ผู้มีวรรณะผ่องใส
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบแทบเท้าพระมหาเถระ กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ยอดกัลยาณมิตรลูกหลานยายทุกท่านนะ (สาธุ)
คืนนี้ก็เป็นคืนที่ ๖๖ แล้ว ที่ลูกหลานคุณยายทุกท่านได้ตั้งใจมาสั่งสมบุญ ร่วมบุญกับคุณยาย เพราะทราบดีว่าคุณยายท่านเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศให้กับเรา แม้กระทั่งวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลวงพ่อท่านก็ยังย้ำพวกเรานะว่าใครจะตักตวงก็ให้มาตักตวงบุญในช่วงนี้ ขณะที่คุณยายยังมีสังขารอยู่
สำหรับคุณธรรมของคุณยาย ลูกหลานยายก็ได้มีโอกาสได้ฟังพระเถรานุเถระ พระอาจารย์หลาย ๆ รูปมาแสดงธรรมให้เรา หลวงพ่อกล่าวว่า ถ้าไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีวัดพระธรรมกาย ได้กินความคลุมเนื้อความทั้งหมด ถ้าไม่มีคุณยาย หลวงพี่เองและหลานคุณยายก็คงจะไม่มีที่สร้างบารมี คงจะไม่ได้มานั่ง ณ จุดนี้ คุณยายท่านช่วยเหลือทุกข์มนุษย์ต่าง ๆ เป็นต้นแบบในการสร้างบารมี สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ สร้างคนดีที่โลกต้องการ แล้วก็สร้างสถานที่ให้เรามาตักตวงบุญกันอย่างเต็มที่
สำหรับตัวของหลวงพี่เอง ก่อนที่จะมาบวชครั้งที่ ๒ เคยไปกราบขอบารมีคุณยายเช่นเดียวกัน ตอนนั้นพาโยมพ่อไป ขอให้คุณยายช่วยเรื่องสุขภาพของคุณพ่อ ปัจจุบันก็ยังขอบารมีอยู่นะ มาร่วมงานยาย มาสวดพระอภิธรรมก็ดี ก็ยังขอบารมีคุณยายอยู่ ได้ทราบประวัติของคุณยายจากหนังสือ หลังจากที่ได้อบรมธรรมทายาทในปี ๓๓ ทราบว่า คุณยายไปช่วยพ่อในนรกได้ ซึ่งเป็นคำถามที่ติดใจหลวงพี่มานานทีเดียว เรื่องนรกสวรรค์มีจริงหรือเปล่า ตั้งแต่วัยเด็กก็แสวงหาธรรมะ สงสัยว่าคนเราเกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน ฟังธรรมจากวิทยุบ้าง ก็ไม่ได้คำตอบที่ถูกใจ จนกระทั่งได้มาทราบประวัติของคุณยาย อัศจรรย์ทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าคนในยุคปัจจุบันนี้จะสามารถไปนรกสวรรค์ได้
ตรงนี้นี่เองเป็นการปลูกสัมมาทิฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง สัมมาทิฐินั้นมีการให้ทานดีจริง บิดามารดามีพระคุณจริง การบูชาบุคคลที่ควรบูชาดีจริง นรกสวรรค์มีจริง โลกนี้โลกหน้ามีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง ทำให้มีความคิดว่าอยากจะทำตามอย่างคุณยาย คือคุณยายท่านไปช่วยคุณพ่อของท่านได้ ก็เลยอยากจะทำให้ได้อย่างคุณยาย เมื่อถึงเวลาเราจะได้ช่วยตัวเอง และก็ช่วยพ่อแม่เราได้ด้วย มีความคิดเช่นนั้น ถือว่าเป็นข้อแรก ของอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฐิ คือ มีความคิดถูก ซึ่งถือว่าได้คุณยายเป็นผู้ปลูกฝังซึ่งความคิดถูกในเรื่องโลกและชีวิต
สิ่งที่นำความปลื้มใจมาสู่ ลูกพระ ลูกเณร ลูกหลานคุณยาย ก็คือ การที่ได้มีโอกาสได้ฟังหลวงพ่อธัมมชโย เล่าว่าคุณยายท่าน Pass ชั้น จากผู้หญิงไปเป็นสมณะเทพบุตร เพราะว่าคุณยาย ใจท่านเป็นพระตลอดเลย หลวงพ่อธัมมชโยบอกว่าถ้าลูกพระ ลูกหลาน อุบาสก อุบาสิกาอยากเป็นสมณะเทพบุตร ก็ต้องให้กาย วาจา ใจของเรานี่เป็นพระตลอดเวลา
คุณยายมีความรัก ความปรารถนาดี มีความเมตตา ใครพบเห็นแล้วอยากเข้าใกล้ เข้าใกล้แล้วอบอุ่น ปลอดภัย คุณยายจะให้กำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นการที่ท่านได้ถวายดวงแก้วแก่พระภิกษุ สามเณร สิ่งของที่เนื่องกับครูบาอาจารย์นี่ ลูกพระลูกเณรปลื้มใจและเห็นคุณค่ามาก จะเก็บเอาไว้อย่างดี แก้วคุณยาย แม้กระทั่งธนบัตร ปัจจัย คุณยายก็เคยถวายเป็นกำลังใจแด่พระภิกษุสามเณร
ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ คุณยายทำบุญถวายปัจจัยพระ เณร หลวงพี่ยังเก็บซองเอาไว้อยู่ เป็นธนบัตรที่ระลึกงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี คุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง นะ ถวายในโอกาสขึ้นปีใหม่ และครบรอบวันคล้ายวันเกิด ณ ศาลาจาตุมหาราชิกา วันอังคารที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๐ เวลา ๑๗ นาฬิกา ๓๐ นาที ซึ่งครบรอบคล้ายวันเกิด ตอนนั้นคุณยายก็อายุ ๘๙ ปี ๑๗ มกราคม ๒๕๔๐
คุณยายท่านได้ให้พรกับพระ กับเณรที่อยู่ ณ ที่นั้น ในวัยขนาดนั้นคุณยายยังให้พรถึง ๕ ข้อทีเดียวน่ะ ก็ได้อาศัยโยมพี่อารีพันธ์ช่วยบอกคุณยาย คุณยายท่านให้พรว่า
ให้มีธรรมะใส ๆ นะ ข้อที่ ๑.
