ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คำพูดของคุณยาย เป็นสุดยอดของคำพูด

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต กราบแทบเท้าพระมหาเถระ กราบคารวะพระเถรานุเถระทุกท่าน สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ยอดกัลยาณมิตรลูกหลานทุกท่าน วันนี้ก็เป็นวันที่ ๕๔ ที่พวกเราได้มาบำเพ็ญกุศลให้กับคุณยายอาจารย์ของเรา ตลอดระยะเวลา ๕๐ กว่าวันที่ผ่านมา นอกจากพวกเรา ได้มาฟังสวดพระอภิธรรมแล้ว ยังได้ฟังสิ่งที่พระมหาเถระ พระเถรานุเถระที่ท่านประทับใจในคุณธรรมของคุณยาย แม้จะมีเรื่องที่ซ้ำกัน แต่ว่าแง่มุมที่ได้ไม่เหมือนกัน แต่ละรูปมีความประทับใจในตัวคุณยาย แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ว่าสิ่งที่ได้พบ สิ่งที่ได้เห็นนั้นต่างกรรม ต่างวาระ มีความประทับใจมากน้อยต่างกัน ซึ่งหลวงพี่ฟังมาก็มีความรู้สึกว่าคุณธรรมคุณยายนั้นมีมากมายนัก ยากที่พวกเราได้จะได้พรรณนาให้หมดได้ นึกถึงคำของพระสารีบุตรแม้ท่านเป็นผู้เลิศด้านปัญญาก็ตาม แต่ว่าท่านจะกล่าวคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้หมดนั้น เป็นไปไม่ได้ คุณธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านกล่าวได้นั้น เหมือนเอาเข็มจุ่มลงไปในแม่น้ำ แล้วน้ำรอดรูเข็มได้เท่าไรนั้น นั่นคือคุณธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านสามารถบรรยายได้ หลวงพี่ก็คิดว่าคุณธรรมคุณยายที่พวกเราได้รับฟังมานั้นก็เพียงส่วนน้อยนิด ส่วนที่เราเห็นด้วยตาเนื้อบ้าง ส่วนที่ท่านแสดงมาให้เราเห็นบ้าง แต่ส่วนที่ละเอียดๆ ที่เรายังไม่รู้นั้น มีอีกมากมาย เวลาฟังคำสอนหรือเรื่องราวของคุณยายจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยก็ตาม พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะ หรือพระมหาเถระทุก ๆ รูปที่ท่านขึ้นมาเล่าให้ฟัง หลวงพี่จะพยายามตรึกตรองไปด้วย คิดตามไปด้วย เพราะว่าจะเป็นการทบทวนคำสอนของคุณยายซึ่งหลวงพี่ บางเหตุการณ์นั้นก็อยู่ในสถานการณ์นั้น จะได้ทบทวน จะได้จดจำให้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น บางเหตุการณ์ แม้อยู่ในเหตุการณ์แต่แง่คิดที่ได้ไม่เหมือนพระเถระที่ท่านจับแง่คิดได้ดี เพราะปัญญาหลวงพี่มีน้อย บางทีคิดไม่ทัน แต่ท่านจับได้ ทำให้เราได้สิ่งดี ๆ จากแง่คิดของท่าน จะได้นำมาฝึกฝนตัวเองเพิ่มพูนให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตัวอย่างเช่นเมื่อฟังพระอาจารย์หลวงพี่วิชเชสโก เล่าให้ฟังว่าคุณยายมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ยกมือไหว้พวกเราก่อนทุก