ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

วิธีคิดของผู้มีบารมีแก่กล้า เช่น คุณยายอาจารย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(เริ่มม้วน 1/A) พระครูปลัดภูเบศ : ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตทั้งหลาย ขอถวายความเคารพแด่พระเดชพระคุณพระธรรมคุณาภรณ์ วัดชัยมงคล และพระเถรานุเถระ เจ้าสังฆาธิการทั้งหลาย พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ พระเดชพระคุณพระภาวนาวิริยคุณ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทั้งหลาย (สาธุ) วันนี้เป็นวันที่ ๔๓ นับจากวันที่คุณยาย มหารัตนะ อุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ได้ละสังขารไป ช่วงระยะเวลา ๔๓ วันที่ผ่านมานั้น ดูประหนึ่งผ่านไปเพียงชั่วประเเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นเอง วิริเยนะ ทุขะมะเจติ บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ตลอดระยะเวลา ๔๓ วันที่ผ่านมา พวกเราเหล่าลูกหลานคุณยายต่างได้บำเพ็ญกุศลได้เอาบุญกับคุณยาย และได้รับฟังคุณธรรมปฏิปทาของคุณยายมาจากพระอาจารย์ต่างๆ หลายเรื่องหลายราย คุณยายอาจารย์นั้นเป็นบุคคลผู้มีคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือนก็เป็นเพชรน้ำงาม ไม่ว่าจะโดนแสงจากไฟส่อง หรือโดนแสงจากดวงอาทิตย์ ก็จะมีแสงสะท้อนแวววับออกมา ไม่ว่าจะพลิกดูเหลี่ยมใด มุมใด ด้านใด อาตมาเป็นเพียงผู้น้อยที่จะมาเล่าบรรยายถึงคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ในส่วนที่ได้พบ ได้สัมผัส ได้เห็น ซึ่งจะเปรียบก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิดในคุณธรรมของคุณยายเท่าที่สายตาหยาบๆ จะได้เห็น เห็นจากกายเนื้อ ซึ่งจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับธุลีหนึ่งของภูเขาสุเมรุที่ยิ่งใหญ่ ถ้าหากว่าสิ่งใดที่พูดออกมาแล้ว ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ครบถ้วน ก็วานท่านผู้รู้ได้ช่วยแต่งเติมให้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย เพื่อจะได้เป็นเครื่องบูชาคุณ คุณยายอาจารย์ และที่ได้มาพูดถึงคุณยายอาจารย์ พูดถึงคุณธรรมของท่านนั้นก็รู้สึกเป็นที่...จิตใจ และทั้งของผู้พูด ของผู้ฟัง นับว่าเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง การที่เราได้มารำลึกถึงคุณความดีของบุคคลคนหนึ่งซึ่งถือเป็นที่เคารพรัก ศรัทธาของพวกเราทั้งหลายนั้น เปรียบประดุจว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นทิพย์ เราได้มาสมาคมกันในสถานที่นี้ เหมือนกับสภาของเทพบุตร เทพธิดาทั้งหลาย ของชาวสวรรค์ทั้งหลาย ได้มาเห็นเรือนทองของคุณยาย เหมือนกับได้เห็นรูปอันเป็นทิพย์ ดูแล้วยกจิตยกใจของเราให้ลอยอยู่เหนือกระแสโลกธรรมทั้งหลาย ให้เข้าสู่ภาวะที่มีความเบากายเบาใจ ธรรมบรรยายหรืองานฟังพระคณะสงฆ์สวดพระอภิธรรมนั้น หรือฟังพระอาจารย์บรรยายธรรมนั้น ก็เปรียบประดุจว่าเราได้ฟังดนตรีอันเป็นทิพย์ ฟังแล้วชื่นใจ ฟังแล้วเย็นใจ ฟังแล้วสบายใจ เราได้มาอยู่ที่นี่ ได้เห็นคุณยายจากภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเรานั้น ก็เหมือนกับเราได้กลิ่นทิพย์ กลิ่นศีล กลิ่นธรรมของคุณยายอาจารย์ตลบอบอวนอยู่ใน