ข้อที่ ๒. ให้ได้บุญกันเยอะ ๆ ทุกคนนะ
ข้อที่ ๓. ให้มีอายุยืนเป็นหมื่น ๆ ปีนะ
ข้อที่ ๔. ให้ได้บวชตลอดอายุขัยนะ
ข้อที่ ๕. ปรารถนาสิ่งใดขอให้สำเร็จนะ
ในตอนท้ายคุณยายพูดว่า สามเณรอย่าดื้อนักนะ เดี๋ยวเขาจะเฆี่ยนเอานะ มีเรียกเสียงหัวเราะทั้งพระทั้งเณร เบิกบานทั้งหมู่คณะ เป็นสิ่งที่คุณยายท่านเมตตาต่อลูกพระ ลูกเณร
สำหรับคุณธรรมของคุณยาย จะพูดถึงเรื่องคุณธรรม ความสันโดษ ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง เขาวิจารณ์ว่าพระพุทธศาสนาสอนให้คนอยู่กับที่ จริง ๆ แล้วนี่ คำว่า ทรัพย์ทั้งหลายที่เรามี จะทำให้เรามีความอิ่มเอิบเบิกบานได้ก็ตอนที่เรามีความพอใจในทรัพย์ที่เรามีอยู่ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีอะไรสักเท่าไหร่เลย มีแต่ความสันโดษ แต่ถ้าเราไม่มีความสันโดษแล้ว หากเรามีเงินสักร้อยล้านพันล้าน ไม่มีความพอใจ มันก็ไม่อิ่ม หาไปเรื่อย ๆ นะ ก็มีความโลภ โลภเพราะไม่พอ ความสันโดษ ถ้าใคร่ครวญ พฤติกรรมของคุณยาย คือ
๑. เป็นผู้มีปกติ พอใจในความพอดี
๒. ยินดี พอใจเท่าที่มีอยู่ เป็นอยู่
๓. เป็นผู้มีปกติ เห็นคุณค่าในสิ่งที่ท่านมี ท่านได้ สิ่งที่ท่านเป็น
๔. มีความพอใจในปัจจุบันกาล
วันนี้หลวงพี่ได้นำพระสูตร อรัญสูตร มีในพระไตรปิฎก เราจะเห็นว่าคุณยายอาจารย์ของเรา หลวงพ่อธัมมชโยท่านมีวรรณะผ่องใส บางครั้งเราก็เจอคนที่ยังไม่เข้าวัด ถามว่าทำไมหลวงพ่อธัมมะจึงมีวรรณะผ่องใส ในอรัญสูตรก็ได้บอกถึงสาเหตุที่วรรณะผ่องใส อยู่ในพระไตรปิฎก สังยุตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ ๒๔ ใครสนใจก็ไปศึกษาเพิ่มเติมได้
ในอรัญสูตรนั้นได้กล่าวว่า เทวดายืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่าวรรณะของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า ฉันภัตอยู่หนเดียว เป็นสัตบุรุษผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ ย่อมผ่องใสด้วยเหตุอะไร
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสตอบว่า ภิกษุทั้งหลาย ไม่เศร้าโศกถึงปัจจัยที่ล่วงแล้ว ไม่ปรารถนาปัจจัยที่ยังมาไม่ถึง เลี้ยงตนด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า วรรณะของภิกษุทั้งหลายนั้นย่อมผ่องใส ด้วยเหตุนั้น เพราะความปรารถนาถึงปัจจัยที่ยังมาไม่ถึง และความเศร้าโศกถึงปัจจัยที่ล่วงแล้ว พวกพาลภิกษุจึงซูบซีด เหมือนต้นอ้อสดที่ถูกถอนเสียแล้วฉะนั้น
ในส่วนของอรรถคถา ได้ขยายอธิบายว่าที่ว่าเทวดานี่ทูลถามว่า ผิวพรรณของภิกษุผู้อยู่ป่าย่อมผ่องใสด้วยเหตุอะไร อรรถคถาจารย์ท่านก็กล่าวกัน ๒ ท่านนะ ท่านแรกถามว่า เพราะเหตุใดเทวดานี้จึงถึงถามอย่างนี้ อรรถคถาจารย์อีกท่านหนึ่งก็ตอบว่าได้ยินว่า คือออกตัว ไม่ใช่ความคิดของตัวเอง ได้ยินว่าเทวดานี้เป็นภุมเทวา อาศัยอยู่ในไพรสณฑ์ เห็นภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่ากลับจากบิณฑบาต หลังภัตแล้วเข้าไปสู่ป่า โดยถือลักษณะกรรมฐาน ก็คือกรรมฐานตามปกติวิปัสสนา ในที่เป็นที่พักในเวลากลางคืน และที่เป็นที่พักในเวลากลางวัน เหล่านั้นนั่งลงแล้ว ก็เมื่อภิกษุเหล่านั้นนั่งด้วยกรรมฐานอย่างนี้แล้ว เอกคตาจิต ซึ่งเป็นเครื่องชำระของท่านก็เกิดขึ้น
ลำดับนั้น ความสืบต่อแห่ง วิสภาคะ ก็เข้าไปสงบระงับ ความสืบต่อแห่งสภาคะหยั่งลงแล้ว สงบระงับจิตย่อมผ่องใส เมื่อจิตผ่องใสแล้ว โลหิตก็ผ่องใส อุปาทารูป ทั้งหลายซึ่งมีจิตเป็นสมัฏฐานย่อมบริสุทธิ์ วรรณะแห่งหน้า ย่อมเป็นราวกะสีแห่งผลตามสุกที่หลุดจากขั้วฉะนั้น
