในสมัยนั้นจากท้องนาฟ้าโล่ง แล้วพลิกกันขึ้นมา จนกระทั่งเป็นวัดพระธรรมกายปัจจุบันนี้นี่ คนที่ติดตามหรือเข้าวัดมาตั้งแต่แรกจะรู้ดีว่าถ้าหากว่าเรามาวัดทุกสัปดาห์นี่ จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นมา แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าเดือนหนึ่งจะเห็นชัดเจนมากเลยว่ามีสิ่งนี้เกิดขึ้นมาอีกแล้ว มีอาคารหลังนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว มีงานก่อสร้างอีกแล้ว มันจะพลิกไปตลอด ถ้าใครไม่ได้มาเป็นปี กลับมาอีกทีหนึ่ง ก็สงสัยว่าผลงานชิ้นนี้นี่มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อปีที่แล้วมายังไม่เกิด แล้วทำไมตอนนี้เกิดแล้ว ช่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้พูดถึงความเก่งกาจของคนทำงานเลย เพราะว่าคนทำงานก็อย่างนั้นอย่างนั้น จบมาไม่ประสบการณ์เลย รับปริญญาเสร็จ บวช บวชเสร็จมาทำงาน ทำงานก็ไม่รู้ว่าข้างนอกเขาทำงานกันยังไง รู้แต่ว่าเราทำงานกันแบบนี้ ว่ากันไปเรื่อยๆ มีแต่ใจอย่างเดียว แต่มีคำพูดอยู่คำหนึ่ง ซึ่งกล่าวเอาไว้ว่าภายใต้ร่มธงของขุนพล ย่อมไม่มีทหารเลว เพราะฉะนั้นคนที่จับมาใหม่ๆ นี่ แล้วก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ทำงานอะไรกันมาได้ขนาดนี้นี่ ต้องบอกว่าต้องไปดูธง ว่าอยู่ใต้ร่มธงของใคร ใครคือขุนพลจอมทัพผู้นั้น
ตอนที่เริ่มก่อสร้างกันมานี่ เริ่มสร้างวัดกันมา เราทำงานกันมากกว่าปกติหลายเท่าตัวนัก เงินทองมีน้อยมาก น้อยนิด กำลังคนก็มีน้อย แต่ว่างานที่จะสร้างมีอยู่เยอะเหลือเกิน งานที่จะทำมีอยู่มากมาย เราทำงานกันวันหนึ่ง ไม่ใช่มีแค่ ๘ ชั่วโมง เราทำงานกันวันละ ๑๖ ชั่วโมง ๑๔ ชั่วโมง สัปดาห์หนึ่งเราไม่ได้ทำ ๕ วัน เราทำกัน ๗ วัน ไม่มีหยุดพักเสาร์อาทิตย์ เราทำงานปีหนึ่ง ไม่มีพักหยุดพักร้อน ไม่มีหยุดพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น ยิ่งมีงานนักขัตฤกษ์ คืองานบุญใหญ่ของวัด เช่นงานวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา หรือวันกฐิน วันทอดกฐิน จะเป็นวันที่เราทำงานหนักกว่าปกติเสียอีก
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมานี่ มันเกิดจากการทุ่มเททั้งสิ้น เคยมีอาจารย์อยู่ท่านหนึ่ง ท่านมีชื่อเสียงทางด้านงานก่อสร้าง ท่านเคยพูดถึง เคยขอความรู้ของท่านมาเพื่อที่จะได้วางแผนงานกับงานของเรา ท่านเคยถามว่าอาตมานี่ผู้พูด มีงานอะไรบ้างในความรับผิดชอบ เพื่อที่ท่านจะได้วางแผนได้ถูก ก็ได้เล่าให้ท่านฟังไป บอกไปว่าได้ทำ รับผิดชอบทางด้านนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ว่าไปเรื่อย อาจารย์ท่านนั้นนั่งฟัง แล้วก็งง บอกนี่ทำมานานหรือยัง สมัยนั้นทำมาแล้วประมาณ ๑๒ ปี อาจารย์บอกทนอยู่ได้อย่างไร เราก็งง