ปัจจุบันธรรมของคุณยายอาจารย์
กราบนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษาแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุก ๆ รูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนลูกหลานยายทุกท่าน
จากวันแรกที่มีงานของยาย วันนี้ก็ล่วงมาเกือบ ๔๐ วัน หลวงพี่มีความปีติมากที่ทราบว่าหลาย ๆ ท่านมาตั้งแต่วันแรกยังไม่ขาดเลยนะ ให้ร่วมอนุโมทนาบุญกันก่อนนะ
ในวันนี้มีคุณธรรมของคุณยายประการหนึ่งซึ่งสะดุดใจ แล้วก็ทันสมัยล้ำหน้ากว่าใคร ๆ ในโลก สิ่งนั้นคือคุณธรรมที่ยายอยู่กับปัจจุบันนะ มีข้อความในพระสูตรอยู่บทหนึ่ง ชื่อว่าภัทเทกรัตตสูตร ว่าด้วยความเป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญ ในพระบาลีขึ้นต้นว่าอย่างนี้นะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ อตีตํ นานฺวาคเมยฺย นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ ยทตีตมฺปหีนนฺตํ อปฺปตฺตญฺจ อนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ
นี่นำมาเล่าโดยย่อนะ ถ้าว่าโดยยาวก็อีกประมาณ ๒ เท่าขึ้นไปของที่เป็นอยู่ โดยความเบื้องต้นนั้นภาษาไทยจะแปลออกมาว่า บุคคลไม่พึงคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว สิ่งใดยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็เป็นอันยังไม่ถึง ก็บุคคลใดพึงเห็นแจ้งธรรมปัจจุบัน ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้น ๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมเนือง ๆ ให้ปรุโปร่งเถอะ พึงทำความเพียรเสียแต่ในวันนี้ ใครจะรู้เล่าว่าความตายจะมีในวันพรุ่ง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมุนีผู้ประเสริฐกล่าวสรรเสริญบุคคลผู้มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืนกล่าวว่าบุคคลนั้นคือผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ
คุณยายมีคุณสมบัติที่เด่นที่สุด แม้แต่คนในยุคปัจจุบันยังตามไม่ทัน นั่นคือคุณยายอยู่กับปัจจุบันเสมอ เทียบกับพวกเรานะ ยกตัวอย่างไม่ได้เจาะจงบุคคลใด เราไม่ได้มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันเท่าที่ควร มักจะกังวลในเรื่องอดีตมีความทุกข์ เมื่อหลายสิบปีที่แล้วยังอยู่ในความทรงจำ อนาคตแท้ ๆ ยังมาไม่ถึงเลย วิตกกังวลจนไม่ต้องทำอะไร อย่างเช่น รถติดบนถนน เราก็ทุกข์อยู่บนรถนะ ได้แต่บ่นในใจว่าเมื่อไหร่จะหลุดไปจากตรงนี้เสียที แสดงว่าปัจจุบันของเราได้ถูกสูญหายไป ถูกทำลายไป หรือเวลาเรารับประทานอาหาร เราก็จะรีบ ๆ รับประทานให้หมด ๆ ไป เพื่อที่จะได้ไปทำอย่างอื่น หรือเวลาทำกิจส่วนตัวต่าง ๆ ก็จะรีบทำให้มันเสร็จ เราจึงสูญเสียความสุขในปัจจุบันไปนั่นเอง