อรรถคถาจารย์ท่านก็ตอบว่าได้ยินมา เอกคตาจิตซึ่งเป็นเครื่องชำระของท่านก็เกิดขึ้นคือจิตมีอารมณ์เดียว จิตเป็นหนึ่ง จนกระทั่งสิ่งที่เป็นข้าศึกของการประพฤติธรรมเข้าไปสงบระงับ จิตก็หยุดปรุงแต่ง ทำให้จิตผ่องใส เมื่อจิตผ่องใสส่งผลให้โลหิตผ่องใส แล้วก็อุปาทารูปทั้งหลาย (อวัยวะร่างกายทั้งภายในภายนอก) อวัยวะส่วนต่าง ๆ ระบบการย่อยอาหารย่อมทำงานได้เต็มที่ การสูบฉีดโลหิตก็ดีทำให้วรรณะผ่องใส
เทวดานั้น ครั้นเห็นภิกษุแล้วจึงดำริว่า ธรรมดาสรีระ วรรณะผิวพรรณแห่งร่างกายนี้ย่อมผ่องใสแก่บุคคลผู้ได้อยู่ซึ่งภาชนะทั้งหลายอันสมบูรณ์ มีรสอันประณีต ผู้มีที่อยู่อาศัยเครื่องปกปิด ที่นอนที่นั่ง มีสัมผัสอันสบาย ผู้ได้ปราสาทต่าง ๆ มีปราสาท ๗ ชั้นเป็นต้น อันให้ความสุขทุกฤดูกาล และแก่ผู้ได้วัตถุทั้งหลาย มีระเบียบ ดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้เป็นต้น
แต่ภิกษุเหล่านี้เที่ยวบิณฑบาตฉันภัตปะปนกัน ย่อมสำเร็จการนอน บนเตียงน้อยด้วยการ ด้วยใบไม้ต่าง ๆ หรือนอนบนแผ่นกระดาน หรือบนศิลา ย่อมอยู่ในที่ทั้งหลาย มีโคนไม้เป็นต่าง ๆ หรือว่าที่กลางแจ้ง วรรณะของภิกษุเหล่านี้ย่อมผ่องใสเพราะเหตุอะไรหนอแล จึงได้ทูลถามข้อความนี้กับพระบรมศาสดา
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เลยตรัสว่าพระเจ้าธรรมิกราชพระนามโน้น ได้มีการอันล่วงไปแล้ว อันล่วงแล้วคือในอดีตที่ผ่านมานั่นน่ะ พระราชาพระองค์นั้นได้ถวายปัจจัยทั้งหลายอันประณีต ๆ แก่พวกเรา อุปัชฌาย์ของเราเป็นผู้มีลาภมาก ครั้งนั้นพวกเราฉันอาหารเห็นปานนี้ ห่มจีวรเห็นปานนี้ ภิกษุเหล่านี้ย่อมไม่ตามเศร้าโศกถึงปัจจัยที่ล่วงมาแล้ว เหมือนภิกษุผู้มีปัจจัยมากบางพวกอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ แม้จะว่า จะได้จีวรหรืออาหารอันประณีต จีวรอย่างดีในอดีตที่ผ่านมาก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ตามเศร้าโศกเลยนะในอดีตที่ผ่าน
ในบทที่ ๒ นี่ ก็คล้าย ๆ กัน พระเจ้าธรรมิกราชจักมีในอนาคต ชนบททั้งหลายจักแผ่ไป วัตถุทั้งหลายมีเนยใส เนยข้นเป็นต้น จักเกิดขึ้นมากมาย ผู้บอกกล่าวจักมีในที่นั้น ๆ ว่าขอท่านทั้งหลายจงเคี้ยวกิน จงบริโภคเป็นต้น ในกาลนั้นพวกเราจักฉันอาหารเห็นปานนี้ จักห่มจีวรเห็นปานนี้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นย่อมไม่ปรารถนาปัจจัยที่ยังมาไม่ถึงอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ย่อมเลี้ยงตนเองด้วยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้ในขณะนั้น
และเมื่อจะแสดงความพินาศแห่งวรรณะนั้นนะ พระพุทธเจ้าก็ตรัสอีกเหมือนกันว่าเพราะปรารถนาปัจจัยที่ยังมาไม่ถึง พวกพระภิกษุจึงซูบซีดเหมือนต้นอ้อสด ที่บุคคลถอนทิ้งที่แผ่นหินอันร้อนจักเหี่ยวแห้งฉะนี้แล อันนี้ในส่วนของอรรถคาถานะ
ทีนี้ก็มาดู คุณยายอาจารย์ของเรา คุณยายอาจารย์ ท่านมีจิตเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบันกาล เหมือนกับพระสูตรที่บอกว่าไม่เศร้าโศกถึงปัจจัยที่ล่วงไปแล้ว ไม่ปรารถนาปัจจัยที่ยังมาไม่ถึง เลี้ยงตนด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า วรรณะจึงผ่องใส ปกติคุณยายอาจารย์ท่านเป็นลูกชาวนา แต่ถ้าเราจะดูให้ดี ดูคุณยาย ดูรูปที่อยู่ต่อหน้าเรานี่ ผิวท่านดำโดยกรรมพันธุ์ แต่ท่านดำแบบผ่องนะ ผ่องเป็นยองใย เหมือนกับนวลตองที่สีขาว ๆ ฉันนั้น เพราะว่าจิตของท่านนี่เป็นปัจจุบัน