อ้าวอาจารย์ทำไมถามแบบนั้น บอกถ้าหากว่าสิ่งที่ทำแบบนี้นี่ทางโลก คนที่ทำงานใช้เวลาทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง ขอโทษขออภัย ทำงานกันทุ่มเทแบบนี้ ไม่ได้พักแบบนี้ ถ้าเป็นชาวโลกแล้ว ไม่เกิน ๕ ปี break down เขาใช้คำว่า break down ก็ถ้า เราเข้าใจเองว่าคงจะหมายถึงว่าคงจะล้มแล้วมั๊ง ไม่ทนถึงขนาดนี้ นี่ทนมาได้ยังไงตั้ง ๑๒ ปี อาจารย์ก็เลยเลิกพูดเรื่องการวางแผน มาขอความรู้ว่าท่านทนมาได้อย่างไร อาจารย์ขอความรู้หน่อย เผื่อจะไปปรับใช้กับทางโลกที่อาจารย์ทำงานอยู่บ้าง ก็เป็นอย่างนั้นไป เรื่องนี่ถ้าหากว่าใครอยากรู้ จะขยายให้ฟังในภายหลัง
คราวนี้ มาถึงเรื่องของการทำงาน การทำงานสมัยนั้น เราเองไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ทางโลกมาก่อนเลยในงานก่อสร้าง งานที่จับครั้งแรกเลยเป็นงานง่ายๆ หน่อย คืองานทำถนน สร้างถนนคอนกรีต เมื่อปี ๒๕๑๙ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะงานมันง่าย ไม่ลำบากนัก จะลำบากนิดหนึ่งก็ตรงที่ทุนไม่ค่อยพอ กำลังคนไม่ค่อยพอ เครื่องไม้เครื่องมือไม่ค่อยพอ ที่สำคัญคือความรู้ประสบการณ์มันก็ไม่ค่อยมี แต่ก็พอรอดตัวมาได้บ้าง
แต่ว่างานชิ้นใหญ่ต่อมาที่ทำรับมาเลย คืองานสร้างโบสถ์ ซึ่งผู้รับเหมาเป็นเถ้าแก่ที่เคยสร้างหอระฆัง สร้างกุฏิ สร้างอะไรต่ออะไรพวกนี้ จะให้ท่าน ให้ผู้รับเหมาท่านนั้นทำโบสถ์ สร้างโบสถ์ ท่านขอพัก ท่านบอกว่ามันใหญ่เกินไป ท่านขอถอนตัว ในที่สุดพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็เลยมองหน้าเรา หลวงพี่มหาชิโตกับอาตมา เขาบอกว่าไอ้โคเด็กๆ โคหนุ่มมันไม่กลัวเสือน่ะ ยังไงก็อย่างนั้นเลย มันไม่กลัว มันมีกำลังใจ ไม่รู้กำลังใจมันมาจากไหน ตกปากรับคำพยักหน้ากับหลวงพี่มหา ลองดูสักตั้งนะ เอาก็เอา ก็เลยรับปากพระเดชพระคุณหลวงพ่อไป ลองดู ก็เอาชีวิตวางเป็นเดิมพันกัน ทำกัน
จากนั้นก็ได้คนที่มีบุญ เจ้าของบุญมาช่วย คุณสัมพันธ์ ขอเอ่ยนามไว้ในที่นี้ มาช่วย ด้วยบารมีของคุณยายนั่นแหละ ด้วยบารมีของหลวงพ่อ ท่านมา มาช่วยกันคนละไม้ละมือ ในงานก่อสร้างตอนนั้นมันมีคนที่เราทำงานกันแล้วนี่ มีน้อย ถ้าเทียบกับปัจจุบันนี้ยิ่งน้อยมากเลย แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเราได้รับความร่วมไม้ร่วมมือจากหมู่คณะ โดยคุณยายเป็นหลักให้ อย่างเช่นวันนี้จะเทปูนนะ พูดภาษาชาวบ้าน คือเทคอนกรีตนั่นแหละ ตอนช่วงฉันน้ำปานะก็นั่งคุยกัน พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านก็จะรับอาสาไประดมคน ตามคนมา เอาคนมาช่วยกัน คนแถวไหน คลอง ๑ คลอง ๒ คลอง ๓ คลอง ๔ คลอง ๕ นี่แหละแถวนี้ รังสิต สะพานใหม่ ตามมา มาช่วยกัน