นี้จะเรียกว่ากวีก็ได้นะ นักแต่ง เขียนร้อยกรองไว้ไพเราะงดงามทีเดียว นักเขียนนี้เดาว่าเป็นผู้หญิง เพราะใช้นามปากกาว่า เดือนหว้า พิมพนา เขียนไว้หลายปีทีเดียว ลองตั้งใจฟังดูนะ ภาษาสวยมาก บอกว่า
เมื่อวัยเยาว์ฉันฝันอยากจะเป็นผู้ใหญ่ ในเวลานั้นฉันสูญเสียความงาม ความสุขสรรค์ในวัยเด็กไป เด็ก ๆ ก็อยากจะโตไว ๆ ทั้ง ๆ ที่ว่าวัยเด็กนั้นมีความสุขที่สุดแล้ว หลาย ๆ ท่านก็คงจะรู้สึกอย่างนั้น แต่ตอนเป็นเด็กเราไม่ได้มีความสุข อยากจะโตเร็ว ๆ อยากจะเป็นคนโต เป็นผู้ใหญ่ไว ๆ
เมื่อเติบใหญ่ ฉันฝันอยากจะร่ำรวย ในเวลานั้นฉันได้สูญเสียความงามของความยากจน เชื่อไหมความยากจนมีความงามซ่อนเอาไว้อยู่เชื่อไหม มีเพื่อนของหลวงพี่คนหนึ่งขับรถเก่า ๆ เก่าชนิดว่าไม่มีใครอยากได้นะ ก็ไปจอดลืมทิ้งเอาไว้ เปิดหน้าต่าง ประตูก็ไม่ได้ล็อค ๓ วัน ๓ คืนผ่านไป ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีใครอยากขโมยของเลย แล้วก็ไม่เคยมีข่าวเลยว่ามีการบุกปล้น ปล้นสลัม ไม่มีนะ ในความยากจนก็มีความงามแฝงเอาไว้อยู่ แต่ที่พูดมานี่ ไม่ได้ปรารถนาให้พวกเราจนกันนะ เพราะว่าในความร่ำรวยก็มีความงามซ่อนอยู่เช่นกัน
เมื่อทำงานฉันฝันอยากมีเวลามาก ๆ โหยหาเพราะไม่มีเวลาว่างเลย ในเวลานั้นฉันสูญเสียความงาม สูญเสียเวลาทุกนาทีที่มีอยู่ เวลาก็มีน้อยอยู่แล้ว ยังเอาไปพร่ำพิไรรำพันว่าไม่มีเวลา ดังนั้นมัวแต่ทุกข์กับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงหาความสุขไม่เจอ
เมื่อแก่เฒ่า ฉันฝันอยากจะเสพความสุขสรรในวัยเด็ก ช้าเกินไปแล้วนะ ฉันฝันอยากจะมีความงามของความยากจน ฉันฝันอยากจะเสพเวลาทุกนาทีที่เหลืออยู่ แต่ว่าเวลาก็หมดลงก่อนที่ตัวฉันจะเห็นความงามของความชรา
สรุปแล้วกวีท่านนี้นี่กลั่นประสบการณ์ในการมองมนุษย์ว่า มนุษย์เอย น่าสงสารเหลือเกิน ไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย จนกระทั่งมาพบมาเห็นคุณธรรมของคุณยาย
หลวงพี่พบคุณยายครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๒ ไปกราบยาย ตอนนั้นยังไม่ได้บวชที่ครัวยามา ไปกราบ คุยกันไม่กี่คำเพราะว่าคนเยอะเหลือเกิน