ไม่หลุดจากศูนย์กลางกายเลย ท่านไม่เสียเวลาไปหวนระลึกถึงเรื่องอดีต อนาคต จิตก็เลยเป็นหนึ่ง ถือได้ว่า คุณยายประพฤติอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำที่คุณยายได้เข้าไปอยู่ใหม่ ๆ เนื่องจากคุณยายท่านมีรูปร่างที่บอบบาง ผอม แล้วก็ผมยาว ตาลึกนะฮะ ตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ทำให้คนนึกรังเกียจ คิดว่าท่านเป็นวัณโรค กลัวจะติดวัณโรคจากท่าน ฉะนั้นเวลาให้อาหารนี่ ก็จะกระแทกส่งให้ จานสังกะสีนี่ก็โยน โยนโครม กระแทกเลื่อน ส่วนคนอื่นเขาก็ให้ดี ๆ
คุณยายอาจารย์เจอเหตุการณ์อย่างนี้ เรามาลองดูว่าคุณยายท่านคิดอย่างไร เพราะว่าไม่ใช่ครั้งเดียว หลาย ๆ ครั้งทีเดียว แล้วก็เจอทุกวัน หลวงพ่อท่านเล่าไว้ว่าคนมีบุญสอนตัวเองได้นะ ท่านก็สอนตัวเองได้ แปลกทีเดียว เหมือนตัวท่านเป็นทั้งครูและเป็นทั้งนักเรียน นักเรียนมี ๑ คนในห้อง ครูก็มี ๑ คนนะ สอนว่าเออ เรามาอยู่นี่นะ เรามาอยู่เพื่อปฏิบัติธรรม ออกมาจากบ้านมาเพื่อปฏิบัติธรรม จะมาศึกษาวิชชาธรรมกาย อาหารมื้อนี้ ทุกมื้อก็เป็นของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่ท่านได้มาด้วยบุญจากผู้ที่มีศรัทธา เขาอยากจะได้บุญ ท่านก็เป็นเนื้อนาบุญ คนอยากได้บุญ ก็มาทำบุญกับท่านนะ แล้วท่านก็เผื่อแผ่มาถึงคุณยายและทุก ๆ คน
ไม่ว่าเขา จะให้อาหารด้วยกิริยาอาการอย่างไรก็ตาม คนทำอาหารเขาคงเหนื่อยนะ นี่คุณยายท่านก็ยังมองเห็นความดีนะ ของคนที่กระแทกอาหารให้กับคุณยายนะว่า คนทำอาหารคงจะเหนื่อย เพราะว่าเขาต้องอยู่หน้าเตาไฟ ต้องตื่น ตื่นแต่ดึกทีเดียว ต้องหาอาหาร มาปรุงอาหารอยู่ที่หน้าเตาไฟ มันร้อนอยู่แล้วนะ วิ่งก็เหน็ดเหนื่อย เคลื่อนไหวก็ต้องเหน็ดเหนื่อย เขาจะให้ด้วยอาการอย่างนี้ก็ดีถมไปแล้ว หน้าที่เราคือกินอย่างเดียว กินอาหารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กินเพื่ออะไร เพื่อให้มีแรง มีแรงเพื่ออะไร เพื่อประพฤติธรรม นี่มาลงตรงที่ว่ามาเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย เพื่อประพฤติธรรม ให้ด้วยอาการอย่างไร เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เขามีเรี่ยวมีแรง เขาเหนื่อย เขากระแทกก็เป็นเรื่องของเขา
ส่วนใครที่มองว่าเป็นวัณโรคก็ดีเหมือนกัน คุณยายจะได้ปลีกตัวมาอยู่คนเดียวตามลำพัง ทานอาหารคนเดียว เราจะอิ่มตอนไหนก็ได้ ไม่ต้องไปเกรงใจเขา เราก็ทานของเราคนเดียว ทานคนเดียว จะได้มีเวลาในการตรึกธรรมะด้วย ทานอาหารไป ก็ตรึกธรรมะไปด้วยนะ ทานเสร็จก็ไปล้างจาน ล้างจานก็ไปล้างใจด้วย สะอาดทั้งจาน สะอาดทั้งใจ แล้วท่านก็สบาย เป็นสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยเล่าเอาไว้ เวลาเขาให้อาหาร คุณยายก็คิดว่าเป็นอาหารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็มีความพอใจ มีความพึงพอใจในอาหารที่ท่านได้ในปัจจุบันนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำก็จะทดสอบขันติบารมีของคุณยายด้วย คุณยายท่านก็ไม่ได้น้อยใจอะไรเลย