ณ ธรรมสถานแห่งนี้ เราได้นั่งอยู่ต่อหน้าคุณยายอาจารย์ เหมือนกับเรานั่งอยู่บนรัตนะบัลลังก์อย่างนั้นแหละ เรามีความสุขที่ได้มารวมตัว มาประชุมพร้อมกัน และตั้งใจทำใจของเราให้มีความสุข มีความสดชื่น ร่าเริง อาจหาญ ไปพร้อมกับบารมีธรรมของคุณยายอาจารย์ และการที่จะบรรยายคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ต่อนี้ไปนี่ ขอเรียนชี้แจงให้พวกเรารับทราบกันไว้ก่อนว่า ผู้พูดมิได้บังอาจที่จะยกใครไปเสมอกับใคร ไปเปรียบเทียบกับใครเลย แต่ต้องการที่จะชี้ให้พวกเราได้เห็นว่าบุคคลผู้มีบารมีแก่กล้านั้น ความคิด คำพูด การกระทำนั้นย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน การที่เราได้ชี้ให้เห็นว่าผู้มีบารมีแก่กล้านั้นคิดอย่างไร พูดอย่างไร ทำอย่างไร ก็อยากจะให้พวกเราได้นึกน้อมมองตัวเราเองด้วย เพื่อที่จะให้เราได้เปรียบ ได้นึกถึงตัวเราเอง แล้วจะได้ยกจิตยกใจของเราให้เข้าสู่กระแสอันเดียว ครรลองเดียวกับผู้มีบารมีแก่กล้าทั้งหลายเหล่านั้น ดังยกพระบาลีขึ้นมาในตอนต้นว่า วิริเยนะ ทุขะมะเจติ บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร คนในโลกนี้สัตว์โลกทั้งหลายต่างมีทุกข์ทั้งสิ้น แต่ก็แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทหนึ่งเกิดขึ้นมาแล้วนี่ ไม่รู้ว่าตัวเองมีทุกข์ พวกนี้แย่หน่อย จะหาทางพ้นทุกข์ คงจะลำบาก คงอีกนาน เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเขามีทุกข์ กับบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ประเภทที่ ๒ คือเกิดมาแล้วรู้ว่าตัวเองมีทุกข์ แล้วก็อยากจะพ้นทุกข์ บุคคลประเภทที่ ๒ นี้นี่ ก็ยังแบ่งออกไปอีกว่ารู้ว่าตัวเองมีทุกข์แล้วก็หาทาง แก้ไขตัวเองให้พ้นทุกข์อย่างไร บางคนเห็นทุกข์อันนี้เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมดาทั่วๆ ไป นั่นคือคนธรรมดาทั่วๆ ไป แต่อีกประเภทหนึ่ง คือผู้ที่มี่บารมีแก่กล้า เมื่อรู้ว่าตัวเองมีทุกข์แล้วนี่ ก็คิดจะพ้นทุกข์ จะสลัดทุกข์ จะแก้ปัญหาตามวิถีทาง ซึ่งไม่ใช่คนธรรมดาจะคิด เจ้าชายสิทธัตถะ พระบรมโพธิสัตว์เจ้าเป็นเจ้าชาย มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งฐานะ เกียรติยศ ทั้งทรัพย์ศฤงคารทั้งหลาย กามสุขทั้งหลาย มีพร้อม บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ยิ่งกว่าพวกเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้ทุกๆ คน แต่พระองค์เป็นผู้มีบารมีแก่กล้า มองเห็นความทุกข์ ทุกข์ที่เกิดจากการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ไม่ว่าพระราชบิดาจะสั่งบริวารให้ปิดกั้นสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไม่ให้ปรากฏขึ้นในคลองจักษุของพระองค์อย่างไรก็ตาม แต่ธรรมดาของโลก ปิดกันไม่อยู่ พระองค์ก็รับทราบในวันที่พระนางยโสธราพิมพา พระอัครมเหสีของพระองค์ประสูติพระราหุล เป็นเจ้าชาย พระองค์รู้แล้วว่านี่คือห่วง ถ้าเป็นชาวโลกทั่วๆ ไปเห็นลูกชายเกิดขึ้นมาแบบนี้ ย่อมนำความปลื้มปีติใจมาให้แก่คุณพ่อคุณแม่ แล้วก็บอกลูกคือห่วงทองคล้องใจพ่อคล้องใจแม่ แต่ผู้มีบารมีแก่กล้าอย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะพอเห็นเข้า ขึ้นม้ากัณฑกะหนีเลยทีเดียว