พอรู้แบบนี้ คุณยายสั่งเลย เด็กวัด เอ้าเตรียมนะ อาหารน้ำดื่ม ของขบเคี้ยว ของรองท้อง เตรียมให้พร้อม นี่คุณยายมาแบบนี้แล้ว คุณยายนี่จะอยู่ข้างหลัง เบื้องหลังตลอด เราก็ลุยไปข้างหน้า หลวงพ่อทัตตะท่านเกณฑ์คนมาที ร้อย สองร้อยคน ไปขอแรงทางนั้นทางนี้มา ท่านเทศน์เสร็จก็ขอแรงคนอีก มาช่วยงาน ไอ้เราก็ลุยไปข้างหน้า ทำกันไป คุณยายก็เอาเป็นหน่วยเสบียงตามหลังมาอีก แล้วคอยตาม ดูความเรียบร้อย
ยกตัวอย่างอันหนึ่งที่ทำมาแล้วจะเห็นชัดๆ อย่างงานคอนกรีต งานคอนกรีตนี่ สมัยก่อนเทคอนกรีต ผสมคอนกรีตเท่าไหร่ เปิดตำราผสมเลยนะ ๑ ๒ ๔ ต้องการความแข็งแรง ๓๒๐ กิโลกรัมต่อตารางเซ็นต์ เราก็พยายามผสมไป เอ๊ะมันทำไปแล้วมาทดสอบ ความแข็งแรงของคอนกรีตมันก็ได้ประมาณ ๒๘๐ กว่า ๒๙๐ ไม่เกิน ๓๐๐ สักทีหนึ่ง มันทำไมถึงเป็นอย่างนั้น
มีเจ้าเสาเข็มอยู่เจ้าหนึ่ง เขาทำเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง เขาบอกว่าคอนกรีตของเขาน่ะต้องไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ กิโลกรัมต่อตารางเซ็นต์ถึงจะได้ เราไม่รู้ ตามไปขอดูถึงโรงงานหล่อเสาเข็มเขาเลย ว่าเขาทำยังไงถึงได้แบบนั้น ขอหินของเขามา ขอทรายเขามา ส่วนปูนเราก็รู้ ปูนตราช้างเหมือนกันหมด อันนี้ไม่ได้โฆษณา ไม่ได้ comission ก็เอาหินนั่นน่ะมาเขา ทรายเขาก็เหมือนของเรา แต่หินของเขาน่ะเขามาจากราชบุรี แต่เราไปเอาจากสระบุรี ก็ส่งห้องทดลองปฏิบัติการหาความแข็งแกร่งว่ามันต่างกันหรือเปล่า ก็ไม่ต่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เราพบคือว่าส่วนผสมของน้ำของเขาน่ะ ของเขาใช้น้อยกว่าเรามาก เราก็มาลองปรับดู พอปรับดูแล้ว เออ มันก็ดีขึ้นมา ดีขึ้นมาเรื่อยเลย เราก็พิจารณาต่อไปอีก
คราวนี้เราทำความสะอาดหิน หินแต่ละเม็ดแต่ละเม็ด เรามานั่งล้างกัน ก่อนจะผสมคอนกรีต แล้วเมื่อก่อนเราไม่ได้ใช้คอนกรีตผสมเสร็จ เราผสมแบบโบราณคือใช้โม้ตัวเล็กๆ ผสมกัน เพราะฉะนั้นเทคอนกรีตแต่ละครั้งนี่ เรามีโม้อยู่ ๒ ตัวบ้าง ๓ ตัวบ้าง แล้วแต่ แล้วก็คอยล้างหิน ล้างให้สะอาด ทรายเราก็พิถีพิถันเลือกมา
ไม่น่าเชื่อ เพียงแค่เรารักษาความสะอาดของวัสถุ พิถีพิถันในการเลือกวัสดุเท่านั้นเอง ความแข็งแรงของคอนกรีต ของปูน มันเพิ่มขึ้นมาเป็น ๔๐๐ ๔๒๐ ๔๕๐ ๕๐๐ ตอนหลังทำมานี่ ๕๐๐ กว่า ขึ้นไปถึง ๖๓๐ ก็เคย โดยไม่ต้องผสมน้ำยาที่เสริมความแข็งแรงเลย แต่เราใช้สัดส่วน ๑ ๒ ๓ บ้าง ๑ ๒ ๓ ครึ่งบ้าง แล้วแต่ ความแข็งแรงของคอนกรีตก็เพิ่มขึ้นมาถึงขนาดนั้นได้ จากการ
๑. พิถีพิถันเลือกวัสดุที่ดี และ
อันที่ ๒. รักษาความสะอาดของวัสดุที่ผสม เพราะงั้นเวลาไปกด ไปเข้าห้อง test ห้องทดสอบที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเขากดน้ำหนักได้ถึงร้อยตัน สูงสุดของเขาสมัยโน้นนะ เมื่อปี ๒๕๒๑ ๒๕๒๒ กดได้ร้อยตัน ปรากฏว่าตอนหลังนี่เขากดไม่แตก เขาบอกว่าเออ หลวงพี่ครับ มันแข็งแรงเกินกว่าที่ทางเครื่องนี้จะกดได้แล้ว เดี๋ยวเครื่องมันจะพัง ไม่ต้องกดหรอกครับหลวงพี่ แต่เราก็อยากจะรู้นะว่ามันแข็งเท่าไหร่ ก็ไปกดที่อื่นอีก ที่มีเครื่องกดน้ำหนักถึง ๕๐๐ ตันถึงจะกดแตก มันขึ้นไปถึง ๕๐๐ กว่ากิโลกรัมต่อตารางเซ็นต์ทั้งสิ้น อันนี้นี่เป็นเรื่องที่เราทำกันมา ถามว่าสิ่งนี้เราได้มาจากไหน เดี๋ยวจะบอก