ส่วนในเรื่องของเตียง เตียงที่ท่านได้ หลวงพ่อท่านเล่าว่าเวลาเขาจัดที่นอนให้ ให้เตียงเก่า ๆ คำว่าเตียงเก่าคือเตียงที่ชราภาพแล้ว มีสภาพที่ใช้การไม่ค่อยได้ มันโย้ ๆ เย้ ๆ ผุ ๆ พัง ๆ สกปรก รกรุงรัง แล้วก็เอียง ๆ ท่านก็รับมาด้วยความเต็มใจ ตรงนี้รับมาด้วยความเต็มใจ ใจไม่ได้สูญเสียความสงบของใจในสิ่งที่ท่านมี ไม่ได้สูญเสียเป้าหมายที่จะมาเรียนวิชชาเลย เจอเตียงอย่างนี้ท่านก็มาขัดให้สะอาด เห็นคุณค่า เช็ดอย่างดี อย่างกับเป็นเตียงที่ปูด้วยที่นอนนุ่ม ๆ ของพระราชาอย่างนั้น ทำความสะอาดด้วยหัวใจที่ร่าเริงเบิกบานว่าเราจะได้เรียนวิชชาธรรมกาย นี่ใจท่านเป็นอย่างนี้นะ ท่านไม่คิดเหมือนผู้ที่ยังไม่มีคุณธรรมหรอกว่า โอ้โฮ นี่ เอาเตียงชนิดนี้มาให้เรานะ ก็ควานหาคนแล้วคราวนี้ ทำไมมันไม่เอาเตียงโน้น หลวงพ่อท่านก็บอกว่าถ้าหากคิดอย่างนี้เป็นอย่างไร จะได้เรียนวิชชาธรรมกายไหม ก็ไม่ได้เรียน มุ่งไปหาคนนั้น ไม่ได้มุ่งไปหาวิชชา
พอท่านมุ่งจะไปหาวิชชา ท่านก็ไม่ได้มุ่งไปหาคนว่าคนนั้นคือใคร ชื่ออะไร นามสกุลอะไร พ่อแม่เป็นยังไง ทำไมถึงเอาเตียงอย่างนี้มาให้ มีความคิดอันไหน เพราะท่านมุ่งเอาวิชชา เห็นไหมดูซิว่าเป้าหมายท่านนี่คนละอย่าง เพราะฉะนั้นเตียงท่านก็เลยเหมือนกับได้เตียงที่ลอยมาจากบนสวรรค์ ปูด้วยที่นอนนุ่มอย่างดีเหมาะสำหรับราชา ผู้ที่มีอานุภาพ ปกครองแว่นแคว้นในทิศทั้ง ๔ ทิศทั้ง ๘ เช็ดถูสะอาดทีเดียว
จะเห็นว่าคุณยายอาจารย์ของเรานี่มีความพอใจนะ พึงพอใจในความพอดี ได้เตียงมาอย่างไร แล้วก็ใจไม่ได้สูญเสียความเป็นปกติเลย เหมือนกับพระอริยสูตร มีจิตเป็นปัจจุบัน พอใจในสิ่งที่ตนได้มาเฉพาะหน้า มีตัวอย่างเช่นเดียวกันในสมัยที่คุณยายอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ มีผู้ชายมาบริภาษ มาด่าว่าคุณยาย ก็ว่าไปเรื่อย ๆ เลยนะ ในตอนท้ายเขาก็กล่าวว่าผมไม่เชื่อยายหรอกว่านรกสวรรค์นี่มีจริง คุณยายท่านก็เลยตอบว่ายายก็ไม่ได้ให้คุณมาเชื่อยายนี่ ชายคนนั้นก็ได้คิดเลยนะ เออจริงซินะ ยายก็ไม่ได้ให้ผมเชื่อยาย งั้นผมทำบุญกับคุณยาย ๑๐๐ บาท แล้วก็ชายคนนั้นก็หายไปเลยนะ คุณยายท่านไม่ได้ใส่ใจ ในขณะที่ชายคนนั้นได้มากล่าวว่า แต่ในตอนท้ายนี่ได้พูดพาดพิงถึงท่าน อย่างนี้ท่านจึงตอบ เพราะว่าคุณยายท่านมีจิตเป็นปัจจุบัน ถ้าคุณยายคิดว่าจะตอบเขาอย่างไรดีนี่ เครียดนะ เอกคตาจิตไม่เกิดนะ จิตไม่รวมเป็นหนึ่ง แล้วที่เราได้ทราบก็คือคำพูดของคุณยายนี่เป็นที่สุดนะ ที่สุดแห่งคำทีเดียว หมายถึงอะไร คือพูดแล้วนี่ ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดต่อ หรือพูดแล้วนี่ ไม่มีอะไรที่จะต้องถามต่อ หมดคำถามเลย
อีกวันหนึ่ง ชายคนเดิมมาอีกแล้ว มาบอกว่าผมไม่เชื่อหรอกนะว่าชาตินี้ชาติหน้ามีจริง คุณยายท่านก็ถามกลับไปว่าเมื่อวานนี้มีไหม พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ก็มีนะ ท่านบอกเมื่อวานก็มี พรุ่งนี้ก็มี เดือนก่อนล่ะมีไหม ปีก่อนมีไหม เดือนหน้ามีไหม ปีหน้ามีไหม แล้วทำไมชาติหน้าจะไม่มี การอธิบายของท่านง่าย แล้วบุคคลผู้นั้นได้ฟัง ตรองตามแล้วก็คิดได้
ถ้าเกิดว่าเราได้นำหลักนี้มาใช้กับชีวิตปัจจุบันคือไม่เสียใจ ไม่ดีใจกับอดีต หรือว่าไม่กังวลกับอนาคต แต่ว่ามีใจอยู่กับปัจจุบันนี่ จะช่วยให้เราหมดความกังวลไปเยอะเลย คือเรามีความพอใจกับสมบัติที่เรามีอยู่ตรงนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดหา ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ขวนขวายนะ อันนี้ก็คนละประเด็นกัน
ในหนังสือคำสอนยายเล่มที่ ๑ คุณยายพูดถึงว่ายายอยู่กับปัจจุบัน กล่าวว่า คนส่วนมากนี่ไม่รู้จักยาย ยายเป็นคนที่ไม่น้อยใจอะไรเลย ยายสอนตัวเองตลอดเวลาว่าตัวเราเองจะโง่หรือฉลาด ไม่รู้หนังสือ จะยากดีมีจนอะไรก็ช่างมันเถอะ ในเมื่อเราเกิดมาแล้ว คิดแต่ว่าเกิดมาแล้วมีหน้าที่จะต้องทำความดีให้มาก ๆ ภพชาติต่อไปเบื้องหน้าจะได้แต่ของดี ๆ ของไม่ดีอย่าได้รู้จักเลย คิดแต่ว่าปัจจุบันจะทำดีเพื่ออนาคตจะได้ของดี ๆ เรื่อยไป อดีตผ่านมาแล้ว ไม่เคยเก็บมาคิดเลย คิดแต่ว่าปัจจุบันจะต้องทำให้ดีที่สุด เหมือนอย่างเมื่อยายเป็นชาวนา ยังไม่ได้เข้าวัด ยายมีเพื่อนมากมาย แต่พอเข้าวัดแล้ว ยายก็คิดอย่างเดียวว่าจะเอาธรรมะ อย่างอื่นไม่ได้คิดเลย เพื่อนมาก ๆ ก็ไม่ได้คิดถึง