แต่การพบครั้งที่ ๒ นั้นตื่นเต้นระทึกใจมาก บวชแล้ว เช้าวันหนึ่งเป็นวันอังคารที่ ๕ เดือนกันยายน ๒๕๓๘ นี่ไปค้นในสมุดบันทึกของเล่มเก่า ๆ แต่ก่อนจดเกือบทุกวันนะ เดี๋ยวนี้จดบางวัน โชคดีที่ช่วงนั้นจดทุกวัน เวลาประมาณ ๘ นาฬิกาของเช้าวันนั้น แดดไม่แรงนัก หมอกลงจาง ๆ ก็ไปหายายกัน ไปเยี่ยมยายกันกับหลวงพี่อีกรูปหนึ่ง ได้นำผ้าห่มไหมพรมสีขาว ไปถวายยายนะ ให้พวกเราโมทนาบุญกันก่อน ไปมอบให้ยาย ก็มี ๙ พยางค์ ยายพูดมา ๙ พยางค์ เป็นครั้งที่ได้คุยกันค่อนข้างใกล้ ห่างกันสักเมตร ๒ เมตร ยายก็บอกว่าให้ท่านได้บุญกะยายเยอะ ๆ นะ ดีใจ แต่ยังไม่จบ ยังมีอีก ๕ พยางค์นะ ยังมีอีก ๕ พยางค์ ขอพักไว้ก่อน เรามาว่าคุณธรรมยายก่อน เดี๋ยวจะมาเฉลย ๕ พยางค์ ที่ทำให้เกิดความตื่นเต้นตกใจนะ
คุณธรรมของยายที่เกี่ยวกับปัจจุบัน ธรรมจะมาเล่าให้ฟัง ๓ เรื่อง
เรื่องแรก ยายบอกว่ายายอยู่กับปัจจุบัน อดีตที่ผ่านมายายไม่เคยเก็บมาคิดเลย คิดแต่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเพื่ออนาคตจะได้แต่ของดี ๆ น่าทึ่งทีเดียว ตั้งแต่ยายเป็นชาวนา ยายไม่เคยเสียใจเลยว่าไปเกิดในตระกูลชาวนา พอยายออกจากบ้านก็ลืมอดีต ถึงแม้คุณแม่จะร้องไห้ยายก็ไม่ร้องไห้ตาม พอเป็นคนรับใช้เขาก็ทำตรงนั้นให้ดีที่สุด พอเข้าวัดปากน้ำก็ทำวิชชา ก็ลืมทุกเรื่อง พอหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสิ้น ก็อยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ ก็ลืมความทุกข์ในอดีต ทำบ้านธรรมประสิทธิ์ให้ดีที่สุด พอย้ายมาศูนย์พุทธจักร ยายบอกว่ายายไม่เคยนึกถึงบ้านธรรมประสิทธิ์เลย แม้แต่ป้ายบ้านธรรมประสิทธิ์ที่ทำด้วยไม้ เห็นในรูปถ่าย ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าป้ายนั้นอยู่ไหม ยายไม่ได้เอามาด้วย อยู่ตรงไหน ทำตรงนั้นให้ดีที่สุด นี่คือปรัชญาการใช้ชีวิตของยายที่ไม่รู้หนังสือเลย
เรื่องที่ ๒ ชื่อเรื่องว่ารบไปอย่างนั้นแหละ ยายมักจะรบกับความสะอาด ความสกปรกอยู่ที่ไหน ยายจะเข้าไปรบ ไปจัดการไปบอกคนโน้นคนนี้ ไปสอน ไปทำให้เรียบร้อย ท่านใช้คำว่ารบกับหยาบ แล้วยายก็มาเฉลยในตอนท้ายว่ารบไปนั้นแหละ พอเข้ากุฏินั่งเข้าที่ ยายก็ทิ้งทุกเรื่อง เหลือแต่ธรรมะอย่างเดียว เรื่องนี้ยายแบ่งเวลาเป็น ท่านพูดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่านั่งสมาธิฟุ้งเรื่องอดีตนะ โดยเฉลี่ยของสาธุชนนี่ประมาณครึ่งชั่วโมง กว่าจะหมดฟุ้ง พอฟุ้งเสร็จก็เหนื่อย พอเหนื่อยก็ง่วงนะ เพราะไม่ยอมอยู่กับปัจจุบัน พอยายอยู่กับปัจจุบัน นาทีนั้นที่ยายหลับตา ทิ้งทุกเรื่องแล้วเหลือแต่ข้างใน เพราะฉะนั้นเรื่องที่ ๒ ก็คือรบไปอย่างนั้นแหละนะ