ตรงจุดนี้ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่รับผิดชอบ หรือละทิ้ง ไปเสวยสุขคนเดียว แต่พระองค์ให้พระราชโอรส พระโอรสและพระนางยโสธราพิมพาอยู่ในวัง อยู่กับพระราชบิดา จะได้รับความบริบูรณ์ ได้รับความสุข ความพร้อมมูลในฐานะของลูกหลานกษัตริย์พึงจะมี พึงได้ แต่พระองค์เสด็จออกไปนี่ จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ จะไปที่ไหนก็ยังไม่ทราบ แต่พระองค์ทนอยู่ไม่ได้กับความทุกข์ที่เกิดขึ้น พระองค์ไม่อยากจะเกิด ไม่อยากจะแก่ ไม่อยากจะเจ็บ ไม่อยากจะตาย ตรงนี้พวกเรานึกดูให้ดีนะ ว่าปัญหาทั้งหลายนี่ที่เราเจอกันทุกวันนี้นี่ จะเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจก็ดี จะเป็นปัญหาทางด้านครอบครัว ทางด้านสังคม ทางด้านการงานทั้งหลาย เรายังมองเห็น เรายังรู้สึกทุกข์ถึงขนาดนี้ แล้วก็มันเป็นวิสัยที่เราแก้ไขได้ แต่ทุกข์ของเจ้าชายสิทธัตถะมองเห็นคือความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บ ความตายล้วนเป็นทุกข์ พระองค์จะแก้ให้ได้ นี่คือความคิดของผู้มีบารมีแก่กล้า ซึ่งไม่เหมือนคนธรรมดา พวกเราเห็นเกิดก็เป็นเรื่องธรรมดานะ แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา ก็อยู่กันไปแบบนี้วันๆ มันเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้มีบารมีแก่กล้าน่ะ ไม่ได้คิดแบบนั้น ทนไม่ได้ ต้องหนี หนีไปเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ เพื่อจะแก้ปัญหาอันนี้ ปัญหาที่ชาวโลกทั้งหมดยอมงอมืองอเท้าว่าแก้ไม่ได้ แต่พระองค์จะแก้ให้ได้ พระองค์ไปแล้ว ออกบวช สลัดเครื่องทรงของราชกุมาร ครองเครื่องนุ่งห่มของนักบวช ปลงผม การปลงผมนี่ อินเดียนี่เขาถือชั้นวรรณะมาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้วล่ะ ถือกันนักเลยทีเดียว แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งขัดขวางการพัฒนาการเจริญของประเทศมาจนกระทั่งถึงวันนี้ การที่บุคคลชั้นวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ วรรณะแพทย์ วรรณะศูตร ตัดผมออก ปลงผมออก เขาถือว่ากลับไปสู่วรรณะของจัณฑาลเลยทีเดียว อันนี้เป็นการพลิกฐานะครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นการแสดงถึงความองอาจ แกล้วกล้า เด็ดเดี่ยว กล้าหาญของพระบรมโพธิสัตว์ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะย้อนหลับ หันหลังกลับมาอีก ไปเถอะ ไปข้างหน้า จะเป็นอย่างไรไม่รู้ คนที่มีความพร้อมมูล บริบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างไปอยู่ป่านี่ มื้อต่อไปนี่ จะเป็นอาหารอะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าอยู่ในวัง รู้เลย จะมีอาหารเพียบพร้อมทั้งคาวทั้งหวาน ใส่ภาชนะทองคำอย่างดี แต่นี่อยู่ในป่าจะเอาอะไร ไม่รู้ นอนนี่อยู่ในป่า เจอสิงสาราสัตว์ทั้งหลาย จะเป็นอันตรายเพียงไรก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน แต่ถ้าอยู่ในวัง มดไม่ได้ไต่ ไรไม่ได้ตอมเลยทีเดียวแหละ มีราชองครักษ์ มีบริวารคอยป้องกันภัยทั้งหลาย คอยพัดวีทั้งหลาย แสดงว่าพระองค์นี่ต้องมีพลังขับเคลื่อนอย่างแรงกล้าที่ทำให้พระองค์สลัดสิ่งต่างๆ ทั้งหลายนี่ไปสู่อีกภาวะหนึ่ง เหมือนฟ้ากับดินเลย เมื่อพระองค์ออกบวชแล้วนี่ ก็ไปอย่างกับอาฬารดาบส