พอยายอยู่ในโรงงานทำวิชชา หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้ให้ทำวิชชาก็คิดอย่างเดียวว่าจะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ คือหลวงพ่อถามอะไรมานี่ จะต้องตอบหลวงพ่อให้ได้ทุกอย่าง ใจจึงต้องจรดธรรมะจี๋เลย ทำให้วิชชาของยายก้าวหน้ากว่าคนอื่น พอมาอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ ก็คิดแต่จะทำสถานที่ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้เป็นที่สร้างบารมีได้เป็นอย่างดี อย่างอื่นก็ไม่ได้คิด พอมาอยู่ศูนย์พุทธจักร ก็ไม่ได้คิดถึงบ้านธรรมประสิทธิ์เลย คิดแต่จะทำศูนย์พุทธจักรให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้เป็นที่สร้างบุญได้มาก ๆ คิดอยู่แต่เฉพาะหน้าว่าจะทำให้ดีที่สุด เรื่องอื่นไม่ได้คิดเลย ยายคิดจะทำเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด เพื่ออนาคตจะได้แต่ของดี ๆ ให้ไว้เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๒๐ “อยู่กับปัจจุบัน”
สิ่งของที่ท่านได้ก็ดี ที่ท่านมีอยู่ก็ดีนี่ ท่านจะเห็นคุณค่า ตั้งแต่สมัยบ้านหมายเลข ๑ นะ บ้านหลังแรกเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้หวาย ๒ ตัว ที่ท่านก็มาตัด เนื่องจากว่าที่รองนั่งนี่ขาด ใช้การไม่ได้ ก็เหลือแต่โครง แต่คุณยายก็เก็บมาทำความสะอาดอย่างดีนะ เอาไว้เป็นเก้าอี้รับแขก คุณยายก็คิดว่าก็ยังดีกว่าที่จะไม่มีเก้าอี้รับแขก
ท่านก็เห็นคุณค่ามากว่าบ้านกัลยาณมิตรหลังแรกนี่ แม้ว่าจะสร้างอย่างไม่ถูกสุขลักษณะคือมัน เสาอาจจะโย้ ๆ เย้ ๆ นี่นะฮะ แต่ว่าท่านก็เห็นคุณค่าแล้วก็รักษาให้ดี ก็คือปกติคุณยายท่านก็ทำความสะอาดอยู่แล้ว กวาดบ้านเช้าเย็น เช็ดถู วันละ ๓ เวลาเลย เช้า กลางวัน เย็น เพราะท่านตระหนักเห็นคุณค่าว่าบ้านหลังนี้จะเป็นที่รองรับผู้มีบุญ ก็คือรอพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยนะ หมู่คณะที่จะตามมา เห็นว่าบ้านหลังนี้เป็นสมบัติของพระศาสนา เป็นสิ่งที่พระนิพพานท่านส่งสมบัติอันนี้มาให้ ท่านเห็นราวกับว่าเป็นรัตนบัลลังก์ในการสร้างบารมี แล้วก็เป็นบ้านที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสมัยนั้นนี่ อนุญาตให้ท่านอยู่ หมายถึงว่าใครคนไหนจะมาไล่คุณยายไปก็ไม่ได้ แล้วท่านก็ใช้บ้านหลังนี้แหละในการรับแขก ซึ่งส่วนใหญ่ในสมัยนั้นก็มีเป็นลูกศิษย์ลูกหาของคุณยายทองสุก ใช้เป็นที่รับแขกด้วยนะ ใช้สำหรับบอกบุญงานของคุณยายทองสุก งานศพ และใช้เป็นที่ดูแลรักษาคุณยายทองสุก อุปัฏฐากอย่างดี ท่านเห็นคุณค่ามากทีเดียว
ที่คุณยายเห็นคุณค่าอีกประการหนึ่ง เวลาที่หลวงพ่อธัมมะท่านให้พร ท่านก็จะหลับตา หลับตาพนมมือรับพรจากหลวงพ่อธัมมะ เพราะท่านเห็นว่าสิ่งที่หลวงพ่อธัมมะท่านให้พรนี่ ธรรมะนี่หาฟังได้ยาก แล้วก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ท่านตระหนักในคุณค่าตรงนี้นะ ในสมัยบ้านธรรมประสิทธิ์มีคนนำกล้วยมาถวายคุณยาย ๑ หวี คุณยายรับด้วยความเต็มใจแล้วก็ท่านก็ไปแขวนไว้ แล้วให้ลูกศิษย์ลูกหาเขียนป้ายว่ายายอนุญาตให้ทานได้ เผื่อลูกศิษย์ลูกหาที่มา มาหาท่านในตอนเช้าก็ดี ไม่เจอคุณยายหรือว่ายังไม่ทานข้าวเช้ามานี่ ก็จะได้ทาน ท่านรับด้วยความเต็มใจ ไม่ได้ดูถูกว่ากล้วยน้ำว้าหวีหนึ่งเลย