คราวนี้มาดูเรื่องของการสร้างโบสถ์ตอนนั้น ก่ออิฐฉาบปูนอะไรต่ออะไรเสร็จแล้ว คราวนี้จะทำหินล้างภายใน ภายนอกรอบโบสถ์ หินล้างนี่ เรานี่ให้เขาเอาหินคัดอย่างดีสีขาวมา และมีเจ้าของ ผู้รับเหมาทำหินล้าง เขาทำหินล้างอย่างเดียว เขามาล้าง แต่ว่าหินที่เราเอาให้เขาคัดเกรดหนึ่งมาเลยนี่ สีขาว เราต้องมานั่งเลือกอีก เลือกทีละเม็ด ทีละเม็ด เอาหินสีดำ หินผุ หินสีแปลกปลอมที่ไม่ดี ของสกปรกออกมา แล้วเลือกมานี่ กว่าจะได้ถุงหนึ่งนี่ ใช้แรงงานคน ใช้เวลามาก จนช่างหินล้างเขาบอกเขาล้างไม่ทัน
ตอนกลางคืนต้องขอแรงให้พวกเรามาช่วยกันเลือกหิน ที่นั่งอยู่ที่นี้คงมีเยอะล่ะหลายคน ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แล้วก็ตอนหลวงพ่อทัตตะท่านเทศน์เสร็จวันอาทิตย์แบบนี้ ฟังธรรมเสร็จก็ไปช่วยกันล้างหินกัน เลือกหินกัน แล้วช่างก็จะไปล้าง เลือกของสกปรกมาได้เยอะแยะ นี่ขนาดหินล้างที่เราขัดเกรด ขัดเกรดมาแล้วนี่นะ แล้วเราไปดูหินผนัง หินล้างที่รอบโบสถ์ ไปดูเลย ว่าส่วนใหญ่แล้วนี่จะสะอาด เป็นเม็ดสีขาว ไม่ก็ชมพูเรื่อๆ เต็มทั้งผนังเลย นี่คือสิ่งที่หลวงพี่มหาชิโต และผู้ร่วมงานทั้งหลายได้ช่วยกันทำกันขึ้นมา อันนี้เราได้วิธีนี้มาจากไหน แล้วจะบอก ตอนนี้ยังไม่บอก
คราวนี้มาดูเรื่องของนั่งร้าน ไม้นี่ โบถส์ของเรานี่นะ มันสร้างขึ้นมาจากคน ประชาชนคนทั่วไปจริงๆ เลย อย่างที่บอกเอาไว้ว่าเราได้รับความร่วมแรงร่วมใจมาเอาบุญกันเยอะแยะในสมัยนั้น มาเป็นครอบครัว ตอนกลางคืนนี่ ไฟจะส่องสว่างจากท้องฟ้าทุกคืนเลย เราจะขอแรงกันมา ช่วยกันทำงานผูกเหล็กบ้าง หรือว่าล้างตะปู หมายถึงถอนตะปูออกจากไม้หน้าสามบ้าง เวลาช่างเขารื้อมาแล้ว เราก็เอามาทำกัน เราทำกันยังไง ให้ช่างไม้เขารื้อแล้วกองๆ ไว้บนระเบียงโบสถ์ เสร็จแล้ว ตอนกลางคืนเราก็ขอแรง ตอนเย็นๆ มาแล้ว ๑ ทุ่ม ชาวบ้านแถวนี้แหละ คลอง ๑ คลอง ๒ คลอง ๓ คลอง ๔ คลอง ๕ รังสิต สะพานใหม่ มากันทั้งครอบครัว มีตั้งแต่พ่อแม่อายุ ๓๐ ๔๐ มีลูกๆ ตามมาอายุ ๒ ขวบ ๓ ขวบ ๔ ขวบ ๑๐ ขวบ ๑๑ ขวบ ๑๗ ๑๘ ๒๐ มีถึงคุณพ่อคุณแม่อายุ ๗๐ ๘๐ ก็มากัน
คราวนี้มากันแล้ว มาทำอะไร ตอนนั้นเครื่องไม้เครื่องมือเราก็ไม่มี เรามีจำกัด แต่เราต้องทำ ทำกันอย่างสนุกสนาน พวกเราลองนึกถึงบรรยากาศสมัยนั้นดูนะ ตอนกลางคืนอากาศเย็นๆ สบาย ทุกคนเลิกจากงานประจำมาหมดแล้วล่ะ แล้วก็ทานข้าวเย็น คราวนี้มาเอาบุญกัน เด็กๆ ก็ไปขนมา เด็กอายุ ๑๑ ๑๒ พวกนี้กำลังเปรียว เรามีรถ มีรถ ๒ ล้อ รถดั๊มแบบนั้น รถดั๊ม ๒ ล้อที่ใช้คนเข็น ที่เราเห็นในงานก่อสร้าง เด็กพวกนี้ก็จะไปเอาไม้มา ขนหยิบไม้หยิบไม้ใส่ถัง รถเข็นมา แล้วก็เข็น เด็กมันก็สนุกสนานกันนะ โอ้ เด็กอายุ ๑๑ ๑๒ เข็นรถสนุกมาก พอรถไม้เต็มรถได้ก็วิ่งเลย เข็นๆ ตึกๆๆ เลย ไม่มีอู้ ไม่มีชักช้าเลยล่ะ