อุทกดาบส ซึ่งเป็นคณาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้นมีชื่อเสียง มีบริษัทบริวารมาก พระองค์ก็ไปร่ำเรียนทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งได้ดั่งใจของอาจารย์ อาจารย์ทำได้อย่างไร พระองค์ทำได้แบบนั้น จนกระทั่งอาจารย์จะมอบหมู่คณะให้พระองค์บริหารดูแล ทำหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์แทนอาจารย์ทั้ง ๒ แต่พระองค์รู้ว่ายังไม่ใช่ ยังไม่ใช่เป้าหมายที่แสวงหา พระองค์จึงกราบลาอาจารย์ ไปแสวงหาด้วยตัวเอง ตรงนี้พวกเราสังเกตดูนะ ที่เล่าเรื่องต่างๆ ทั้งหลายมาให้ฟังนี่ พวกเราเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว แต่ก็มักจะพลิก พลิกมุมต่างๆ ให้พวกเราได้รู้ได้เห็นได้สังเกตกันเป็นพิเศษ พอพระองค์ไปแสวงหาธรรมด้วยพระองค์เอง ตอนนั้นมีพระปัญจวัคคีย์ออกบวชตามด้วย ก็ไปทรมานสังขาร ทรมานอย่างยิ่งยวด อย่างที่ไม่มีนักบวชใครในสมัยนั้นในยุคนั้นจะทรมานสังขารได้เท่าพระองค์ ทรมานจนแทบเป็นแทบตาย เอามือลูบหน้าท้องก็กระทบกระดูกสันหลัง เอามือลูบตามแขนขนก็ร่วง ร่างกายนี่สะพรั่งไปด้วยเอ็น ชีวิตแทบไม่ได้ ถ้าไม่ได้ลักษณะมหาบุรุษแล้วนี่ พระองค์คงไม่ทนทานถึงขนาดนี้ แต่ในที่สุดพระองค์ก็รับทราบได้ว่าการที่พระองค์จะทรมานสังขารนั้น ไม่ใช่เป็นทางพ้นทุกข์เลย เปรียบเหมือนพิณ ๓ สาย ถ้าหย่อนเกินไป พระองค์ก็ผ่านมาแล้วคือกามสุข ก็ไม่ได้พ้นทุกข์ ดีดสายพิณที่หย่อนๆ มันก็ไม่เพราะ พระองค์มาทรมานร่างกายอย่างยิ่งยวด ก็เหมือนขึงสายพิณที่ตึง ดีดเข้า เดี๋ยวสายพิณมันก็ขาด ต้องขึงพอดีๆ จึงจะดังเพราะ พระองค์จึงกลับมาบริโภคอาหาร ละการทรมานสังขารยิ่งยวดนั้น ปัญวัคคีย์เห็นดังนั้น ก็เลยนึกไปว่าพระองค์ละความเพียรแล้ว พระองค์ก็อยู่คนเดียวมีเวลา พอได้รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดาเสวยอิ่มหนำสำราญดี เป็นมื้ออาหารที่มีพลานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ก่อนที่พระองค์จะบรรลุอนุตระสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ก็ไปลอยถาดทองที่ริมน้ำ นำถาดเสี่ยงอธิษฐาน แล้วกลับมา กลับมานั่งที่โคนไม้ศรีมหาโพธิ ตอนนั้นมีคนเลี้ยงแพะ เอาหญ้ามา จะไปเลี้ยงเกี่ยวหญ้ามาหลายฟ่อน จะไปเลี้ยงแพะ พอเห็นพระองค์มานี่ มานั่งประทับนั่งที่โคนไม้ศรีมหาโพธิ ก็เลยถวายหญ้าอันนั้น มาให้เป็นที่รองนั่ง หญ้าฟ่อนนั้นน่ะถือว่าเป็นรัตนบัลลังก์เลย มีมหานิสงส์ มีผลานิสงส์ยิ่งใหญ่เช่นกัน เป็นรัตนบัลลังก์รองให้เจ้าชายสิทธัตถะได้ประทับนั่งในคืนวันตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุพระโพธิญาณ ญาณนี่สำคัญนะ รัตนบัลลังก์นี่สำคัญ เราจะเห็นตรงนี้ได้อย่างหนึ่งว่าการเข้าถึงธรรมของพระองค์นั้นน่ะ เข้ามาเมื่อหลังจากได้รับ ได้เสวยพระกระยาหารอิ่มสบายดีแล้ว พระองค์ได้สรงน้ำชำระเหงื่อไคล้ ชำระความร้อนในร่างกายในอากาศ เย็นสบายดีแล้ว แล้วก็ประทับนั่งที่โคนไม้ศรีมหาโพธิอย่างสบายๆ ภาวะการตรัสรู้ธรรมของพระองค์เกิดขึ้นภายใต้ของความสบายของกาย ตรงนี้เราสังเกตให้ดีนะ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อหรือพระอาจารย์ได้แนะนำเวลานั่งสมาธิปฏิบัติธรรม ต่างบอกให้พวกเรานี่ทำร่างกายของเราให้ผ่อนคลาย