การบำเพ็ญบารมีสิบทัศของคุณยายอาจารย์
(ม้วน 1/A)
พระพิพัฒน์พร : หลวงพี่เองนี่ ในชีวิต ในตอนนี้นี่ได้ชื่อว่า บอกว่าเป็นชีวิตของคุณยายกับครูบาอาจารย์ กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ว่าได้ เพราะชีวิตที่นั่งอยู่ตรงนี้นี่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ได้มีโอกาสเข้าวัดพระธรรมกายแห่งนี้นี่ ทีแรกก็มาตาม ตามดูน้องสาว น้องสาวเป็น ยังเรียนไม่จบด้วยนะ มาช่วยงานที่วัด เสาร์อาทิตย์นี่ไม่เคยกลับบ้านเลย เป็นวัยรุ่น ไอ้เราก็สงสัย เป็นพี่นะ สงสัย พ่อแม่ที่บ้านบอกเอ๊ะไปดูหน่อยซิไปไหน เช็กไปเช็กมาเลยรู้มาวัดพระธรรมกาย เอ๊ะวัดพระธรรมกายมีอะไรดี เลยตามมาดู
เป็นบรรยากาศที่แปลก ไม่ทราบพวกเราเป็นหรือเปล่านะ มาก็นั่งรถปรับอากาศจากขอนแก่นโน่นมา มาลงก็ลงที่บางขัน จากบางขันก็ต่อมอเตอร์ไซค์ สมัยโน้น ๒๐ บาท สมัยนี้เท่าไหร่ไม่รู้นะ ไม่ได้นั่งแล้ว ๒๐ บาท มาถึงก็ งงเหมือนกันนะ มาลงตรงคลองแอน ตรงสะพานตรงคลองแอนสมัยก่อน ไม่ได้ไปลงหน้าวัดนะ ลงข้างๆ ลงคลองแอน มองหาวัด วัดอยู่ไหน ปีนั้นรู้สึกจะปี ๒๖ หรือ ๒๗ โดยประมาณ จำไม่ค่อยได้แล้ว หาวัดไม่เจอ
แต่ว่าสัมผัสแรกที่เท้าสัมผัสพื้นนี่ มีความรู้สึกว่าลึกๆ ว่าเหมือนที่นี่เคยมา เคยอยู่ เหมือนบ้านตัวเองอย่างนั้นน่ะ แล้วขนมันลุกนะ ขนนี่ลุกไปทั้งตัวเลย ก็เดินเข้ามาเรื่อยๆ ตอนนั้นมาถึงมันก็ประมาณตี ๔ ตี ๕ เขาก็พากันเข้าไปสวดมนต์ทำวัตรเช้าอยู่ในสภาจาก ตัวเองก็แวบเข้าห้องน้ำหน่อยหนึ่ง โอ้โฮ นี่ห้องน้ำหรือนี่ (หัวเราะ) สะอาดนะสะอาด แทบจะว่าเข้าไปนอนเล่นก็ว่าได้นะ ดีจังเลย แต่ว่ามีนิดเดียวเท่านั้นที่กลัวที่สุดคือยุง (หัวเราะ) โอ้ ยุงนี่เยอะที่สุดเลยนะ แล้วยุงวัดพระธรรมกายนี่เชื่องนะ พวกเราเคยเจอหรือเปล่าไม่รู้ เวลามันกัดนี่นะ ลองเอานิ้วไปเขี่ยๆ มันนะ เขี่ยๆ มัน รับรองไม่บินหนี มันเต้นดิสโก้อยู่แถวๆ นั้นแหละ ก็เป็นอย่างนี้
ก็มาถึงวัดนี่ประทับใจตั้งแต่วันแรก แล้วก็มาเจอตอนสาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ลงนำนั่งสมาธิ โอ้โฮ ฟังเสียงหลวงพ่อครั้งแรกนี่เสียงไพเราะ เพราะ แล้วก็ได้มีโอกาสได้นั่งสมาธิ ตอนบ่าย ฟังธรรมะของหลวงพ่อทัตตะอีก โอ้โฮ แต่ละคำนี่ แต่ละเรื่องนี่ผ่าตัดทั้งนั้นเลย ถูกใจมาก มิน่า เอ๊ะน้องสาวเราทำไมติดวัดนะ ตอนบ่ายก็ได้มีโอกาสคุยกัน เขาก็พาไปเดินชมวัด พาไปกราบหลวงพ่อ กราบคุณยาย อะไรก็ว่าไป
ทีนี้ได้มีโอกาสเจอคุณยายได้พึ่งบารมีของยายนี่ ที่หลักๆ เลย จำได้คือ ๒ ครั้ง ครั้งแรกนี่คุณแม่ ตอนนั้นยังไม่ได้บวชนะ คุณแม่ป่วย ป่วยเป็นโรคมะเร็ง โรคมะเร็งนี่แปลกนะ อยู่ๆ พอไปตรวจปุ๊ป เจอ step ๔ เลย แปลกจริงๆ เลย มาหาคุณยายนี่ ไปขอบารมียาย ยายก็ ยายก็นิ่งๆ นะ เพิ่งมารู้ทีหลังว่าไอ้โรคมะเร็งนี่มันช่วยยาก ช่วยยาก กราบขอบารมียายว่า ยาย ยังไงขอให้แม่อยู่ถึงมาฆะหน่อยนะ ตอนที่ไปขอบารมียายนี่ ยายยังจับมือนะ ตอนแรกจับมือนี่นะ พอบอกขอต่อถึงมาฆะนะ ต่อถึงมาฆะปุ๊บ ยายปล่อยมือเลย (หัวเราะ) ยายปล่อยมือเลย เอ๊ะสงสัยเอ๊ะเกิดอะไรขึ้น ก็เลย น้องสาวมากระซิบทีหลังว่านี่ เตรียมตัวจัดงานได้ (หัวเราะ) เป็นอย่างนั้น
ก็ แต่ว่าต่ออายุ ยายนี่ได้นานทีเดียวนะ ได้เกือบปีแน่ จากเดิมที่หมอบอกว่านี่ คุณ เตรียมตัวได้แล้ว เอากลับไปที่บ้าน ไม่เกินเดือนหนึ่ง ๒ เดือน เตรียมตัวได้เลย แต่มาขอบารมียายตอนนั้นได้เป็นปีเหมือนกัน ได้เป็นปีนี่ ได้มีโอกาสให้คุณแม่นี่ได้มีโอกาสทำบุญทำทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ ก็เป็นผลดีด้วยที่แม่ป่วยตอนนั้น เทปมงคลชีวิตของหลวงพ่อทัตตะนี่ได้ฟังหมดเลย คนเฝ้าก็พลอยได้ฟังไปด้วย แหมก็ดีจังเลย ยิ่งซาบซึ้งในวัดพระธรรมกายมากขึ้นไปเรื่อยๆ
แล้วครั้งที่ ๒ ที่ได้โอกาสกราบขอบารมีคุณยายก็คือเมื่อประมาณปี ๒๕๓๔ มันก็แปลกดีนะ วันเกิดเกือบคล้ายวันตาย มาร่วมงานฉลองปริญญาบัตรของลูกพี่ลูกน้องด้วยกันที่กรุงเทพฯ ขากลับก็เดินทางกลับจากกรุงเทพฯ จะถึงบ้านอยู่แล้ว อีก ๒๐ กิโล ถึงบ้านแล้ว ก็พากันหลับหมดเลย หลวงพี่นั่งอยู่ข้างหน้า เป็นรถ เป็นรถโตโยต้า แล้วก็มีประทุนหลังด้วย ข้างหน้านั่งกัน ๒ คนกับคนขับ ด้านหลังนี่มีคุณน้า น้า น้าสาว พี่สะใภ้ แล้วก็หลานอีก ๓ คน นั่งมาในตอนหลัง จะถึงบ้านอีก ๒๐ กิโลก็อุบัติเหตุ ตอนนั้นหลับกันหมดเลยนะ ไม่รู้เรื่องเลย