พอมาถึงกองที่คุณพ่ออยู่ คุณพ่อคุณแม่ถือค้อนถือแชลงคอยอยู่แล้ว ก็ดั๊มโครมทิ้ง แล้ววิ่งไปเอามาใหม่อีก เด็กสนุก ๑๑ ๑๒ คุณพ่อคุณแม่ทำไง คุณแม่ก็งัด มีค้อนหงอนอยู่ ๕-๖ เต้า ๕-๖ เต้า ก็งัดไอ้ตะปูหน้าสามที่เขาล้มไว้แล้ว งัดขึ้นมาแล้วก็ทอยให้หัวมันโผล่ออกมาอีกทางด้านหนึ่ง เพื่อที่จะให้พ่อ พ่อก็ถือแชลงเอาไว้แล้ว เตรียมงัด สอดเข้าไปเลย แล้วลูกอายุ ๒ ขวบ ๓ ขวบทำอะไร พ่อเขาสอน เอ้าลูก เอาไม้หนุนเอาไว้นะ ถือไม้ชิ้นเล็กๆ คอยหนุน พ่อก็งัด ใช้แชลงสอดเข้าหัวตะปูแล้วงัดปึ้งขึ้นมา ลูกอายุ ๒ ขวบ ๓ ขวบ ก็คอยสอดไม้ สนุก เด็กๆ ก็สนุกกัน
คราวนี้ พวกอายุ ๕ ขวบ ๖ ขวบ ๗ ขวบ ๘ ขวบพวกนี้ทำอะไรได้บ้าง ก็เอาแม่เหล็กให้เขา แม่เหล็กตัวเล็กๆ เพราะกลางคืนมันมืด มันไม่ได้สว่าง ไม่มีสปอตไลท์เยอะแบบนี้หรอก เอาแม่เหล็กคอยดูดตะปูที่เขาถอนแล้ว ดูดมาจิ้มที่พื้นที่ ก็ดูดแปปขึ้นมา อีกคนก็ถือกระป๋องไว้ ดูดแล้วใส่กระป๋อง แป๊ง แล้วก็ดูดใหม่ แปป แล้วดูดใหม่ ก็โยนใส่กระป๋อง แป๊ง แบบนี้ เขาเดินดูดไป สนุกสนานนะ เด็กอายุ ๗ ขวบ ๘ ขวบ สนุกเลย คนหนึ่งถือแม่เหล็ก คนถือกระป๋อง ดูดไปอย่างนี้ สนุก
เสร็จแล้วเป็นยังไง มีไอ้ไม้ บางทีไม้หน้าสามมันหักเป็นปากฉลาม ต้องตัดปากฉลามทิ้ง เอาไปทำฟืนหรือไปทำลิ่ม เอาไปทำลิ่มสำหรับเสริมไม้ สมัยก่อนมันไม่มีแบบเหล็กนะ ยังเป็นแบบไม้อยู่ ตัวผู้ชายที่แข็งแรงๆ ก็คอยเลื่อย เลื่อยตัดให้ดีเลย เรียบ พอตัดไม้เสร็จ ไม้มันก็มีอยู่หลายขนาด เอาไปทำไม เอาไปขึ้นนั่งร้าน เอาไปนั่งร้าน เรียงเลยนะ ไม้หน้าสามแบบนี้นี่ ไอ้ยาวต่ำกว่า ๕๐ เซ็นต์ก็กองหนึ่ง ๕๐ เซ็นต์ถึงเมตรหนึ่งก็อีกกองหนึ่ง เมตรหนึ่งถือเมตร ๕๐ ก็กองหนึ่ง เมตร ๕๐ ถึง ๒ เมตร กองหนึ่ง ไล่ไปเรื่อย จากเล็กไปหาใหญ่ เรียงกันเป็นระเบียบเลย เรียงเหมือนร้านขายไม้อย่างนั้นน่ะ
แล้วใครเป็นคนเรียงล่ะ ก็คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า มีอายุหน่อย ไปเข็นรถก็เข็นไม่ไหว จะให้ถอนตะปูก็ตาเตอไม่ค่อยดี ท่านมีอายุเหล่านี้ ท่านผู้เฒ่าเหล่านี้เรียงไม้ได้สะเด็ดนัก ได้สวยนักเลยทีเดียว เรียงไว้เรื่อยๆ เรียงทีละชิ้น ทีละชิ้น เรียงไปเรื่อยเลย ไอ้หลานก็เอามา ตัวเล็กๆ เข็นไม้เข็นมา โครม แล้วมีคนส่งไปให้เรียง เรียงๆ เรียงเป็นกองๆ กันไป สวยงาม เรียงจนกระทั่งตัวเองค่อยๆ สูงขึ้น สูงขึ้นไป จนกระทั่งคุณย่าขึ้นไปถึงข้างบนแล้ว เลิกงานตอน ๔ ทุ่ม มองลงมา โอ๊ย จะลงยังไง มันสูงขึ้นมา เพราะตอนเรียง เรียงทีละท่อน ทีละท่อน พอถึงตอน ๔ ทุ่ม มาอยู่ข้างบนแล้ว ลงจะต้องโน่นแน่ ต้องให้ลูกชายมาอุ้มลง