ๆ ครั้งไป หลวงพี่ก็มาเจอ หลวงพี่จำได้ เมื่อมาวัดอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ นั้น มาครั้งแรกมาเวลาเย็น ๆ ในวันศุกร์ หลังจากเลิกเรียนแล้ว ก็นั่งรถเมล์เข้ามาวัด บางวันก็มาทัน บางวันก็ไม่ทัน มาทันในที่นี้ก็คือมาทันคุณยาย ปกติเย็น ๆ ท่านจะมานั่งอยู่โซฟาที่อาคารยามา หลวงพี่ก็จะเปิดประตูเข้าไปกราบท่าน ยังไม่ทันจะวางกระเป๋าเลย ท่านก็พูดว่าสวัสดีคุณ กำลังกราบอยู่ ท่านก็ถามว่ากินข้าวหรือยัง มาจากไหน อะไรอย่างนี้ ท่านก็ถาม ทักทาย ให้เราคุ้นเคยกับท่าน จะเป็นอย่างนี้ หลวงพี่เห็นจนเจนตา เห็นเฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไรเลยนะ จนกระทั่งหลวงพี่ท่านมาชี้ให้ดูนี่เป็นความอ่อนน้อมของท่านนะ และยิ่งทึ่งเข้าไปใหญ่เลยว่าเมื่อได้อ่านคำสอนที่หลวงพี่ท่านบันทึกเอาไว้ว่า คุณยายไหว้คนที่มาศูนย์พุทธ (วัดพระธรรมกาย) ทุกคนเลย ท่านบอกว่าคนที่มาเจอยาย บางคนก็ศรัทธายาย บางคนก็มาจ้องจับผิด ยายแก่แล้ว คนแก่ย่อมทำอะไรช้า ๆ แต่พอยายยกมือไหว้ แทนที่เขาจะจับผิด เขาก็ยกมือรับไหว้ยาย เป็นการปิดนรกให้เขา เพราะเราอย่านึกว่าการที่เราดูหมิ่นผู้ที่มีศีลมากกว่า มีคุณธรรมมากกว่านั้น มีโทษน้อย มีโทษมากนะ นี่แสดงถึงความเมตตาของท่านทีเดียว มีโทษถึงขนาดที่ว่าแม้บรรลุธรรมแล้ว ธรรมนั้นอาจจะเสื่อมได้ หรือว่าถ้ามั่นคงเป็นพระโสดาบัน ก็ไม่สามารถที่เจริญคุณธรรมต่อไปได้ ขนาดนั้น ก็ไม่ต้องกล่าวถึงคนที่มีกิเลสหนา ว่าจะได้บรรลุธรรม ให้เข้าถึงธรรม ไม่ต้องไปพูดกัน คุณยายท่านมีความเมตตาต่อบรรดาศิษย์ทั้งหลายมาก และเวลาหลวงพี่ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่าถึงความกตัญญูที่ท่านดูแลคุณยายทองสุข เมื่อยามท่านป่วยท่านก็ดูแลโดยไม่มีความรังเกียจเลย แม้จะมีกลิ่นที่ไม่น่าชวนจะดมนัก ท่านก็ไม่ได้รังเกียจ ทำความสะอาดเช็ดถูอย่างดีเต็มสติปัญญาของท่าน ฟังแล้วก็ชื่นใจ ถามว่าหลวงพี่เชื่อไหม ทุกอย่างที่หลวงพ่อเล่าเกี่ยวกับคุณยาย หลวงพี่เชื่อหมดเลย เพราะหลวงพี่สามารถเทียบเคียงได้ในบางเรื่อง บางเรื่องก็เห็นด้วยตา เพราะฉะนั้นหลวงพี่เชื่อ ในเรื่องนี้ก็เหมือนกัน แม้หลวงพี่จะมาไม่ทันคุณยายทองสุข แต่ก็มีเรื่องที่นำมาเทียบเคียงได้ จำได้ว่าตอนนั้นหลวงพี่มหาชิโตไม่สบาย สมัยโน้นเด็กวัดก็มีอยู่ ๒-๓ คนเท่านั้น มีไม่เยอะ ส่วนใหญ่ที่อยู่ประจำวัด ๒-๓ คน นอกนั้นก็จะออกไปบอกบุญกัน คุณยายก็มาบอกที่อาคารยามาว่า ให้นึกถึงคุณความดีของหลวงพี่มหาชิโต ท่านอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจ สร้างเสนาสนะให้พวกเราได้ใช้อย่างสะดวกสบาย ให้นึกถึงคุณท่าน เมื่อท่านไม่สบายแล้ว ให้ไปดูแล อุปัฏฐากท่านด้วย นี่เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ ที่เจอกับตัวเองก็คือ ตอนนั้นจำได้ว่าปี ๒๕๓๖ วันนั้น หลวงพี่เข้าไปที่อาคารเลขา ตอนนั้นคุณยายฉันเสร็จแล้ว กำลังฉันวิตามินถ้วยตะไลหนึ่ง คือท่านถือถ้วยชา ซึ่งในนั้นเต็มไปด้วยวิตามินทั้งหลาย เม็ดใหญ่บ้างเล็กบ้าง แต่เห็นท่านฉันไปทีละเม็ด ทีละเม็ด ฉันเม็ดหนึ่งดื่มน้ำคำหนึ่ง ก็ถามท่านว่า ยาย ฉันยาเยอะจังเลย คุณยายท่านก็ยื่นถ้วยมาตรงหน้า แล้วบอกว่า อารีพันธุ์เขาจัดให้ยายฉัน เยอะแยะเลยนี่ แต่สิ่งที่สะดุดใจหลวงพี่คือท่านบอกต่อว่า แต่เขาอยากให้ยายแข็งแรง ลองพิจารณาดูกับคนที่ต่ำกว่า ท่านยังคิดถึงเลย เพราะฉะนั้นคนที่สูงกว่าท่าน ที่สอนธรรมะในเบื้องต้นให้กับท่าน แล้วท่านจะไม่ดูแล หลวงพี่ไม่เชื่อ หลวงพี่เชื่อว่าท่านต้องดูแลเป็นอย่างดี นึกแล้ว ใช่ เวลาฟังหลวงพ่อ หลวงพี่จะนึกว่าใช่ ไม่มีความสงสัยเลย เพราะว่าความดีของท่านเห็นมาด้วยตาบ้าง สัมผัสมาด้วยตัวเองว่า เห็นมาอย่างนี้ ยายนี่แน่จริง ๆ นะ แม้กระทั่งโยมเจ้าภาพที่มาสร้างเสนาสนะให้ท่าน ท่านยังระลึกถึงเลย คนนี้สร้างอาคารหลังนี้ คนนี้สร้างอาคารนี้ ท่านยังระลึกถึงอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นถึงคุณธรรมของท่าน หลวงพี่ก็เลยเชื่อเวลาหลวงพ่อธัมมะท่านเล่าให้ฟัง พระเดชพระคุณเล่าให้ฟัง เชื่อเลย เชื่อว่าท่านเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ส่วนเรื่องความสะอาดที่พวกเราได้ฟังพระเถระ พระมหาเถระเกือบทุกรูปขึ้นมา ท่านก็จะมาเล่าเรื่องนี้ให้พวกเราฟัง เรื่องล้างห้องน้ำนะ หลวงพี่ก็เห็นและกล้าพูดได้ว่าถ้าหลวงพี่อายุ ๗๐ กว่า ไม่รู้จะทำได้เหมือนท่านหรือเปล่า ท่านอายุ ๗๐ กว่ายังล้างห้องน้ำ หลวงพี่ก็ทึ่งจริง ๆ ทึ่งว่ายายขยันจริง ๆ เลย ขนาดอายุ ๗๐ ยังล้างด้วยความมัน เพลิดเพลิน หลวงพี่คิดว่าถ้าอายุสาว ๆ สงสัยพวกเราตามไม่ทันนะ ตามไม่ทันเลย ปุ๊บ ๆ ๆ เสร็จ เพราะท่านแข็งแรง ท่านแข็งแรงมาก ล้างสะอาด พอหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า คุณยายทำความสะอาด จัดจานชามเป็นระเบียบ เช็ดถูบ้านก็สะอาด ยืนเล็งดูว่ามีฝุ่นหรือเปล่า ภาพมันขึ้นมาในใจเลย มันขึ้นมาในใจเลยว่าเวลาที่ท่านมาอยู่ที่ครัวอาคารยามา บางครั้งท่านก็ถือผ้าเช็ดปัดฝุ่นบนตู้สแตนเลสเอง ปัดถู เช็ด ทำด้วยความเพลิดเพลินของท่าน บางครั้งก็เห็นท่านเปิดตู้ดู ว่าเด็ก ๆ เรียง เรียงชามเรียงจานเรียบร้อยไหม