มีคุณยายหลังค่อมท่านหนึ่งมีอาชีพเก็บผักบุ้งขาย เลี้ยงหลานหลายคน เก็บผักบุ้งแล้วก็สะสมปัจจัยวันละสลึง รวบรวมครบ ๑ บาท แล้วก็มาทำบุญกับหลวงพ่อบอกว่ายายจน ขอถวายท่าน พอข่าวนี้รู้ถึงคุณยายอาจารย์ คุณยายท่านก็คุมบุญให้เลยนะ ท่านไม่ได้ดูถูกปัจจัยเลยที่ญาติโยมถวายมานี่ ท่านเห็นคุณค่า แล้วก็ท่านก็คิดว่าเป็นปัจจัยที่ญาติโยมนี่จบเหนือหัวมา เพราะฉะนั้นต้องใช้อย่างมีคุณค่า
ในส่วนนี้นี่เป็นคุณธรรมคุณยายท่านได้สอนในเรื่องหยาบ ๆ สอนพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อได้พูดถึงสมัยกฐินยายหลายปีแล้ว ในเรื่องหยาบ ๆ หลวงพ่อท่านก็เล่าว่าที่คุณยายสอนก็เรื่องนี้แหละ ให้มักน้อย ให้สันโดษ ไม่ระคนด้วยหมู่คณะ มีเสื่อผืนหมอนใบ ยินดีตามปัจจัยตามมีตามได้ นี่ก็เป็นเรื่องหยาบ ๆ ที่คุณยายท่านสอนบ่อย ๆ
อีกตัวอย่างหนึ่งในสมัยที่คุณยายอยู่โรงงานทำวิชชา มีคนนำน้อยหน่ามาถวายให้กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้แจกจ่ายน้อยหน่านี่ หลวงพ่อธัมมะเล่าว่า น้อยหน่านี่มันเกิดจากบนต้นนะ มันไม่ได้ออกมาจากโรงงาน โรงงานนี่เวลามันปั๊มออกมา มันเท่ากันนะ จะกำหนดสเปคก็ได้ จะเล็กใหญ่ยังไง ก็กำหนดสเปคไป เวลาออกมาก็เท่ากัน แต่หลวงพ่อท่านเล่าว่าต้นน้อยหน่ามันมีอารมณ์ศิลปินนะ เวลามันผลิตลูกออกมานี่ โตก็มี ปานกลางก็มี เล็กก็มี แล้วก็ค่อย ๆ ทยอยกันออก เมื่อเป็นอย่างนี้ น้อยหน่าในถุงจึงโตไม่เท่ากัน แล้วก็ความไม่เท่ากันนี่แหละ จึงทำให้ความปรารถนาของทุกคนนี่มาอยู่ตรงกันก็คืออยากจะได้ลูกใหญ่ แต่ว่าลูกใหญ่มีอยู่อย่างจำกัด มันก็มีไม่เท่ากัน มีอยู่จำกัด การแจกจ่ายในตอนนี้ หลวงพ่อท่านเล่าว่ามันทำให้อารมณ์ที่นิ่งนี่กระเพื่อมได้ หวั่นไหว แล้วแต่ว่าใครหยุดสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์
เขาก็แจกจ่ายกันไปหมด แทนที่จะได้มาลูกแค่ไหนก็แล้วแต่ ได้มาแล้ว เราก็กิน กินแล้วเอากำลังมาสร้างความดี แต่ไม่อย่างนั้นนะ หลวงพ่อท่านบอก มันผสมอารมณ์มาด้วย อารมณ์ของความชอบหรือไม่ชอบ คิดไปโน่นเลยว่าหลวงพ่อรักไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นก็มีการกระทบกระทั่งกันด้วยเรื่องกระจุ๋มกระจิ๋ม เรื่องปลีกย่อย แล้วลูกที่สุดก็มาถึงคุณยายของเรา
ทีนี้ เรามาดูว่าคุณยายท่านมีความรู้สึกอย่างไรกับลูกเล็ก หลวงพ่อท่านก็บอกว่าท่านก็เฉย ๆ นะ ท่านดูน้อยหน่า แล้วท่านก็พูด ก็ดูพวกนั้น ดูพวกนั้นว่าทำไมจะต้องทะเลาะกันด้วย ทำไมจะต้องทะเลาะกันด้วยกับเรื่องแค่น้อยหน่าแค่นี้เอง ท่านได้มา ท่านก็กินอย่างเดียว ใจท่านเป็นปกติ ไม่ได้คิดอะไรเลย ใจท่านอยู่กับปัจจุบันตลอด อยู่กับศูนย์กลางกายเป็นปกติเลย นี่ขนาดในโรงงานทำวิชชานะ นักรบในสมัยนั้น อย่างที่เราได้รับทราบว่าคุณยายได้รับคำยืนยัน จากหลวงพ่อวัดปากน้ำ “ลูกจันทร์เป็นหนึ่งไม่มีสอง” ใจท่านนิ่งเป็นปกติเลย
ความสันโดษ ในเรื่องของบุญนี่ ไม่ต้องสันโดษกันนะในเรื่องของบุญ ต้องขวนขวายอย่างเต็มที่เลย เพราะว่าคำสอนยายนี่ ท่านบอกว่า ให้ขวนขวายบุญ ขวนขวายสร้างบุญให้เต็มที่ คุณยายท่านกล่าวไว้ว่าธรรมะนี่เป็นของละเอียดลุ่มลึกมาก ยากที่คนทั่วไปจะเข้าถึงได้ง่าย ๆ หรือเข้าใจได้ภายในช่วงเวลาอันสั้น