เราทำงานกันแบบนี้ทั้งครอบครัวเลย สมัยนั้นยาบ้าไม่มี คนที่เป็นครอบครัวแบบนี้ไม่มียาบ้า ไม่มี broken home ไม่มีบ้านแตก ทุกคนเอาบุญกันเต็มที่ สนุกสนานกัน ครอบครัวอบอุ่น และเราก็ทำงานกันแบบนี้ ตอนนั้นทำไปแล้วนี่ เทคอนกรีตไป สร้างโบสถ์ไปด้วย ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้เลย ก็เคยถามโยมเพื่อนที่จบวิศวะมาด้วยกัน มาเยี่ยม ก็อยากจะให้เขาถาม เอาความรู้จากเขาว่าข้างนอกเขาทำกันยังไง แล้วงานที่เราทำมีอะไรจะต้องปรับปรุงแก้ไขบ้าง ขอความรู้เขาในฐานะที่เขามีประสบการณ์ทางโลก เพราะ ๑๒ ปีที่เมื่อก่อนอยู่ในวัด มันเหมือนถูกขังอยู่ในวัดจริงๆ อยู่กับงานตลอด ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปข้างนอกเลย กลับเข้ากรุงเทพฯ ทีหนึ่งนี่ หลงทาง สมัยนั้นนะ เข้ากรุงเทพฯ ทีหลงทาง แล้วไม่รู้ว่าบ้านที่ตัวเองเคยอยู่ ก่อนบวช ตอนบวช อยู่ตรงไหน กลับไม่ถูก สิ่งก่อสร้างมันเกิดขึ้นมาใหม่ๆ เยอะแยะ เราม่วนอยู่แต่กลางท้องนานี่แหละ พลิกแผ่นดินท้องไร่ท้องนา สร้างให้เป็นวัดพระธรรมกายนี่
โยมเพื่อนไปเดินดู เขาบอกแค่เห็นนั่งร้านที่เรียงกันเป็นระเบียบ หัวไม้นี่ตรงแน่วเลย แล้วขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ขนาดสั้น ขนาดยาวแบบนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกช่างเขาไปทำ เขาบอกเขาแค่เห็นนั่งร้านแค่นี้ เขาบอกไม่ต้องดูแล้ว งานคอนกรีตจะเป็นยังไง งานผูกเหล็กจะเป็นยังไง เขาเห็นแค่นี้เขาบอกแล้ว ก็คะยั้นคะยอไปดู ดูผิวคอนกรีตที่เทออกมาแล้วเป็นยังไง ถอดแบบมาแล้วเป็นยังไง มีอะไรจะแนะนำบ้าง เขาบอกว่างานอันนี้ไม่ต้องไปหาในท้องตลาดหรอก มันไม่มี ไม่มีใครเขาทำกันแบบนี้หรอก ไอ้กองไม้หน้าสามนี่ในท้องตลาด ถ้าเดินไป เดินไม่ดีเหยียบตะปูเข้าอีก แต่ที่นี่เรียบร้อย
ถามว่าเรื่องต่างๆ เหล่านี้นี่เอามาจากไหน ดูแบบมาจากไหน อยู่ข้างหน้าเราไง มองไปดูเถอะ ตาคมเข้มแบบนี้ นั่นแหละครูบาอาจารย์ของเรา ท่านหุงข้าวเลี้ยงพระถวายพระ ท่านคัดนะ ข้าวสารแต่ละเม็ดแต่ละเม็ดน่ะ ให้ลูกให้หลานช่วยกันคัด มีข้าวเปลือกเอาออกนะหลานนะ มีเปลือกเอาออกนะหลานนะ มีมอดเอาออกนะหลานนะ ข้าวที่ยาย ข้าวสารที่ยายเลือก ที่คุณเลือกมาแล้วหุงให้พระได้ฉันกัน (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
ล้างหินแต่ละเม็ดแต่ละเม็ด ทรายแต่ละเม็ดเลยอย่างนั้นแหละ ท่อนไม้ท่อนไร่แต่ละอย่างนี่ หรือหินล้างผนังรอบโบสถ์ มาจากข้าวสารที่คุณยายคัดแต่ละเม็ดแต่ละเม็ด มาเลี้ยงพระถวายสังฆทาน