ช้อนเก็บเรียบร้อยไหม ถ้าไม่เรียบร้อย วันนั้นก็เห็น จานจะมาวางบนตู้ สแตนเลสเรียบร้อย ท่านยกเองเลยนะ คิดดูจานชามที่วางช้อนกันเป็นแถว ๆ ลังแก้วน้ำที่หนัก ๆ ท่านยกขึ้นมามาวางหลังตู้สแตนเลส พอเด็กในครัวเห็นก็รีบมาช่วยกันคนละไม้ละมือ แล้วก็จัดเรียงให้เรียบร้อย ท่านก็ดูแลอย่างนี้ เห็นมาอย่างนี้จริง ๆ เชื่อในสิ่งที่หลวงพ่อพูดมานี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด เชื่อว่ายายรักสะอาดจริง ๆ ยายขยันจริง ๆ แล้วก็ระบาดไปลูกศิษย์ท่านเหมือนกัน หลวงพี่เป็นลูกคนเล็กของคนจีน ลูกคนเล็ก ก็รู้ ๆ นะ ไม่เคยจับงานบ้านอะไรเลย ล้างจานก็ไม่เคยทำ ล้างห้องน้ำอย่าไปพูดถึงเลย เสื้อผ้ายังไม่เคยซักเลย มีคนทำให้เสร็จ แต่มาอยู่วัดทำทุกอย่าง ล้างถ้วยล้างชามทำหมด ทำด้วยความมันเลย สมัยก่อนหลวงพี่กล้าพูด ทำด้วยความสนุก เพราะว่าทำด้วยความคิดจะเอาบุญอย่างเดียวจริง ๆ ไม่ได้รังเกียจเลย จำได้ที่หลวงพี่รังสฤษดิ์ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านล้างห้องน้ำ แล้วคนเอาสก๊อตไบร์ทไปล้างแก้วหรือล้างจาน หลวงพี่ฟังแล้วหลวงพี่นึกขำเหมือนกัน ตัวหลวงพี่เจอเหมือนกัน สมัยก่อนการเทขยะ อุบาสกทำหมด ที่เทขยะจะอยู่ระหว่างคลองสองกับคลองหนึ่ง ก็ขนขยะขึ้นรถไปเท ก็ไปกับพี่อุบาสกคนหนึ่ง ตอนแรกก็มีพี่อุบาสกอีกคนหนึ่งไปเป็นเพื่อน หลัง ๆ ก็ไปกัน ๒ คน แรก ๆ พี่เขาก็เป็นคนล้างถังขยะ หลัง ๆ หลวงพี่เป็นคนล้าง พี่เขาก็สอนให้ล้างให้สะอาด ก็ล้างจนเกลี้ยงเลยนะ ปรากฏว่ามีคนเอาถังขยะใบนั้นไปใส่น้ำเพื่อจะเอาไปใช้ หลวงพี่เห็นก็รู้สึกว่ามันคุ้น ๆ นะใบนี้ จึงบอกพี่เขาว่า โยมพี่อุบาสกนั่นมันถังขยะ พี่เขาเลยเปลี่ยนใบ พอฟังแล้วก็นั่งนึก ถึงเหตุการณ์ในอดีต ก็เห็นว่ายายเป็นต้นบุญเรื่องความสะอาด ทำให้ลูกศิษย์ของท่านสะอาดตามไปด้วย หลวงพี่ว่าพอนั่งฟังไป นึกทบทวนไปอย่างมีความสุข เชื่อมั่นในคุณธรรมของคุณยายไปเรื่อย ๆ และพวกเราอย่านึกว่าคุณธรรมของคุณยาย แค่ความสะอาดเรื่องเดียวนะเป็นเรื่องเล็ก ๆ หลวงพี่ว่าฝึกข้ามชาติทีเดียว เราอย่านึกว่าเรื่องความสะอาดมันเป็นเรื่องเล็กน้อย ดูเบา ทำไมหลวงพี่ กี่องค์กี่องค์ก็พูดเหมือนกันหมดเลย เพราะตรงนี้เป็นการแสดงถึงภูมิธรรมของท่านนะจะบอกให้ ภูมิธรรมของผู้ที่ปฏิบัติธรรมทีเดียว ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เชื่อหรือไม่ว่ามีพระภิกษุรูปหนึ่งแค่กวาดลานวัด สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ กวาดลานวัดเฉย ๆ พอกวาดเสร็จใจมันโล่ง ใจมันสะอาด พอใจสบายก็ ใจก็หยุดปุ๊บ เข้าสู่ศูนย์กลางไป ปล่อยเข้าไปถึงพระธรรมกายอรหัตได้ เป็นพระอรหันต์ได้คิดดูแล้วกัน แค่กวาดลานวัดนี่นะ พอใจมันสบายแล้วมัน ทำให้ใจเราหยุด ใจเรานิ่งได้ นี่อานิสงส์ของการทำความสะอาด แล้วหลวงพี่ไปอ่านในคัมภีร์วิสุทธิมรรค หลวงพี่ยิ่งทึ่ง ทึ่งในตัวคุณยาย ไปอ่านเจอเรียกว่าอัปปนาโกศล ๑๐ ประการ อ่านเจอข้อแรกก็นึกถึงคุณยายเลย เพราะท่านทำให้ดู ข้ออื่นเลยไม่ค่อยได้สนใจ สนใจอยู่ข้อนี้ข้อเดียว เพราะส่วนใหญ่ข้ออื่นเป็นเรื่องของใจ มองข้อแรกที่หลวงพี่ชอบใจก็คือการทำวัตถุให้สะอาด ข้อต่อไป ก็เป็นการข่มใจใน ในวาระที่ควรข่มจิต ยกจิตในวาระที่ควรยก อันนี้มองไม่เห็น แต่ข้อแรก เห็นชัดมาก ๆ มาก ๆ เลย เห็นชนิดที่ว่าเป็นภูมิธรรมของยายจริง ๆ ในคัมภีร์บอกไว้อย่างนี้ว่าวัตถุสะอาด วัตถุในที่นี้คือวัตถุภายนอกและภายใน วัตถุภายในก็คือร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเป็นผม เป็นขน เป็นเล็บ ร่างกายเราสะอาด นี้เป็นวัตถุภายในสะอาด ส่วนวัตถุภายนอก ก็คือเครื่องนุ่งห่ม เสนาสนะ เครื่องนุ่งห่มก็ไม่เหม็นสาบ สะอาด เสนาสนะก็ไม่รุงรัง สังเกตดูนะ ใครมาทันคุณยายจะเห็น ท่านนุ่งห่มเรียบร้อย สะอาด ขนาดหลวงพ่อทัตตะยังชมเลย ขนาดท่านแน่ ๆ เรื่องการดูแลเสื้อผ้า ท่านยังยอมยายเลย เพราะว่าผ้าของยายซักสะอาด ขาว หลวงพ่อทัตตะท่านยังยอม ท่านยังชมให้พวกเราได้ฟังกัน นี่คือความสะอาดของวัตถุภายนอกของคุณยาย อย่างเสนาสนะก็ไม่ต้องพูดกันนะ หลวงพี่จำได้ว่าวันเสาร์ จะเป็นวันที่เหนื่อยที่สุดเลย ล้างทุกอย่าง ตั้งแต่อาคารยามา ล้างมุ้งลวด ล้างอาคารนิมมานรดี ไปล้างห้องน้ำ ๒๐ ห้อง ล้างไปเรื่อยเลย ทำตั้งแต่เช้ายันเย็น คุณยายท่านให้ช่วยกันดูแลรักษาเสนาสนะให้สะอาดเสมอ แล้วมันมีอานิสงส์ยังไง ในนั้นบอกไว้ชัดว่าถ้าวัตถุของโยคาวจร โยคาวจรคือผู้ที่ฝึกเพื่อจะให้ได้ฌาน ถ้าไม่สะอาด ญาณที่เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่บริสุทธิ์ เหมือนแสงประทีปที่ขึ้นจากตะเกียงที่ไม่สะอาด ที่ไส้ไม่สะอาด แล้วก็มีน้ำมันที่ไม่สะอาด ตะเกียงไม่สะอาดก็หมอง ไม่สว่างไสว ไส้ก็มีควัน น้ำมันก็มีควัน แสงสว่างก็ไม่เต็มที่ และเมื่อญาณไม่บริสุทธิ์ เอาไปพิจารณาอะไร มันก็ไม่ชัดเจน จะทำให้มีสมาธิไม่ก้าวหน้า อันนี้ท่านบอกไว้ในคัมภีร์ แต่ว่าตรงกันข้ามถ้าวัตถุของพระโยคาวาจรสะอาด ตรงกันข้าม ญาณของท่านก็จะบริสุทธิ์ เวลาจะไปพิจารณาอะไร ก็บริสุทธิ์ ทำกรรมฐานก็เจริญก้าวหน้า เจริญไพบูลย์ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ความสะอาดแค่เรื่องเดียวเท่านั้น