ตัวหลวงพี่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้บวช ก็นั่งอยู่เหมือนกัน นั่งตอนข้างหน้า อุบัติเหตุในครั้งนั้นนี่ มาทราบตอนหลังก็คือคนขับเรานี่แซงทางโค้ง มันเป็นตอนประมาณเกือบ ๒ ทุ่ม โพล้เพล้นี่ ๒ ทุ่ม ทางโน้น ของเราเป็นโตโยต้า แต่ฝั่งโน้นเป็นโฮลเด้น เจอกันเข้าไปก็ คนขับเขาก็มีสัญชาติญาณที่ดีนะ เวลาเจออุบัติเหตุนี่เขาหัก เขาหักขวา แล้วก็เอาซ้ายเข้าใส่ ไอ้ซ้ายที่เข้าใส่คือตัวหลวงพี่นั่งอยู่ ดูสภาพรถในตอนนั้นนี่ ใคร เสียดายนะไม่ได้เอารูป ถ่ายมาให้ดู ยังเก็บเป็นหลักฐานเลย เขาบอกว่า ไปดูรถนี่เขาบอกว่านี่ไอ้คนที่นั่งฝั่งซ้ายนี่ตายแหง่ๆ ไอ้ฝั่งขวานี่มีสิทธิ์รอด ว่างั้นนะ
แต่ผิดคาด ผิดคาด ฝั่งซ้ายรอด แต่ฝั่งขวาตาย อุบัติเหตุครั้งนั้นนี่พอชนไปปุ๊บนี่ ไม่รู้ว่าบุญรักษาหรือเปล่านะ มีโอกาสต้องไปกราบเรียนถาม หมดโอกาสแล้ว คือตั้งแต่เจออุบัติหตุนี่ ตั้งแต่เจออุบัติเหตุจนข้ามไปอีก ๑ วัน ไม่รู้เรื่องเลยว่าตัวเองเจออะไรมา ทั้งๆ ที่ว่าอุบัติเหตุตอนนั้นนี่อาการสาหัสทีเดียว เอ๊กซเรย์มาแล้ว ต้นคอนี่ เขาว่ากระดูกคอนี่ ซี ๑ ซี ๒ เป็นท่อนที่ต่อจากกะโหลกสมอง ถ้ามีแพทย์พยาบาลจะรู้ว่าตรงนี้อันตรายมาก กระดูกข้อซีก ๑ ซีก ๒ มันแตก มันแตก หมอเขาว่าเอ๊ะ ถ้าอย่างนี้ปกติไม่น่ารอดนะ ถ้ารอดก็ต้องไม่อัมพาตก็อัมพฤกษ์
และตอนที่เจออุบัติเหตุ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่รู้ดลใจยังไงให้กับพี่สะใภ้ ซึ่งตอนนั้นนี่อยู่ตอนหลังนี่นะ ลอยออกมาหมดเลยทั้ง ๕ คน ก็บาดเจ็บคนละเล็กคนละน้อย ก็ไปถึงก็บอกตำรวจนะ เขามาช่วยบอกว่านี่ ปกติเขาเห็นสภาพอย่างนั้นนี่ คือคอนี่นะีพับอยู่ตรงกระจกประตูด้านซ้าย พี่สะใภ้ก็เดินมาดู ตกใจ เลือดท่วมตัว แต่มอง ก้มไปมองดูหน้านี่ตาจะกลิ้งไปกลิ้งมา เลยรู้ว่ายังไม่ตาย ตอนนั้นขอบารมีคุณยายกับหลวงพ่อช่วยเต็มที่นะ
และที่ตัวของหลวงพี่ตอนนั้นนี่ที่มีอยู่ของศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่นะ ก็คือล็อกเก็ตคุณยาย สมัย ๒๐ ปี รุ่นฉลอง ๒๐ ปีวัดพระธรรมกาย ตอนนั้นเป็นประธานฉลองอะไร จำไม่ได้แล้ว ได้มาแล้วก็ติดตัวไว้ ซึ่งก็มาทราบในตอนหลังนี่นะ คุณยายบอกว่านี่น่ะ ใครมีล็อกเก็ตยายนะ อยู่ที่ไหน ยายก็อยู่กะเราที่นั่น จะคอยปกป้องคุ้มครองภัยให้
แต่กรรมของหลวงพี่สงสัยจะเป็นกรรมหนักมากนะ ก็เลยจากตายก็เหลือแค่บาดเจ็บ บาดเจ็บมากเลยตอนนั้น มีทั้งกระดูกคอหัก ใช้ว่าแตกแล้วกัน ถ้าหักเดี๋ยวหวาดเสียวไป กระดูกคอแตก ซึ่งตอนนั้นนี่ถ้าใครมาขยับคอนะ เคลื่อนนิดเดียว ไม่ตายก็อัมพาต และยังมีกระดูกขา ท่อนขานี่ ท่อนขาซ้ายนี่ก็หัก แล้วก็ตาก็ถูกกระจกบาด เย็บไปหลายแผลเหมือนกัน
อยู่บนเตียงพยาบาล ๓ เดือนเต็มๆ โดยที่ว่า ๓ เดือนนี้นี่ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นะ เพราะว่าขาก็หัก กระดูกคอก็แตก จริงๆ นี่คุณหมอบอกว่าถ้าให้หมอผ่าตัด ๗ วันลุกขึ้นนั่งได้ แต่ตอนนี้ก็มีสตินะ แต่ว่าช่วยเหลือตัวเองอะไรมากไม่ได้ ถามหมอว่านี่ ผ่าตัดอันตรายไหมคุณหมอ คุณหมอบอกว่า ๕๐ ๕๐ คุณหมอบอก ๕๐ ๕๐ ไอ้เราก็ ศิษย์มีครูน้อ ศิษย์มีครู ก็ถามเลยว่าเอ้ายังมีเวลาอยู่ เอ้า น้องสาวบอกว่าไปขอบารมีคุณยายก่อน กะหลวงพ่อ ไปปรึกษาท่านก่อน ศิษย์มีครู
ก็น้องสาวก็เอารูปมา ก็มากลับมาที่วัดเลย บินด่วนกลับมาเลย จุดแรกก็ที่จะไปหาก็คือไปหาคุณยายก่อน ตอนแรกจะไปกราบหลวงพ่อธัมมะ แต่หลวงพ่อธัมมะนี่แขกเยอะ ก็พอดีคุณยายลงมาก่อน ก็เลยไปกราบคุณยาย ทีนี้น้องสาวมาเล่าให้ฟังทีหลังนะบอกว่าตอนไปกราบคุณยายทีแรกนี่ บอกยายว่านี่พี่ชายประสบอุบัติเหตุกระดูกคอแตก คุณยายก็นั่งนิ่งๆ นะ นั่งนิ่งๆ บอกว่านี่ ก็หันไปถามพี่อารีพันธ์มั่งตอนนั้น เห็นพี่อารีพันธ์บอกว่าต่อได้ ต่อได้ คุณยายบอกว่าอึม เดี๋ยวยายจะช่วย พูดอย่างนี้นะ ก็สบายใจแล้ว ๑ ชั้น ๑ ชั้นว่าเอ้ายายช่วยแล้ว
พอน้องสาวออกมาจากอาคารยามา ก็มาที่ศาลาดุสิต ก็ไปกราบหลวงพ่ออีก พระเดชพระคุณหลวงพ่อ บอกว่าพี่ชายประสบอุบัติเหตุ หมอจะผ่าตัด ทั้งๆ ที่ว่ายังไม่ได้พูดว่าไปหายายมาก่อนนะ หลวงพ่อพูดออกมาเลย บอกว่าอึม ไม่ต้องผ่านะ เดี๋ยวก็หาย ว่าอย่างนี้ โอ้โฮ ใจชื้นเลย ๒ ชั้นเลย ก็กลับมาถึง น้องสาวก็กลับ กลับมาถึงก็มาบอก บอกว่าอย่างนี้ ไปเจอคุณยายว่าอย่างนี้ เจอหลวงพ่อว่าอย่างนี้ มันตรงกัน ตรงกันความมั่นใจเราก็เอ้า หลวงพ่อบอกเดี๋ยวก็หาย คุณยายก็บอกจะช่วย เอาน่า เลยปฏิเสธหมอเลย ว่าไม่เอา ไม่ผ่า บอกคุณพ่อไม่ให้ผ่า บอกอย่างนี้ บอกคุณพ่อไม่ให้ผ่า