เรื่องที่ ๓ ชื่อว่าตามหาพ่อ พออายุประมาณ ๑๑ - ๑๒ ที่ถูกคุณพ่อแช่งด้วยความเข้าใจผิดว่าให้หูหนวก ๕๐๐ ชาติ ซึ่งทุกท่านรู้กันดี ยายบอกว่ายายคิดแต่จะไปขอขมาพ่ออย่างเดียว เรื่องอื่นไม่ได้คิดเลย ยายมุ่งมั่นจะทำ ทำทีละเรื่อง ทำทีละเรื่อง อยู่กับปัจจุบัน จนเหลือทีละเรื่องเท่านั้น ไม่ใช่ทำไป ดูโทรทัศน์ไป อ่านหนังสือไป กินข้าวไป พร้อม ๆ กันฟังเพลง รับโทรศัพท์ไป ทำไปพร้อม ๆ กันหลายเรื่องอย่างคนปัจจุบันนั้น จะไม่ได้เรื่องสักเรื่องเดียว อย่างยายทำทีละเรื่อง จึงสร้างวัดพระธรรมกายได้จนทุกวันนี้นั่นเอง ครบ ๓ เรื่องแล้วนะ
เรื่องแรก คือยายอยู่กับปัจจุบัน
เรื่องที่ ๒ คือรบไปอย่างนั้นแหละ
เรื่องที่ ๓ คือตามหาพ่อ
ทุกอย่างสังเกตดูยายจะทำทีละเรื่องเท่านั้น กลับมาสู่วันนั้น เช้าวันอังคาร ยายก็ให้พรเสร็จแล้ว ยายก็ทักอีก ๕ พยางค์ สาเหตุแท้ ๆ เลย ก็คือหลวงพี่เองนั้นไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ยายกำลังจะสอนนะ ถึงแม้ว่าบวชแล้วแต่ยายก็ยังมีเมตตาสอนอยู่ ก็ออกมาอีก ๕ พยางค์ว่าหลวงพี่อย่าสึกนะ คือไม่ต้องเจอกันบ่อยนะคนเรา แต่ว่าเจอกันแล้วเจอกันจังอย่างนี้นี่ ซึ้งเลยนะ ซึ้งจริง ๆ หลายรูปอย่าเสียใจนะว่าเจอคุณยายไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง ว่าเห็นไกล ๆ แต่คำสอนของยาย แต่ละบท แต่ละตอน แต่ละวรรค ซึ้งนะ เพราะว่าตอนนั้นกำลังคิดถึงอนาคตที่สดใส อย่างเช่นจะเป็นเศรษฐีผู้ใจบุญ เป็นต้นนะ อยู่กับอนาคต ยายก็รู้แหละ ทักเลย หลวงพี่อย่าสึกนะ ตกลงก็เลยจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ ๕ ปีเต็ม ๆ
แล้วขณะปัจจุบัน วิธีการปรัชญาการใช้ชีวิตทำทีละอย่างตกทอดมาถึงยุครุ่นหลัง ๆ ด้วย สังเกตดูหลวงพ่อธัมมชโย พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านทำทีละอย่าง เวลาต้อนรับสาธุชนท่านไม่คิดเรื่องอื่น แล้วท่านก็ดูว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว ท่านก็ลุก เพราะท่านจะไปทำวิชชาต่อ มาประชุมที่สำนักงานพอใกล้ ๆ จะ ๓ ทุ่ม ท่านก็ยืนแล้วนะ บริหารเวลา ทำทีละอย่าง ทำทีละอย่างแล้วได้งานมาก อย่างปัจจุบันนะ วันนี้วันที่ ๒๓ ตุลา หลวงพ่อท่านใจจรดใจจ่ออยู่กับลานธรรม แล้วก็สิ่งที่ท่านจะนำมาให้ลูก ๆ ทำคือสร้างแผ่น แผ่นลานธรรม สร้างโป้งให้ยาย