มันแสดงถึงภูมิธรรมของท่านเลยว่าจิตใจของท่านนั้น ใจของท่านสะอาด เพราะอย่างนั้นหลวงพี่เชื่อว่าที่หลวงพ่อวัดปากน้ำชมท่านว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง ท่านไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่ท่านได้มาด้วยการฝึกตัวเองมาตลอดชีวิต และคงไม่ได้ฝึกชาตินี้ชาติเดียว คงฝึกมาข้ามภพข้ามชาติ พวกเราคงได้ยินว่าความสะอาดไม่มีใครสอนท่านเลย แต่ท่านทำเอง แล้วท่านก็เล่าในบันทึก คำสอนของยายที่หลวงพี่วิเชเชสโก ท่านทำเอาไว้ ท่านก็บอกว่าที่ท่านสอนตัวเองนี้ได้เพราะว่าสมัยชาติที่แล้ว ท่านนั่งสมาธิมาเยอะ ทำให้ท่านมีปัญญา สามารถสอนตัวเองได้ดู เพราะฉะนั้นเราอย่าดูเบา ว่าธรรมะของคุณยายนั้นเล็กน้อย ข้อเดียวนั้นเราอย่าไปนึกว่ามีประโยชน์น้อย ไม่ใช่ หลวงพี่ว่าแค่เรื่องความสะอาด ชาตินี้จะฝึกให้เหมือนท่านนั้น ไม่ใช่เรื่องหมู ๆ เลย เรียกว่าหืดขึ้นคอทีเดียวเลย พวกเราเคยคิดไหมว่าเวลาเจอสิ่งสกปรก แล้วเราจะรีบทำความสะอาด แต่คุณยาย เห็นปุ๊บคิดว่าถ้าว่างก็ลุยเลย ลุยทำความสะอาดเลย ถ้าไม่ว่าง เก็บไว้ก่อน เดี๋ยวจะมาจัดการทีหลัง พอท่านว่าง ท่านก็มาทำ ถามว่าเราคิดอย่างนั้นได้ไหม ถามดูนะ คิดอย่างท่านได้ไหม คิดเรื่องความสะอาดเรื่องเดียว มีผลทำให้ธรรมะเราเจริญก้าวหน้าด้วย แค่คิดเรื่องนี้เรื่องเดียว ฝึกทั้งชาติยังไม่รู้ว่าจะได้เหมือนท่านหรือเปล่า ฝึกทั้งชาติ เพราะสิ่งนี้หลวงพี่ว่าทุกคำของยาย ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านเคยบอกว่าเป็นที่สุดของคำ พูดคำไหนคำนั้น ไม่มีคำอื่นอีก พูดมา ผลัวะเลยนะ ผลัวะเลย ที่ผลัวะเลยนี่ หลวงพี่เคยเจอเหมือนกัน จำได้ว่าตอนนั้นปี ๒๕๓๖ ช่วงปิดเทอม ตอนนั้นเรียนปริญญาโท ก็มาวัด มานั่งสมาธิ เย็นนั้นขับรถให้คุณยายชมวัด มีอยู่วันหนึ่ง เช้านั่งสมาธิได้ แต่บ่ายทำไมมันนั่งสมาธิไม่ได้เลย นั่งไม่ติดเลย แต่เนื่องจากว่าอธิษฐานจิตไว้ ก็เลยทนนั่งไป แต่ไม่มีความสุขเลยกับการนั่งสมาธิในครึ่งบ่ายนั้น ก็เลยถามคุณยาย ขับรถไปก็ถามยาย คุณยายทำไมตอนเช้ายังนั่งได้ดี ทำไมบ่ายมันนั่งไม่ได้ ท่านตอบเลยว่า คุณมีเรื่องกระทบใจ นั่งนึกตั้งนาน เพราะมานั่งสมาธิ ไม่เคยไปยุ่งกะใครเลย ก็นึกได้ว่าไปนึกขัดเคืองใจนิดหนึ่งที่โรงอาหาร นึกในใจ โอ้เรื่องแค่นี้เองหรือ มันทำให้เรานั่งสมาธิไม่ได้ พอมาบวชแล้ว หลวงพ่อก็บอกว่าเรามาอยู่ด้วยกัน ให้รักกัน สามัคคีกัน ให้รู้จักทำความเข้าใจกับบุคคลอื่นเราจะได้ไม่ขุ่นมัว จริง ๆ เลยนะ ที่หลวงพ่อสอนนี้ก็เพื่อให้เรามีสมาธิที่เจริญก้าวหน้า นี่คำพูดของยายสั้น ๆ แต่ว่าหลวงพี่ว่ามันสุดยอดของคำจริง ๆ สุดยอดของคำ เพราะฉะนั้นพวกเรานะ เรามีบุญที่มาทันคุณยายของเรา เรามีบุญที่ได้มาฟังพระเถรานุเถระ พระมหาเถระที่ท่านเล่า สิ่งที่คุณยายสอน ที่ท่านได้รับฟังมากับตัวเอง หลวงพี่ว่าขอให้พวกเราจำไว้เถอะ คุณยายท่านเคยเล่าไว้ และได้บันทึกไว้ในหนังสือคำสอนยาย ท่านบอกว่าสิ่งที่ยายสอน จะเป็นสมบัติติดตัวเราไป จำคำยายไว้ แล้วเก็บรักษาสมบัติที่ยายให้นี้ให้ดีที่สุด ต่อไปภายภาคหน้าจะได้เอาตัวรอด หลวงพี่ว่าคำสอนทุกคำของท่านนั้นยิ่งกว่าเพชร ยิ่งกว่าพลอย ให้เราน้อมจำเข้ามา เก็บไว้ให้ดี แต่ไม่ใช่เก็บไว้ขึ้นหิ้ง แต่ว่าให้เรามาปฏิบัติ ให้เป็นชีวิตและจิตใจของเรา ให้เป็นเหมือนกับเป็นปกติของเราอย่างนั้นแหละ เพราะว่าสิ่งนี้นอกจากว่าจะทำให้เราเอาตัวรอดได้แล้ว จะได้มีบุญบารมีเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการเชิดชูเกียรติคุณของคุณยาย เชิดชูคุณธรรมของคุณยายผ่านตัวเราว่า เราเป็นลูกศิษย์หลานศิษย์ท่านนะ ลูกศิษย์ยังขนาดนี้ อาจารย์จะเป็นขนาดไหนไม่ต้องว่ากัน ไม่ต้องพูดกัน นี่เป็นการตอบแทนคุณที่หลวงพี่ว่ามีค่าที่สุด สำหรับพวกเราทุก ๆ คน สำหรับวันนี้หลวงพี่ก็คงมีเรื่องมาเล่าเพียงเท่านี้ ก่อนที่จะจากไป หลวงพี่ก็ขอฝากไว้ว่า เวลาเรามาฟังธรรมก็ให้เรานึกตรองธรรมะไปด้วย ยิ่งได้ฟังคุณธรรมความดีท่าน ยิ่งมุ่งมั่นสร้างบุญให้สุดสาย ทั้งสร้างเอง บอกผู้อื่น ไม่ดูดาย ขอเทิดยาย ยอดแบบอย่าง นักสร้างบารมี สำหรับวันนี้ก็ขอจบการบรรยายธรรมเพียงเท่านี้ ต่อไปนี้ก็ขอเรียนเชิญทุกท่านตั้งใจนั่งสมาธิกันสักครู่หนึ่งนะ เราก็นึกรวมใจเราเบา ๆ ไปที่ศูนย์กลางกายของพวกเรากันทุก ๆ คน ให้เราตรึกระลึกถึงบุญที่พวกเราได้บำเพ็ญกุศลมา บุญช่วงสั้นนี้ก็คือบุญกฐินที่มีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ เป็นประธาน ท่านเป็นประธานใหญ่ที่วัดนี้ แล้วก็เป็นประธานที่ไปทอดกฐินตามวัดต่าง ๆ ถึง ๕๐๐ วัด ให้พวกเราได้บุญนี้กับท่าน แล้วบุญที่เกิดจากที่พวกเราตั้งใจมาฟังสวดพระอภิธรรม บุญเกิดจากการฟังธรรมก็ตาม ให้มารวมที่ศูนย์กลางกายของเรา ให้เป็นดวงบุญที่ใส ๆ สว่าง ให้เรานึกถึงคุณยาย อาราธนาท่านมานั่งอยู่ที่กลางดวงบุญของเรา ให้อธิษฐานไป ขอบุญกุศลที่เราทำไว้ดีแล้ว ให้ถึงแก่คุณยาย ให้ท่านมีแต่ความสุขในวิมานในดุสิตบุรีของท่านยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราวางใจเรานิ่ง ๆ นะ นิ่ง ๆ สบ๊ายสบาย ตรึกระลึกถึงบุญไป ตรึกระลึกถึงท่านไปเรื่อย ๆ *********************************** จบ ***********************************