หมอก็งงนะ เอ๊ะทำไมคนไข้ ทั้งที่ว่านี่ ถ้าผ่ามันก็ ๗ วัน ก็ลุกนั่งได้แล้ว แต่ถ้าไม่ผ่าอันตรายมาก จะลุกจะเคลื่อนไหวต้องระมัดระวัง หมอก็จะเอาไอ้ถุงทรายนะ ถ้าเคยไปเยี่ยมคนไข้ที่เขาจะเจาะกะโหลก เจาะกะโหลกศีรษะแล้วก็เอาตะปูเกี่ยวกะโหลกเอาแล้ว แล้วก็มีถุงทรายถ่วงไว้ด้านหลัง หมอเขาก็จะเอาไอ้นี่มาใส่ให้ ก็ถามหมออีก หมอ เจ็บไหม มีสตินะ หมอบอกมันก็เจ็บนะ เจ็บก็ตอนแรกแค่นั้นแหละ แต่ต่อไปมันจะชาๆ บอกเจ็บไม่เอา (หัวเราะ) บอกเจ็บไม่เอา ขออยู่อย่างนี้ เลยต้องใช้พยาบาลนี่ ๒ ถึง ๓ คน คอยดูแลในตอนนั้น
ก็อยู่โรงพยาบาลอย่างนั้นแหละตั้งแต่เดือนธันวา ธันวา มกรา กุมภา ๓ เดือน หมอก็เทียวในเรื่อยนะ บอกจะผ่าตัด จะผ่าตัด บอกว่านี่ตอนนี้มีอาจารย์หมอ ซึ่งเป็นอาจารย์หมอของคุณหมอที่ดูแลหลวงพี่อยู่ตอนนั้น บอกมาจากอเมริกาเลยนะ สนใจ case นี้มาก บอกจะผ่าตัด ไอ้เราก็ยืนยันบอกคุณพ่อไม่ให้ผ่า ยืนยันนะ หมอไม่ผ่า บอกอ้าวงั้นก็แล้วกัน ก็ไม่รู้ยังไงนะ คุณหมอเขาว่าเอ๊ะคนไข้คนนี้สงสัยจะดื้อนะ ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจคุณหมอ คุณหมอก็เอ๊ะ ทำยังไงคนไข้รายนี้ดี เพราะลุกขึ้นมาช่วย ลุกขึ้นมาก็ไม่ได้ ไอ้ขาที่หักมันจะต้องกายภาพบำบัด เพราะไม่งั้นขามันจะงอไม่ได้ แล้วก็เป็นอย่างนั้น เพราะหมอที่กายภาพบำบัด เขาก็ไม่กล้ามางอขา เพราะว่ามันจะสะเทือนถึงคอ
อะไรดลใจหมอไม่รู้ เปิดแคตตาล็อกหาของ ปรากฏว่าไปเจอคอร่า อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่ใส่เอาใส่ที่คอ ค้ำไว้ที่คอนี่ ซึ่งหมอก็บอกว่าตั้งแต่ ตั้งแต่อยู่เป็นหมอมานี่ยังไม่เคยเจอเลยชิ้นนี้ เขาเรียกฟิลาเดเฟีย คอร่า หลวงพี่ยังจำได้ หมอนี่ต้องสั่งมาให้เป็นกรณีพิเศษเลย ตั้งแต่นั้นมาเลยลุกได้ โดยใช้คอร่าตัวนี้ หมอบอกว่าถ้าคุณอยู่อย่างนี้นะ ปีหนึ่ง อย่างเร็วก็ ๖ เดือน คุณถึงจะเป็นปกติที่จะลุกทำอะไรต่อมิอะไรได้
แต่อัศจรรย์ พอถึงวันมาฆะ ถึงวันมาฆะ ใจก็อยากจะมา เพราะปกติจะมาวัดทุกปี โดยเฉพาะบุญใหญ่ๆ นี่ สมัยก่อนก็มีปีละ ๓ ครั้งแค่นั้นแหละ นี่เดี๋ยวนี้บุญดีนะ ใครมาทีหลังนี่บุญดีเลย มีบุญใหญ่ทุกอาทิตย์เลย สมัยโน้นบุญใหญ่แค่ปีละ ๓ ครั้ง อัศจรรย์คือปีนั้นนี่ มาวัดได้ หมองงเลย พอกลับไปจากมาฆะ หมอสั่ง check out เลย บกคุณกลับไปอยู่บ้านได้ ก็อัศจรรย์ ก็นี่ถือว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าที่หลวงพี่ว่านี่เหมือนชีวิตตอนนี้เป็นชีวิตของครูบาอาจารย์ที่ช่วยเอาไว้
พอหายจากปี ๓๔ ๓๕ รักษาจนกระทั่งแข็งแรงดีทุกอย่างแล้ว ปี ๓๗ ก็ได้มีโอกาสมาบวชในครบรอบ ๕๐ ปีพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็เป็นการทดแทนคุณท่าน แล้วก็อยู่จนมาถึงทุกวันนี้นะ
ทีนี้ จากพระคุณตรงนี้ก็เลยอยากจะพูดถึงคุณยายอาจารย์ในคุณธรรมของท่าน หลวงพี่ได้ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่าคุณยายอาจารย์ของเรานี่ เปรียบประดุจพระบรมโพธิสัตว์ ก็เลยเออจริง หลวงพ่อบอกว่าพระโพธิสัตว์นี่จริงๆ เพราะบุคคลที่ได้ชื่อว่าพระบรมโพธิสัตว์นั้น นอกจากจะมีความปรารถนาว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตแล้ว ทุกๆ พระองค์จะต้องสร้างบารมี ๑๐ ทัศ ก็คือบารมี ๑๐ อย่างนั่นเอง ที่พวกเราเคยได้ยินได้ฟัง
แล้วถ้าพวกเรามากันบ่อยๆ ทุกวันทุกวันนี่ จะได้ยินว่ามีพระเถรานุเถระนี่ท่านยืนยันขึ้นมานี่ มาเล่าคุณธรรม คุณธรรมความดีของคุณยายให้เราฟัง หลวงพี่ก็ได้มีโอกาสตรงนี้รวมมานะ รวมมาเก็บเล็กเก็บน้อย รวมมาให้พวกเราได้ฟังเผื่อถ้าข้างหน้าจะได้ฟังอีก จะรู้ว่าโอ้ คุณยายนี่ตลอดชีวิตของท่านสร้างบารมีดุจเดียวกับพระบรมโพธิสัตว์ที่สร้างกันมาในกาลก่อน นั่นก็หมายความว่าถ้าคุณยายท่านสร้างบารมีอย่างนี้ หรือพวกเราจะสร้างตามท่านไป ก็คือต้องเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตแน่นอน
ทีนี้ บารมี ๑๐ อย่างมีอะไรบ้าง
ทานบารมี ของคุณยายอาจารย์นี่เห็นได้ชัดเลย คุณยายสร้างทานบารมีนี่ เริ่มตั้งแต่ที่มองเห็นชัดๆ ก็คือสร้างโรงทาน ยายมาอยู่วัดพระธรรมกาย ยายสร้างโรงทานเลย เขาบอกว่าพระในยุคแรกๆ นี่ไม่ต้องออกบิณฑบาต ยายจะหุงข้าวเลี้ยงนะ นั่นน่ะ สร้างโรงทาน แล้วโรงทานของคุณยายนี่ ท่านก็บอกว่าถ้ามาร้อยก็เลี้ยงให้ได้ร้อย มาเลี้ยงล้านเลี้ยงตั้งล้าน นั่นคือหัวใจของยายในการทำทาน