เพราะฉะนั้นเรื่องราวทั้งหมดนี้นี่ ผู้ที่ให้ความสำเร็จ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหลายนี่ ก็อยู่เบื้องหน้าของลูกหลานยายทั้งหลายแหละ มองไปเถอะ มองให้เต็มตา กราบให้เต็มตาเต็มใจเลย ขอบูชาคุณธรรมของคุณยายด้วยคำบรรยายธรรมในค่ำวันนี้ และถ้าพวกเราได้ธรรมะไปว่าจะทำอย่างไรให้ครอบครัวของเรา ให้กิจการของเรารุกหน้าไปได้ดีแล้ว ดูคุณธรรมของคุณยายเถอะ
อาตมาอยู่กลางแดด ทำงานอยู่กลางแดด ตากแดดตากฝน หลวงพี่มหาฯ กรำจนสุขภาพทรุดโทรม ละสังขารไปก่อน หลวงพี่ฐิตสุทโธคุมปลูกต้นไม้ ปรับดิน ดูแลไฟฟ้าสาธารณูปโภค ตากแดดตากฝน เชื่อไหมว่าตอนบ่ายๆ นี่ บางทีเราติดพันงาน หิวน้ำก็หิวน้ำ แต่ว่าผลักไว้ก่อน เพราะมันติดพันกับงาน สักพักเดียวเท่านั้นเอง เดี๋ยวมีน้ำส้มคั้นมาแล้ว มีน้ำมาให้ดื่มแล้ว ถามเด็กว่าใครเอาให้เอา บางทีไม่ได้ถาม เด็กรายงานเองบอกคุณยายให้เอามาให้ ดูซิเราจะไม่ทิ้งชีวิตให้กับงานได้อย่างไร เราหิวน้ำ น้ำมาถึงเราเลย น้ำส้มคั้น น้ำดื่ม ยายเข้าใจคนทำงาน ยายคอยให้กำลังใจคนทำงาน ยายให้อภัยสำหรับข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ คนทำงาน นี่คือคุณยายอาจารย์ของเรา
แล้วถ้าหากว่าเหนื่อยเมื่อไหร่ หิวน้ำเมื่อไหร่เข้าไปในครัว ยายจะสั่งเด็กไว้ในครัวตลอด หลานเอ๋ย คอยดูน้ำปานะถวายหลวงพี่ท่านนะ ท่านตากแดดตากฝน ท่านร้อน กลับมาจะได้มีน้ำดื่ม มีน้ำปานะฉัน เอาบุญกับท่าน คุณยายจะสั่งเด็กในครัวแบบนี้ หลวงพ่อทัตตะไปเกณฑ์คน ระดมคนมาเป็นร้อย หลายร้อยคนนี่ ไม่ต้องกลัวเลยเรื่องอดข้าวอดน้ำ คุณยายจะดูแลเรื่องเสบียงให้เสร็จสรรพเลย หลานเอ๋ย เตรียมน้ำเตรียมอาหารเลี้ยงพวกเราที่ใช้ ที่มาทำงาน มาช่วยงานวัดกันนะ นี่คือคุณยายคอยให้กำลังใจตลอด
ถ้าพวกเราอยู่ในบ้าน ไปทำงาน ยังอยู่ในวัยเด็ก ลูกเรียนหนังสือไปนะ พอลูกกลับมาถึงบ้าน บ้านช่องเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ลูกดูหนังสือได้นะ ตามสบายเลย อาหารพร้อม พ่อแม่อยู่เย็นเป็นสุข ไม่ทะเลาะ ไม่มีปากมีเสียง ครอบครัวนั้น บ้านนั้น ลูกจะเรียนหนังสือได้ดี สอบเอ็นทรานก็ติด เพราะครอบครัวอบอุ่นพ่อแม่ดี บ้านนั้นเย็น ไม่ต้องไปดูที่ไหน ถ้าเป็นสามีภรรยากัน สามีออกไปทำงานนอกบ้านหรือภรรยาออกไปทำงานนอกบ้าน หรือออกไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ พอกลับมาถึงบ้าน บ้านสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย ถามตอนนี้เป็นยังไง ทำงานเหนื่อยไหม สามีถามภรรยา ภรรยาถามสามี ชื่นอกชื่นใจ มันมีกำลังใจที่จะไปรบออกนอกบ้าน ไปสู้กับเขา ไปทำมาหากินแข่งกับเขา มันสู้ได้ หรือคุณพ่อคุณแม่อยู่ที่บ้าน ลูกๆ ออกไปทำงานนอกบ้าน พอกลับมาถึงบ้าน เป็นไงลูก วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม ไปทำอะไรมาบ้างล่ะ ไหนเล่าให้แม่ฟังบ้างซิ ไหนเล่าให้พ่อฟังบ้างซิ เออใจเย็นๆ นะ อดทนหน่อยนะลูกนะ อีกหน่อยก็ดี อะไรต่ออะไร ดูซิลูกคนไหนจะไม่มีกำลังใจไปทำงานนอกบ้าน