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๑ ตอนปีใหม่เรามีหล่อรูปเหมือนทองคำของคุณยายที่หน้าโบสถ์ตอนนั้นไม่มีปัจจัย แต่ในรุ่นที่บวชเขามีจับฉลากกันวันปีใหม่ ก็ลงขันของขวัญกัน รางวัลที่ ๑ นั้นคือสร้อยคอทองน้ำหนัก ๑ บาท ก็ไม่ได้คิดจะทำยังไง มีปัจจัยอยู่ร้อยหนึ่ง ถ้าได้ทอง จะได้สักห่วงหนึ่ง ปรากฏว่าหลวงพี่เช็คดู มีบุญลาภได้สร้อยคอทองคำเส้นนั้นมา ก็ถวายไปหล่อทองนะ ให้ทุกท่านได้บุญด้วยนะ
มันไม่ได้จบแค่นั้น ไม่ใช่ว่าทำแล้วมันหมดแค่นั้น พอหล่อทองเสร็จ กลับมาก็มานอนเล่นอยู่ที่กุฏิ ที่เตียงไม้ นอนเพลินสบาย ๆ ยังปีติอยู่ในบุญว่า เออ วันนี้เราได้หล่อรูปเหมือนทองคำ ก็ขณะเพลิน ๆ สบายใจ ใจก็รวมนะ รวมจากไหนไม่รู้ที่กว้าง ๆ รวมวูบเข้ามาที่ศูนย์กลางกาย แล้วก็พยายามนะ ดึงลงไปข้างล่าง ดูดเข้าไปสู่ภายใน
ดังนั้นอยากจะบอกเลยว่าทำบุญกับยายนั้นบุญที่ได้จะพาไปที่สุดแห่งธรรม เพราะว่าที่สุดแห่งธรรมนั้นอยู่ภายในศูนย์กลางกาย ทำบุญกับยายแล้วเพลิน ๆ สบายใจ จะพาเข้าไปสู่ข้างในนะ หลวงพ่อถึงให้คำขวัญว่า ทำที่ยาย ได้ที่เรา เราทำให้ยาย ปัจจัยของเรา เงินของเรา แต่เราทำให้ยาย แต่บุญนั้นได้ที่เรานะ
หลวงพี่ก็จบการแสดงธรรมเรื่องปัจจุบันธรรม ซึ่งเป็นคุณธรรมที่แม้แต่ฝรั่งเองเพิ่งจะตื่นตัว เขียนตำราออกมาว่าให้ทำทีละอย่าง แต่คุณยายนั้นไม่ได้อ่านพระไตรปิฎก แต่ว่ารู้ข้อความในภเทกรตสูตร และปฏิบัติตนให้ลูกหลานได้ดูเป็นตัวอย่างว่ายายนั้นทำทีละอย่าง และสุดยอดของการทำทีละอย่างก็คือการนั่งหลับตานะ ก็ขอให้ทุกคนหลับตา เจริญสมาธิภาวนากัน
การทำทีละอย่างที่มีอานิสงส์ มีคุณประโยชน์สูงสุดคือการหลับตา แล้ววางใจของเราเบา ๆ ไปที่ศูนย์กลางกาย จะเป็นเพียงสิ่งใดที่เราจะทำในตอนนี้ อย่างอื่นในอดีต ในอนาคต เราจะไม่กระทำเลย ปัจจุบันของเราคือวางใจเบา ๆ แตะเบา ๆ ที่ศูนย์กลางกาย ทำนิ่ง ๆ นะ อย่าถามอะไรทั้งสิ้นว่าถูกไหม อย่ามีปัญหา อย่ามีคำถาม หยุดลงไปเบา ๆ
แล้วนึกถึงยายของเรา คุณยายอาจารย์ ผู้เป็นอาจารย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ นึกถึงยาย นึกอย่างไรก็ได้นะ จะนึกถึงภาพท่าน นึกถึงครั้งเมื่อพูดคุยกับท่าน นึกถึงความดีของท่าน นึกอย่างไรก็ได้ ขอให้นึกถึงยายก็แล้วกัน ทุกครั้งที่นึกถึงยาย เราก็จะอยู่ในศูนย์กลางกายของท่าน พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าทุกท่านที่มางานยาย ยายก็จะกลั่นแก้ให้นะ กลั่นธาตุธรรมให้บริสุทธิ์ แก้ไขสิ่งที่ไม่ดี ทั้งกลั่นทั้งแก้ทุก ๆ ท่านให้บริสุทธิ์ทีเดียว ให้นึกถึงยาย อาจจะขอพรจากท่าน อาจจะพูดคุยกับท่านอย่างไรก็ได้นะ ในช่วงท้ายนี้ตามใจปรารถนา
*********************************** จบ ***********************************