แล้วทานบารมีที่คุณยายที่เห็นชัดอีกอันหนึ่งก็คือตอนที่คุณยายนี่ยกสมบัติที่ได้รับจากที่พ่อแม่มีนากี่ไร่ ยกให้พี่น้องหมดเลย ไม่เอาเลย แล้วกฐินผ้าป่านี่ จองเป็นประธานมานี่ตั้งแต่สมัยกฐิน ๘๐ ปีคุณยาย พวกเราคงหลายๆ ท่านน่าจะทันนะ หลวงพี่ก็ได้มีทันในเหตุการณ์ตรงนั้นน่ะ ที่บอกว่าเทๆ เทกันนี่น่ะ หลวงพี่ก็ได้มีโอกาสเทกับเขาเหมือนกัน แต่เทไม่กี่ตังก์หรอกนะ เพราะตอนนั้นเป็นครูน้อย เงินเดือนแค่ ๓,๕๐๐ บาทเอง ก็เทกะเขาเหมือนกัน แต่เทไม่กี่ตังก์ ก็ได้ชื่อว่าเทเหมือนกัน ก็เป็นประธานปลดหนี้ ซื้อที่ดิน ๒,๐๐๐ ไร่หมดเลย
แล้วคุณยายนี่ ต้องบอกว่าการทำทานนี่จะเป็นเสบียง จะเป็นเสบียงให้เราได้สามารถสร้างบารมีได้อย่างสะดวกสบาย แต่การทำสมาธินี่จะทำให้เราหลุดพ้น ทำเองไม่พอ ยายก็ต้องบอกทุกคนเลยนะ หลวงพี่อยู่ขอนแก่นยังมีโอกาสเลย คุณยายขึ้นเครื่องบินไปบอกบุญที่ขอนแก่น อายุ ๘๐ ปี แต่ขึ้นเครื่องไปบอกบุญ เห็นบอกว่าไปถึงใต้ด้วย หลวงพี่อยู่อีสานก็มีโอกาสได้ ได้บุญกับคุณยายตรงนี้ด้วย นั่นคือทานบารมี แต่จริงๆ ก็มีเยอะนะ
ทีนี้ บารมีที่ ๒ คือศีลบารมี ศีลบารมีนี่ในประวัติคุณยายพูดไว้ชัด บอกว่ายายนะอายุ ๒๖ ปี ยายถือศีล ๕ ได้แล้ว บริสุทธิ์ทุกข้อเลย ยุงตัวเดียวก็ไม่ได้ตบแล้ว แสดงว่าเมื่อก่อนคงจะตบยุงเหมือนกัน ยุงตัวเดียวไม่ได้ตบ บอกว่าตบมาหลายปีแล้ว ๒๖ ปีไม่เห็นมันหมดเลย ไม่ตบมันดีกว่า นั่น ๒๖ ปี ๒๖ ปีศีล ๕ ได้บริสุทธิ์ ๒๘ ปีมาบวช ถือศีล ๘ จนกระทั่งท่านละสังขารคือ ๙๒ ปี ศีล ๕ ท่านบริสุทธิ์จริงๆ เลย ตลอดชีวิตท่านบอกว่าไม่ทำร้ายใคร ไม่ว่าร้ายใคร
สมัยอยู่วัดปากน้ำพวกเราก็คงได้ยินใช่ไหม ที่ได้รับเตียงเก่าๆ มีการต้อนรับน้องใหม่ด้วยเตียงเก่าๆ ยายปล่อยสัตว์ทุกวันคือปล่อยตัวเรือด ปล่อยทุกวันเลย ปล่อยจนมันหมด แล้วก่อนที่จะมาอยู่วัดปากน้ำ ก็ไปเป็นคนรับใช้เขา รับใช้เขาก็คือรับใช้ทำทุกอย่างแหละ แล้วแต่เขาจะใช้อะไร แล้วเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ไม่เอาของใคร จนเราได้ยินใช่ไหมว่าคุณยายได้ถือกุญแจห้องกำปั่น นี่จากการที่คุณยายรักษาศีลตรงนี้ได้
ทีนี้บารมีที่ ๓ คือเนกขัมมะบารมี เนกขัมมะบารมีนี่ชัดเลย ตรงนี้หลวงพ่อท่าน พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านบอกว่าคุณยายนะ ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ แล้ว เป็นเด็กเป็นสาวมานี่ ไม่เคยสนใจเรื่องผู้ชายเลย ไม่เคยสนใจเลย แต่มีคนมาสนใจยายนะ บางคนนี่ฝากมาบอกรักยายก็มี แต่ยายไม่สน บางคนใจกล้าหน่อยมาจีบ มาจีบนี่ เขาคุยเรื่องนี้แต่ยายคุยเรื่องอื่น คือไปคุยคนละเรื่อง คุยเรื่องเที่ยวเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรือมาร้องเพลงอะไรนี่ ยายไม่สน คุยเรื่องทำนาเลี้ยงวัว อะไรไปโน่นแน่ คนละเรื่อง สุดท้ายตบมือข้างเดียวไม่ดัง เขาก็เลิกราไปเอง
แล้วยายนอกจากจะเนกขัมมะตัวเองแล้วนี่ ยังสอนให้ลูกๆ หลานๆ ลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดให้ได้ประพฤติเนกขัมมะบารมี หรือประพฤติพรหมจรรย์ตามคุณยายด้วย เราจะได้ยินได้ฟังว่านี่คุณยายบอกว่าใครอยู่ใกล้ยาย แต่งงานไม่ได้นะ อย่าไปแต่งงานนะ จะบอกอย่างนี้ ถ้าไปแต่งงานเดี๋ยวต้องไปอยู่รับใช้เขา มันจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง อยู่คนเดียวสบายแล้ว เหมือนนกน้อยจะบินไปไหนก็ได้ แน่ เห็นไหม นี่คุณยาย สอนตัวเองได้ สอนคนอื่นด้วย
แล้วยายจะอธิษฐานเสมอเลย ขอให้ประพฤติพรหมจรรย์ไปทุกภพทุกชาติ แล้วที่สำคัญนี่ ยายบอกว่าคนที่จะธรรมะชัดใสได้นี่ ต้องประพฤติพรหมจรรย์นะ คือต้องไม่มีห่วงไม่มีกังวล ต้องมีเนกขัมมะบารมี นี่คือคุณยาย แล้วก็กฎระเบียบอันหนึ่งที่คุณยายตั้งเอาไว้ ที่พวกเรารู้ ๑ ใน ๑๐ ข้อก็คือพระจะไม่รับแขกที่กุฏิ รับโยมที่กุฏิ อันนี้ก็คือเป็น ๑ ที่ว่าคุณยายมองเห็นกาลไกล
ปัญญาบารมี ปัญญาบารมีคุณยายนี่ สอนตัวเองได้ คนที่จะสอนตัวเองได้จะต้องมีบารมี บุญบารมี ปัญญาบารมีมาเก่ามาเยอะ สมัยเด็กๆ นี่คุณยายล้างจาน ล้างทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง ที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ ถามว่าทำไมต้องล้านข้างหลังด้วย บอกไม่รู้ซิ ที่เราเคยได้ฟังใช่ไหม พระเถระท่านจะมาเล่าให้ฟังบ่อยๆ หลวงพี่ก็ดึงมาแถวๆ นี้ ไม่รู้ซิ มันอยากลากเอง เช็ดถูบันไดก็เช็ดทั้งข้างบนทั้งข้างล่าง ทั้งแม่บันไดทั้งลูกบันได เช็ดหมดเลย กวาดถูบ้าน ถูกุฏิ ถูบ้านธรรมประสิทธิ์ หรือว่าบ้านกัลยาณมิตรหลังที่ ๑ ที่ ๒ ก็ตาม กวาดถูเสร็จก็ต้องก้มลงไปมองอีก ยายมองหาอะไร หลวงพ่อเจอ ถาม บอกเปล่าหรอก ดูว่ามีฝุ่นตกหลงเหลือบ้างไหม เดี๋ยววิมาน วิมานยายจะไม่นั่น ไม่สว่างไสว ว่างั้น นั่นคุณยาย
ปัญญาบารมีนี่ กฎระเบียบของวัด ๑๐ ข้อที่ออกมานั่นน่ะ มาจากของคุณยายนะ ความคิดของคุณยายทั้งนั้น นั่นน่ะปัญญาของท่าน และปัญญาของท่านนี่ โอ้ ฟังแล้วก็ดีเหมือนกันนะ คุณยายนี่ให้ลูกศิษย์ วางแผนนี่ให้ลูกศิษย์ประพฤติพรหมจรรย์กันทุกๆ คน
ที่บ้านธรรมประสิทธิ์นี่ เวลาใครไปปฏิบัติธรรมนี่ หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า เวลาเลิกนี่นะ เวลาขึ้นไปข้างบนนี่เขาจะ คุณยายก็จะแบ่งชายหญิงนะ นั่งคนละฝั่ง แล้วเวลากลับก็กลับคนละเวลา คือไม่ให้มีโอกาสได้พูดคุยกันเลยน่ะ พูดง่ายๆ จะมาจู๋จี๋อะไรกันก็คงไม่มี ฝีมือคุณยาย พอจะเรียนจบ ยายก็หาบ้านให้อยู่ หาบ้านให้อยู่ ให้ผู้ชายได้มาอยู่ร่วมกัน จะได้ประพฤติพรหมจรรย์ นั่นน่ะปัญญาบารมีคุณยายที่เรามองเห็น และปัญญาบารมีที่อยู่ในลึกๆ ที่คุณยายปฏิบัติธรรมน่ะ นั่นไม่ต้องพูดถึงเลยนะ ที่บอกว่าปัญญาบารมีจะไปนรกไปสวรรค์ จะไปช่วยเหลือคนเยอะๆ แล้วคุณยายก็บอกว่าเวลาอะไรเกิดขึ้นกับตัวเรา ให้แก้ไขที่ตัวเราเอง ให้สร้างบุญมากๆ ทำความบริสุทธิ์ให้กับใจมากๆ เดี๋ยวก็จะชนะเอง นี่คือปัญญาบารมีคุณยาย
วิริยะบารมี วิริยะบารมีคือความเพียรหรือความกล้าในการที่ตัดสินใจทำอะไรต้องทำให้มันได้ สมัยเด็กๆ คุณยายขยัน ตี ๔ ตี ๔ ในประวัติบอกแล้ว ขี่ควายไปนานแล้ว ขี่ควายไปนาแล้ว ขยัน ขยันจนกระทั่งได้ฉายาว่าแข้งเหล็ก คุณยายแข้งเหล็ก วิริยะอันหนึ่งก็คือตั้งใจเลย เด็ดเดี่ยวมาก ออกจากบ้าน ออกจากบ้านจะมาตามหาพ่อ มาเรียนธรรมะที่วัดปากน้ำ นั่นก็คือความกล้าในการตัดสินใจของคุณยาย
๖๐ ปี คุณยายมาสร้างที่วัดนี้ ๖๐ ปีที่สร้างวัด มาสร้างวัดพระธรรมกาย ในประวัติก็บอกว่าคุณยายขยันมาก ลงปลูกต้นไม้ทุกวัน บอกจะปลูกให้ทั่ววัด อายุ ๖๐ คิดสร้างวัด แล้วก็ขยัน คุณยายนั่งสมาธิสมัยทำวิชชาหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ที่เราทราบ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง หาใครที่มีความเพียรอย่างคุณยายนี่คงหายากแล้วในยุคนี้ นี่คือวิริยะบารมีของคุณยาย
ขันติบารมี อันนี้บารมีที่ ๖ ขันติบารมีคือความอดทนของคุณยาย ยายบอกว่ายายกว่าจะสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมวัดพระธรรมกายได้นี่ ยายต้องอดทน อดทนมากๆ แล้วเวลาการที่ยายมีวิธีการที่อดทน เวลามีใครมาด่ามาว่ายาย เข้าใจผิดยาย แล้วโกรธยายนี่ ยายนิ่งนะ นิ่ง บอกคุณมีหน้าที่ด่า ด่าไป ฉันจะเข้าที่ฟัง จะเป็นอย่างนี้ คุณยาย บางทีก็เข้ากลาง เขาไม่ว่าอะไร โกรธขึงอะไร คุณยายเข้ากลางไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ เขาก็เลิกราไปเอง
สัจจะบารมี คุณยายนี่ท่านทำอะไรทำจริง ทำอย่างเดียว ท่านบอกขอให้ทำจริงเถอะ ตั้งใจทำจริงๆ สำเร็จ สร้างวัดได้ ประการหนึ่งที่คุณยายให้กับตัวเองก็คือจะต้องไปตามหาพ่อ แล้วยายก็ทำได้สำเร็จ สัจจะอีกอันหนึ่งที่เห็นก็คือรับปากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าให้อยู่วัดปากน้ำนี่เผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไป นี่ก็เป็นสัจจะ ทั้งที่ตอนนั้นคุณยายบอกโอ้ ไม่มีความรู้ ก ข้อ ไม่กระดิกจะไปสอนใครได้ แต่เมื่อรับปากหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้วก็อยู่ จนกระทั่งได้พบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วก็ได้ตามหมู่คณะมาสร้างวัดพระธรรมกายปัจจุบันนี้
อธิษฐานบารมี นะอธิษฐานบารมี คุณยายนี่โอ้โฮ เก่งอธิษฐานมากเลยนะ วันนี้ไม่ทราบ มีเอกสารทำมาให้ดูนะ ไม่รู้ได้รับกันหรือเปล่า ตัวอย่างอธิษฐานบารมีของคุณยาย ซึ่งจริงๆ หลวงพี่ก็ไปรวบรวมมานี่นะ จากหนังสือคำสอนยายเล่ม ๑ เล่ม ๒ ประวัติคุณยายที่หลวงพี่พระมหาสุวิทย์ วิชเชสโก ท่านรวบรวมมา หลวงพี่ก็ไปดึงๆ เฉพาะอธิษฐานให้ดู ว่าคุณยายนี่อธิษฐานดีจังเลย รอบคอบที่สุด และไม่ว่าอธิษฐานอะไรก็ตาม ยายจะบอกเสมอว่าให้เหนี่ยวพระนิพพานเอาไว้ คือถ้าเราขออะไรมาหมดนี่ ได้ดีทุกอย่างเลย จะเป็นทรัพย์สมบัติ มนุษย์สมบัติ คุณสมบัติ (หมดหน้า 1/A)
(ม้วน 1/B)
ที่เราเคยได้ยิน พระอานนท์อธิษฐาน อธิษฐานไม่รอบคอบ ให้รูปหล่อ ให้พูดว่าผู้หญิงคนไหนที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องตัวเองให้เขาหลงรัก นั่นแหละ บาปกรรมกาเมตัวนี้ก็เลยเกิดขึ้นแก่ตัวเอง ถูกทำหมันนี่หลายร้อยชาติ และเป็นกระเทยก็หลายร้อยหลายชาติ เป็นผู้หญิงอีกก็หลายร้อยชาติอย่างนี้ นี่เป็นเศษกรรมของท่าน
ฉะนั้นอธิษฐานอะไรก็ตามนี่ เหนี่ยวพระนิพพานเอาไว้ ของพวกเราก็คงจะต้องเหมือนกันนี่ เราลองไปดูก็แล้วกันนะ ถ้าตอนนี้ยังไม่มี เดี๋ยวออกไปดูน่าจะมี