และที่เกิดขึ้นมาคือคุณยาย ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย คุณยายเป็น BACK คุณยายให้กำลังใจพวกเรามาตลอด เพราะงั้นเราทำงานนี่ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับงานได้เต็มที่ ตอนหลังๆ นี่ รุ่นหลังมาทำมาช่วยงานก่อสร้างอะไรนี่ พอถึงวันเกิดยาย วันเกิดของคุณยาย คุณยายจะเลี้ยงพิเศษนะ พระที่ตากแดดตากฝนน่ะ ยายจะเลี้ยง จัดอาหารพิเศษเลยล่ะ สำหรับพิเศษให้กำลังใจไปฉันที่กุฏิคุณยาย จัดอาหารมื้อพิเศษให้ ยายรู้ ยายไม่ต้องพูดหรอก พวกพระลูกพระหลานทุกคนรู้ รู้ว่าคุณยายเห็นพวกเราเหนื่อย คุณยายต้องการให้กำลังใจเรา นี่ไงวัดพระธรรมกายมาถึงทุกวันนี้
พวกเราล่ะ ไปทำบ้าน ทำครอบครัว ทำธุรกิจการงานของเรา ใช้วิธีนี้เถอะ คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน คอยให้กำลังใจคนทำงาน เย็นๆ เข้าไว้ พูดเพราะๆ มันตายก็คำนี้แหละ พูดเพราะ คุณยายนี่พูดเพราะ พูดด้วยความเมตตา พูดด้วยความรัก และมีความจริงใจ ให้โอวาท ให้คำแนะนำ ให้การอบรมสั่งสอน พวกเราทำได้ทั้งนั้น ทำบ้านของเราให้เป็นบ้านกัลยาณมิตร บ้านแสงสว่าง ถึงเวลาสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิกัน ถึงเวลาฟังเทศน์ฟังธรรม หลวงพ่อตอนนี้นี่ไปสอนไปเทศน์พวกเราให้พวกเราฟัง ให้กำลังใจพวกเราฟังถึงบ้านเลยนะ เปิดวิทยุฟังดูซิ คลื่นของสถานี A.M. ลองไปเปิดดู F.M. ก็คงจะมี ไปเปิดฟังดูเถอะ ถึงเวลา พ่อแม่ลูก มาเถอะ มาทำบ้านของเราให้เป็นครอบครัวอบอุ่น ครอบครัวแสงสว่าง ครอบครัวตัวอย่างของโลก ครอบครัวกัลยาณมิตร แล้วไม่ต้องกลัวเลยว่าลูกหลานคนในบ้านของเราจะไปติดยาเสพย์ติด จะไปเสียๆ หายๆ นอกบ้าน เพราะบ้านมันเย็น บ้านน่าอยู่
และปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เขาแก้กันไม่ได้หรอก มาดูหลวงพ่อ มาดูวัดเราแก้เถอะ บ้านกัลยาณมิตร บ้านแห่งแสงสว่างคือคำตอบของปัญหาทุกๆ อย่าง บ้านกัลยาณมิตร บ้านแสงสว่างของโลกคือคำตอบในการแก้ปัญหาทุกๆ อย่างในสังคมในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นขออันนี้เอาไว้ให้กับพวกเราทุกๆ ท่านนะ
ในที่สุดนี้ ขออำนาจบุญกุศลที่ได้บรรยายคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ให้เกิดเป็นธรรมะบรรณาการ ขอให้บุญกุศลนี้จงส่งผลให้พวกเราทุกๆ ท่าน จงมีสัมมาทิฐิ มีแต่ความสุข ความเจริญ ความรุ่งเรืองในชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป ให้ไปรู้ ไปเห็น ไปเป็นธรรมะที่คุณยายได้รู้แล้ว เห็นแล้ว แม้จะเป็นเศษส่วนน้อยเสี้ยวหนึ่งของคุณยายก็ตาม ขอให้คุณธรรมทั้งหลายเหล่านั้นจงบังเกิดขึ้นในใจของพวกเราทุกๆ คน ไปทุกภพทุกชาติตราบวันถึงที่สุดแห่งธรรมเทอญ (สาธุ)
สัพเพ…….จบ…
PAGE
PAGE 11
หน้า
431126EW-CNT