กว่าเราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ใช่ง่ายนะ ลำบากนะ จะได้เป็นมนุษย์ไม่ใช่ง่าย ๆ ฉะนั้นเราเกิดมาแล้ว พบพระพุทธศาสนาแล้วนี่ ก็ต้องสร้างบุญบารมีให้คุ้มค่า เพื่อให้บุญบารมีของเราเต็มเปี่ยม จะได้หาทางพ้นทุกข์ได้ เกิดมาแล้วจะเป็นอะไรก็ช่าง มีฐานะอย่างไรก็ช่าง จะอย่างไรเราก็ทนเอา เราเกิดมาแล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ กรรมเราทำไว้อย่างไรก็ได้อย่างนั้น ถ้าอยากให้ดีกว่านี้นะ ถ้าอยากให้ดีกว่า ก็ต้องทำความดีให้มากยิ่งขึ้นอีก ในเมื่อเกิดมาแล้วทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น ตัวเราเองก็ต้องตายด้วย แล้วก็ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ เราต้องขวนขวายหาบุญกุศลติดตัวเราไปมาก ๆ สมบัติอย่างอื่นเราก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ เราเกิดมาแล้วเป็นอย่างนี้ ก็ต้องทนเอา ทนเอาเถอะ ทำให้ดีที่สุด ทำตัวของเราให้ดีที่สุด แล้วพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดีที่สุด ในอนาคตข้างหน้าจะได้แต่ของ จะได้แต่สิ่งดี ๆ อย่าขี้เกียจนั่งธรรมะ พยายามนั่งธรรมะให้มาก ๆ เพื่อให้จิตใจมีสมาธิหนักแน่น ถ้าเราไม่มีสมาธิแล้ว อกุศลก็เข้าถึงจิตใจเราได้ง่าย บาปก็เกิดแก่ใจเรา แค่เราทำสมาธิให้มั่นคง บุญกุศลก็เกิดขึ้นแก่ใจเราเสมอ ๆ บาปอกุศลก็แทรกไม่ได้
นี่เป็นคำสอนยาย ที่กล่าวเอาไว้ให้ขวนขวายสร้างบุญให้เต็มที่ เราได้มีโอกาสมาสั่งสมบุญกับคุณยาย โดยเฉพาะวันอาทิตย์มีอาทิตย์หนึ่งมีผู้นำบุญ ยอดกัลยาณมิตร มาบอกว่าตั้งแต่จัดงานคุณยาย ยังไม่เคยขาดเลย หลวงพี่ได้ฟังแล้วรู้สึกปลื้มและอัศจรรย์ใจและก็อนุโมทนา แล้วก็ขออนุโมทนากับลูกหลานคุณยายที่มาร่วมงานคุณยายในวันนี้กันทุก ๆ คนด้วยนะ
เพราะว่าหลวงพ่อท่านกล่าวเอาไว้ว่าคุณยายท่านเป็นเนื้อนาบุญ บุคคลที่จะแสวงหาบุญ เพราะรู้ว่าบุญนั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต ตั้งแต่เป็นปุถุชนจนถึงพระอริยเจ้านี่ พึงแสวงหาจากเนื้อนาบุญ แล้วก็ท่านกล่าวต่อไปว่าเนื้อนาบุญนั้นคือพระธรรมกาย เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศที่จะส่งผลต่อผู้มีความเคารพเลื่อมใส บริจาคด้วยศรัทธา ทำบุญกับท่าน ใจจรดถึงท่านเหมือนชาร์จแบตเตอรี่ จะมีความสุขไปทุกภพทุกชาติ ใครอยากได้บุญที่ถูกจุดแห่งบุญในวาระนี้ พึงทำกับคุณยายเถอะ นาบุญว่าเลิศที่ขยายเต็มพื้นโลกนี้ เอามาต่อกันยาวไปเรื่อย ๆ ต่อกันไปเรื่อย จากโลกนี้ไปโลกอื่น จากจักรวาลนี้ไปจักรวาลอื่น ต่อเนื่องกันไปอย่างนั้น ไม่มีขอบเขตไปเรื่อย นั่นคือบุญมหาศาลที่จะบังเกิดขึ้นกับผู้ที่ต้องการแสวงบุญ จากบุคคลที่เป็นเนื้อนาบุญควรแก่การบูชา
และในท้ายที่สุดนี้ หลวงพี่ก็อยากจะเชิญชวนพวกเรา ได้หลับตานั่งสมาธิ ให้ใจเราหยุดนิ่งลงไปตรงกลางกาย สำหรับความสันโดษถ้าพูดถึงในแง่ของการปฏิบัติธรรมก็คือการที่เรามีความพึงพอใจในสิ่งที่เราเห็น ในภาพทุก ๆ ภาพ ในประสบการณ์ทุก ๆ ประสบการณ์ เราจะต้องมีความพึงพอใจนะ
เราก็นึกถึงคุณยายอาจารย์ของเรา ผู้มีพระคุณทั้งต่อมนุษย์ ต่อเทวดา ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายทีเดียว ให้เรามีภาพของคุณยายอาจารย์อยู่ในใจของเรา ให้คุณยายอาจารย์ท่านได้กลั่นแก้อุปสรรคที่ติดมาข้ามภพข้ามชาติ โดยทำใจนิ่ง ๆ เบา ๆ ที่กลางกาย คุณยายก็จะปรับแก้ไขให้เราเอง ทำใจหยุดใจนิ่งกันสักครู่หนึ่งนะ
*********************************** จบ ***********************************