เมตตาบารมี คุณยายนี่ เมตตาบารมีมากไม่มากก็ลองนึกดูก็แล้วกัน คุณยายท่านอธิษฐานว่าจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปนิพพาน ตราบใดที่สรรพสัตว์ทั้งหลายยังเข้านิพพานไม่หมด ยายก็ยังไม่เข้านิพพาน จะเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย ผู้มีหัวใจอย่างนี้นี่ ถ้าไม่มีเมตตามหากรุณาอย่างยิ่งนั้นน่ะไม่มีหรอก พวกเราก็ดูก็แล้วกัน อย่างพวกเรากันเองนี่นะ ถามว่าจะชวนคนมาวัดมาสร้างบารมี จะชวนเขาไปกี่ที ชวนได้ ๒-๓ ที ไม่มา เราก็เลิกชวนแล้ว แต่คุณยายนี่ ยายจะเอาไปให้หมด มีเท่าไรเอาไปให้หมด ตามมาหมดเลยนะ
แล้วคุณยายนั่งสมาธิเข้าที่นะ จากประวัติบอกว่าเข้าที่ตามพวกเรานี่ทุกคนเลย ลูกหลานยายที่เคยสร้างบุญสร้างบารมีกับยายมากี่ภพกี่ชาติ ยายตามมาหมดเลยนะ ยายตามมาหมดเลย และพวกเราก็จะรู้นะ เออเรามาวัดนี่ ที่นี่ได้นี่ไม่ได้มาแบบง่ายๆ หรอก โอ๊ย กว่ามาได้นี่ยาก แต่มาได้ รู้ไว้เถอะ ครูบาอาจารย์ท่านนั่งเข้าที่ตามมาทั้งนั้น บางครั้งก็ไปตามในฝัน บางคนก็ตามต่อๆ กันไป บางคนก็ตามไปเจอคุณยายในหนังสือประวัติก็ตาม ตามทุกวิถีทางนะ
แต่ตอนนี้ยายละสังขารแล้วก็ตาม ยายก็ยังตามอยู่ ยังตามอยู่ ยิ่งตอนนี้ยิ่งสบายเลย มีแต่กายละเอียดนี่ โอ๊ย ปาฏิหาริย์กายอะไรเยอะแยะ ตามทีเดียวได้ทั่วโลกแล้ว นั่นเมตตาบารมี สอนทุกคนทำความดีนะ ไม่เบื่อเลยนะ โดยเฉพาะอุบาสกที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณยายนี่นะ หรือว่าเป็นพระเถระดังๆ สมัยนี้ คุณยายพร่ำสอนตลอดเลย พร่ำสอนตลอด แม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ยายไม่ได้มองข้าามเลย ที่เราเคยได้ฟังใช่ไหม ที่ว่าแม้แต่ไฟหลอดเดียว คุณยายสอนได้นะ โอ้โฮ เป็นชั่วโมง ฟังแล้วแบบจำไปได้ตลอดชีวิต
ถามว่าอย่างเป็นเราธรรมดาๆ นี่ เออ จะสอนคนทั้งทีนี่ กลัวนะ จะเตือนใครสักคนนี่กลัวนะ กลัวเขาไม่ชอบ ไม่รู้เป็นหรือเปล่า ยิ่งเห็นเขาไม่ดีๆ แต่เราไม่กล้าไปเตือนหรอก กลัวเขาไม่ชอบเรานะ กลัวเขาไม่ชอบ เป็นอย่างนั้น แต่คุณยายไม่สน บอกยายไม่ได้ตามใจใครนะ แต่ยายตามใจพระพุทธเจ้าองค์เดียว คือทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง ขอให้ถูกต้อง แต่ไม่ถูกใจใครไม่รู้ แต่ขอให้ถูกต้อง ถูกใจพระพุทธเจ้าใช้ได้ ยายผ่าตัดเลย เพราะยายรู้วาระจิตทุกคนนี่ ในใจคิดยังไง รู้นะคิดอะไรอยู่นี่นะ รู้หมด พอไปอยู่ใกล้ยาย เอ็กซเรย์หมดเลยนะ รู้หมด ท่านสอนนี่ผ่าตัด
บางเรื่องนี่คุณยายสอนจนกระทั่งแแม้ปัจจุบันนี้ยังแก้ไขไม่ได้ก็มีนะ บางเรื่อง โดยเฉพาะที่ครัวนี่จะเจอบ่อย ยายก็บอกนี่ ไอ้ตู้นี่ที่เราเคยได้ยินใช่ไหม รู้สึกเป็นหลวงพี่อุดมมั๊งเล่า บอกว่าตู้ปิดไม่สนิทนี่ ยายมาทีไรก็ตรงนี้ บอกใครปิดตู้ไม่สนิท ก็เป็นเรื่องจริงของยายนะ ปัจจุบันนี้คนที่มันปิดไม่สนิท มันก็ยังปิดไม่สนิทอยู่นั่น ก็นี่เห็นไหมคุณยายท่านรู้เลยว่านิสัยอย่างนี้มันต้องแก้ แล้วจะแก้ได้มันต้องพูดแล้วพูดอีก ย้ำแล้วย้ำอีก ถ้าใครแก้ได้ ชาตินี้ยายบอกว่าชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย ชาติสุดท้ายตรงนี้นี่
ตอนแรกพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่านึกว่ายายจะเข้านิพพานชาตินี้ เป็นชาติสุดท้ายแล้ว ไม่ใช่ แต่จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่ความหมายตรงนั้น หมายความว่าถ้าชาตินี้นี่เรารู้เห็นเป็นอะไรนี่ สร้างตัวเองฝึกฝนตัวเองอย่างไรนี่ ชาติหน้านี่ไม่ต้องมาทำอีก ทำนองนั้นนะ ก็คือว่าชาตินี้ถ้าเราฝึกฝนตัวดีอย่างไรนี่ คือชาติหน้ามาต่อได้เลย ไม่ต้องมาฝึกใหม่ ถ้านั่งสมาธิดี ชาตินี้ได้ธรรมะภายในอย่างไร ชาติหน้าก็ต่อของเดิมเลย นี่ความหมาย เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นสิ่งที่คุณยายนี่ท่านมีเมตตามาก สอนทุกคน สอนทุกคนเลยนะ ไม่ว่าคนนั้นจะรวย จะมีการศึกษาสูง การศึกษาต่ำ ปานกลาง สอนหมด
มีครั้งหนึ่งหลวงพี่ หลวงพี่หมู หลวงพี่อิทธิจินตโกนี่นะ ท่านก็มาบอกว่าแม้กระทั่งนักโทษที่เขามาช่วยงาน คุณยายยังสอนให้เขาทำความดีเลย เอาหมดนะ นี่คือคุณยาย
บารมีสุดท้ายก็คืออุเบกขาบารมีนะ อุเบกขาบารมีก็อย่างที่เล่าให้ฟังแต่แรกแล้ว ยายนี่ใครมาด่าว่ายาย ยายไม่โกรธ คำว่าไม่โกรธนี่คือยายเอาใจเข้ากลาง อุเบกขาก็คือตรงนี้คือใจเข้ากลางนะ เอาใจเข้ากลาง แล้วก็หลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ชมคุณยายว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง ยายนี่ใจเป็นกลางๆ นะ คืออุเบกขานี่ใจไม่กระเพื่อมเลย ไม่กระเพื่อมเลย คือไม่รู้หรอกว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำชม จนกระทั่งมาเล่าคำนี้นี่ให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อฟัง จึงได้รู้ว่าอ้อ หลวงพ่อวัดปากน้ำ นี่ใจไม่กระเพื่อมเลย และยายทำตรงนี้ได้เร็วมาก ยายจึงมีธรรมะเชี่ยว
ครั้งหนึ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำนี่เคยเอ็ดเหมือนกันนะ ถ้าเอ็ดคุณยายจริงๆ ก็อาจจะไม่ได้เจตนา เพราะตอนนั้นนี่กำลังหาลานบินลง สมัยที่ช่วยหลวงพ่อทำวิชชาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ อยากจะให้เยอรมันชนะ อยากจะให้เยอรมันชนะ แต่สุดท้ายนี่ เยอรมันกับฮิตเล่อร์ก็ทำกรรมหนักมากนะ มันผังแพ้มันเกิดตลอดเลย ทำยังไงก็เจอแต่ผังแพ้ ผังแพ้ ผังแพ้ตลอด ไม่ชนะ ถามคุณยายกี่ทีกี่ทีบอกแพ้เจ้าค่ะ แพ้เจ้าค่ะนะ
สุดท้ายเยอรมันแพ้จริงๆ พอแพ้ก็ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็กรำศึกตรงนี้มานานทีเดียว สุดท้ายก็บอกมึงไม่เอาจริง อย่างนี้ คุณยายก็เดินออกไปเลยนะ ไปร้องไห้ ร้องไห้เลย คือแหม ทำเต็มที่เลยนะ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง ไม่ได้หนีไปไหนเลย พอเจอแบบนี้ก็ออกไปร้องไห้ แต่สักพักหนึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำให้แม่ชีไปตามกลับมา เออถ้าเป็นเรานี่สงสัยต้องมาสะเอื้อนก่อนนะ ต้องสะเอื้อนฮึกสักฮึก สักที ๒ ทีก่อนนะ คุณยายไม่นะ ยายกลับมานั่งเข้าที่ต่อเลย เออดีจังเลย อุเบกขาบารมีของยาย ธรรมะคุณยายจึงเชี่ยว จนได้คำชมว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง ตรงนี้
เพราะงั้นนี่ คุณยายเรานี่เป็นพระบรมโพธิสัตว์นะ ท่านสร้างบารมีของท่านนี่ ๑๐ ทัศอย่างนี้มาตลอดเลย เป็นทั้งอุปบารมี เป็นทั้งปรมัตบารมี ครบถ้วนทุกอย่างเลย ๓๐ ทัศ ยายเร่งสร้างบารมีตรงนี้ตลอดเวลา ยายบอกว่าเรื่องอื่นยายไม่สู้เขา แต่เรื่องการสร้างบุญบารมีของยายไม่แพ้ใครแล้วตอนนี้ เพราะยายกลัวที่สุดก็คือกลัวได้บุญน้อย เร่งสร้างบารมีเลย ฉะนั้นบุญเล็กบุญน้อยนี่บุญทำหมด ทุกบุญยายอธิษฐาน
เพราะฉะนั้นการที่เราได้มาฟังสวดพระอภิธรรมคุณยาย บำเพ็ญกุศลให้กับคุณยายทุกวันน่ะ ไหนมีท่านไหนได้มาทุกวันบ้าง ช่วยยกมือซิ โอ้โฮ ดีจังเลยนะ อนุโมทนาด้วยนะจ๊ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าการที่เรามาฟังสวดพระอภิธรรมคุณยายนี่นะ แค่เพียงเอาใจนิ่งๆ ไว้ตรงกลาง เอาใจนิ่งๆ ไว้ตรงกลาง แล้วก็นึกถึงคุณยาย โอ้ คุณยายนี่ท่านมาดูสังขารท่านทุกวัน ทุกวันเลยนะ
มีอยู่วันหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมาที่นี่ตอนบ่าย ท่านก็บอกว่า เออ วันนี้ยายไม่อยู่นะ พระที่ท่าเดินตามก็บอกว่า อ้าว แล้วคุณยายไปไหนล่ะครับ คุณยายไปทอดกฐิน กฐินวัดโบสถ์ ใครได้ไปบ้างจ๊ะ เออนั่นน่ะ มีแวบหนึ่ง วันนั้นตอนบ่ายคุณยายไม่ได้อยู่ที่นี่ คุณยายไปที่โน่น ก็มีโยมมาเล่าให้หลวงพี่ฟังบอกตอนที่พี่สายทองนี่นะ ที่เป็นตัวแทนคุณยายน่ะตอนที่ถวายผ้าไตรกับรักษาเจ้าอาวาส วัดโบสถ์ บอกว่าเห็นเลยแหละ ไม่ใช่เป็นพี่สายทอง บอกเห็นเป็นคุณยาย เออ จึงได้รู้คุณยายอยู่กับเราจริงๆ นะ กายละเอียดท่าน ปาฏิหาริย์กายนี่ปุ๊ปเลย
เพราะงั้นถ้าเรามาฟังนี่ ทุกวัน ใจนิ่งๆ นึกถึงคุณยายนี่ หลวงพ่อใช้คำว่าหลวงพ่อนี่จะใช้คำว่าเอาพวกเราทุกคนนี่ไว้ในกลางของท่าน เอาไว้ในกลางของท่าน แล้วก็จะกลั่นจะแก้ กลั่นแก้ทุกๆ คน วันอาทิตย์ที่ผ่านมาหลวงพ่อก็ได้พูดคำนี้ ก็ได้มีโอกาสนะ หลวงพี่ที่ท่านดูแลตรงนี้ก็จะเจอหลวงพ่อท่านทุกวัน ท่านก็มาเล่าให้ฟังว่าคำว่ากลั่นแก้ของคุณยายนี่ โอ้โฮ ทำให้พวกเรานี่ฟังตรงนี้แล้วต้องมาทุกวันเลยนี่ อยากรู้ไหมจ๊ะ เห็นนั่งนิ่งเลย คำว่ากลั่นนี่ อันนี้ฟังต่อมาอีกทีหนึ่งนะ ไม่ได้ฟังด้วยกะหู คำว่ากลั่นก็คือหมายความว่าตัวของเรานี่นะ จะมีธาตุมันไม่บริสุทธิ์ ที่เกิดมาหลายภพหลายชาติไม่บริสุทธิ์
ธาตุดินน้ำลมไฟไม่บริสุทธิ์หรอก มันปนเป็นกันอยู่นี่ เลยทำให้เราจะคิดสร้างบุญสร้างบารมีเลยทำไม่เต็มที่ เพราะธาตุในตัวมันสกปรก แต่ถ้ามาที่นี่ ทำบุญให้กับคุณยาย จะเป็นโป้งก็ดีนะ กฐินนี้น่ะ โป้งให้คุณยาย โป้งให้ยาย คุณยายทุกคนนี่ไว้ในกลาง แล้วก็กลั่น กลั่นก็คือจะแยกธาตุในตัวของเรานี่ไอ้ที่มันไม่สกปรก เหลือแต่ดีๆ ไว้ ไอ้ที่บริสุทธิ์ ที่ไม่บริสุทธิ์ก็ทิ้งๆ ไปให้หมด แล้วทีนี้กายของเรา วาจา ใจของเราจะสะอาด บริสุทธิ์ ต่อไปจะคิดดี พูดดี ทำดีนะ แก้ ไอ้แก้เป็นยังไง แก้ก็คือไอ้สิ่งที่ไม่ดีอยู่ในใจเรานี่ ไอ้ความคิด คำพูด การกระทำที่ไม่ดี ที่มันติดอยู่ในใจเรานี่นะ ที่เรานึกถึงแล้วทำให้เราเศร้าหมอง จิตใไม่ผ่องใสนี่ ขุ่นมัวนี่นะ ยายลบทิ้งหมดเลย แล้วเราจะเหลือแต่สิ่งที่ดีอยู่ในใจเรา ดีไหม ดีก็สาธุ นั่นน่ะ โอ๊ย ทำบุญให้ยายนะ ทำให้ยาย โป้งให้ยาย แต่บุญได้ที่เรา เพราะงั้นกฐินสามัคคนี้นี่ อยากให้พวกเราตั้งใจให้เต็มที่เลย
ถ้าคุณยายท่านยังไม่ละสังขาร หลวงพี่จะเชื่อว่ายังไงคุณยายก็ต้องบอกบุญ เพราะยายไม่เอาบุญน้อยอยู่แล้ว ยายเอาบุญอยู่แล้ว ทำเต็มที่ เพราะงั้นพวกเรานี่ ตอนนี้ท่าน กายหยาบท่านไม่มี แต่ท่านมีแต่กายละเอียด ฉะนั้นพวกเรานะ หลวงพี่ก็เชื่อว่าคุณยายในตอนนี้ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน จากเมตตามหากรุณาคือต้องตามลูกหลานทุกๆ คนเลยที่เคยสร้างบารมีมากี่ภพกี่ชาติมานี่ ตอนนี้เหลือแต่พวกเรานะช่วยกันไปตามหยาบมา ตามเอาตัวจริงเขามา กายละเอียดเขานี่ เชื่อว่าคุณยายนี่ตามมาหมดแล้วแหละ เพียงแต่ว่าตอนนี้เราไปแจ้งข่าวเขา เจอใครนี่นะ จะรู้จักไม่รู้จักไม่รู้ เห็นหน้าตาไม่บ้าก็ใช้ได้แล้ว บอกเลยนี่ ๕ พฤศจิกานะ ไปร่วมงานกฐินยาย ไปบอกเลย และถ้าใครเอ๊ะอ๊ะ ก็แสดงว่าไม่ใช่ แต่ถ้าอึม ไป นั่นแหละของจริง ชวนมาเลยนะ ชวนกันมาให้เต็มที่ เอาให้มากกว่าวันที่ ๖ สิงหา คือสิงหานี่เรามากันเยอะมากในตอนนั้นที่เราจะมาหลอมใจไฟนิรันดร์อนันตชัยกันตอนนั้น
แต่งานนี้เพื่อคุณยาย เราต้องแรงกายแรงใจให้มากกว่านั้นอีก เอามาให้ล้นสภาเลย เอาให้มากกว่าวันที่ ๖ สิงหา คือ ๒ เท่า ใครเคยชวนมาเท่าไร ชวนมามากกว่าเดิม ๒ เท่า ถ้าว่าเคยจัดรถตู้มา ๑ คัน งานนี้ต้อง ๒ คัน หรือจะมากกว่านั้นก็ได้ ใครเคยจัด ๑ รถบัส ต้องมามากกว่า ๑ รถบัส ใครยังไม่เคยชวนเลย ชวน อย่างน้อย ๑ ตู้ อย่างนี้จะเรียกว่ารักยายจริงนะ ก็ชวนมาให้เต็มที่เลย ในวันนั้นนี่คุณยายท่านก็จะมาคุมบุญให้กับพวกเรานะ มากลั่นมาแก้ให้พวกเราทุกๆ คนนะ
สำหรับวันนี้ก็ฝากไว้นะว่าคุณยายท่านเป็นพระบรมโพธิสัตว์จริงๆ นะ แล้วในตอนนี้เดี๋ยวให้พวกเราหลับตา ทบทวนนึกถึงบุญบารมีของคุณยายท่านอีกสักครั้งหนึ่ง เราก็หลับตา รวมใจหยุดไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของทุกๆ คน อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกไว้ โดยเฉพาะใครที่ทำบุญกับคุณยายนี่ รักคุณยาย ถ้าเพียงวางใจนิ่งๆ เบาๆ นึกถึงคุณยายให้ชัดให้ใส ให้สว่างที่สุด คุณยายก็จะน้อมพวกเราไปไว้ในกลางท่าน กลางของท่านนี่มีพระธรรมกายนับพระองค์ไม่ถ้วน ท่านจะกลั่นแก้ให้กับพวกเราได้ทุกคน แล้วยังจะเติมผังสำเร็จ เติมความเป็นหนึ่งไม่มีสองให้กับพวกเราทุกๆ คนเลย เพราะงั้นการได้มาร่วมบุญกับคุณยายนี่เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นทางมาแห่งบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เป็นการทำบุญที่ถูกทักขิไนยบุคคล แม้นทำน้อยแต่ก็ได้มาก ให้เรานิ่งๆ นึกถึงคุณยายนะ
นึกอธิษฐานขอบารมีคุณยาย การทำบุญให้กับยายจะเป็นการสร้างลานธรรมก็ดี หรือจะมาทอดกฐิน จะเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมก็ดี การที่เราตั้งใจทำหน้าที่กัลยาณมิตรชัดเจน ผู้คนทั้งหลายผู้มีบุญได้มาสร้างบุญสร้างบารมี เราก็น้อมบุญนี้ถวายแด่คุณยาย แล้วก็ขอบุญบารมีคุณยายให้พวกเราประสบความสุขความสำเร็จในชีวิตธุรกิจการงาน ทำมาค้าขายก็ซื้อขายขายคล่องกำไรงาม เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีและใจบุญ ทรัพย์สมบัตินั้นบังเกิดขึ้นแล้ว นำมาใช้สร้างบารมี ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เป็นครอบครัวแก้ว ครอบครัวธรรมกาย ให้มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ให้มีอายุขัยยืนยาว ได้สร้างบุญบารมีไปนานๆ
ขอบุญบารมีพิเศษคุณยายต่อ ให้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ให้ไปสามารถเปิดใจกับทุกๆ คนเลย มาร่วมสร้างบารมี สร้างลานธรรม ให้งานกฐินสามัคคี ๕ พฤศจิกานี้ ทำให้ล้นสภา สามารถประคองใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ให้เข้าถึงพระธรรมกายที่ชัดใสสว่างมั่นคง ได้มีโอกาสศึกษาวิชชาธรรมกายกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ขอได้ติดตามท่านสร้างบารมีปราบมารไปทุกภพทุกชาติจนถึงที่สุดแห่งธรรม จรดนิ่งๆ เข้ากลาง ขอบุญบารมีคุณยายกับพระธรรมกายที่ผุดผ่านตัวท่าน ทำอย่างนี้ทุกๆ คนนะ
PAGE
PAGE 16
หน้า
431030FW-AAT