ให้สบายๆ นัยยะอยู่ตรงนี้ เจ้าชายสิทธัตถะน่ะตรัสรู้ธรรม ตรัสรู้อริยสัจ ๔ บรรลุธรรมพระอนุตระสัมมาสัมโพธิญาณนี่ พระองค์ไม่ได้ไปศึกษาจากมหาวิทยาลัยไหน ไม่ได้ปริญญาตรี โท เอกแค่ไหน แล้วเป็นพระพุทธเจ้า ไม่มีใครมารับรองพระองค์ แต่พระองค์รับรองพระองค์เอง เมื่อปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว ได้ชำระตัดรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง หักซี่กรง กงล้อในวัฏสงสาร ประกาศพระองค์ว่าพระองค์จะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว ปัญหาที่ชาวโลกทั้งหลายงอมืองอเท้าว่าเกิดแล้วมันก็ต้องแก่ แก่แล้วมันก็ต้องเจ็บ เจ็บแล้วมันก็ต้องตาย เป็นธรรมดา แก้ไขไม่ได้ แต่พระองค์แก้ไขได้แล้ว พระองค์จะไม่กลับมาเกิดอีก พระองค์ก็จะไม่แก่อีก แล้วก็ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตายอีกแล้ว ชีวิตของพระองค์เข้าสู่ความเป็นอมตะแล้ว ตรงนี้เราขอกลับมาดูชีวิตของคุณยายอาจารย์ของเรา ขอเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าที่จะพูดต่อไปนี้นี่ มิได้บังอาจที่จะยกใครไปเทียบกับใคร ไปตีเสมออะไรทั้งสิ้น แต่ต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มีแก่กล้านั้นท่านมีความคิด มีคำพูด มีการกระทำไม่ธรรมดา แล้วก็ให้เราได้ดูตัวของเราเปรียบเทียบไปด้วย เพื่อที่จะได้ยกใจของเราให้ตกอยู่ในกระแสแห่งความเป็นบัณฑิต เดินตามรอยเท้าท่านทั้งหลายเหล่านั้นต่อไป คุณยายเกิดมาในครอบครัวของผู้มีอันจะกินแม้จะต้องทำงาน วันที่คุณยายอยู่ในหมู่พี่น้อง เป็นคนกลาง คุณยายก็เป็นหัวหน้าของพี่ของน้อง เวลาจะพูดอะไร พี่น้องจะฟัง แสดงออกถึงความเป็นคนรับผิดชอบ คนเอาจริงเอาจัง หรือเป็นคนที่มีเหตุมีผล ความคิดเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เกินตัวของคุณยาย เกินวัยของคุณยาย อยู่ในหมู่เพื่อน คุณยายก็มีเป็นลักษณะบุคลิกผู้นำของเพื่อน เพื่อนๆ รักและก็ศรัทธา แล้วก็เชื่อฟังยาย ยายไม่กระทบกระเทียบใคร ไม่กระแนะกระแหน่ ไม่ด่าไม่ว่าใคร ไม่อิจฉาริษยาใคร ไม่ตำหนิใคร แล้วก็ในหมู่เพื่อน เมื่อเข้าวัยสาวแล้ว จะพูดถึงชายหนุ่มหน่อย แต่คุณยายไม่เอาเลย คุณยายนี่ใจของท่านสะอาดบริสุทธิ์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แล้ววันที่เป็นพลังผลักดันของยายนี่ ที่เห็นยาย คุณยายนี่ความคิดไม่เหมือนชาวบ้านคือคุณยายนี่จะขยัน ไปนาแต่เช้ามืดเลย ก็จะเห็นพระอาทิตย์โผล่ขึ้นที่ท้องฟ้าอยู่เป็นประจำ คนธรรมดาไม่ได้คิดแบบนี้หรอก เห็นพระอาทิตย์ขึ้นมาก็เออ สวยดีนะ น่าดูน่าชม แล้วก็จบอยู่แค่นั้น แต่คุณยายคิดไม่เหมือนธรรมดา คุณยายบอกจะไปพระอาจารย์ อยากจะไปที่ดวงอาทิตย์ นี่เป็นความคิดที่ไม่ธรรมดา ความคิดอันหนึ่งที่คุณยายเกิดขึ้นมาเมื่อตอนที่คุณพ่อของคุณยาย ปกติคุณพ่อคุณยายนี่ จะเป็นชายที่ ผู้นำครอบครัว เป็นสามีที่ดีของภรรยา เป็นพ่อที่ดีของลูก เป็นหลักชัยของครอบครัว ถ้า ถ้าหากว่าคุณพ่อไม่ได้ดื่มเหล้า ตรงนี้แหละเหล้าเป็นน้ำเปลี่ยนนิสัย พอคุณพ่อดื่มเหล้าไปก็จะมึนเมาแล้วก็จะพึมพำ บ่นพึมพำ พูดพึมพำไปตามประสา คุณแม่ก็คงเห็นว่าเออ บ่นพึมพำ พูดมาว่าบ่นพึมพำเหมือนนกกระจอก ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก แต่ว่าคนเมาน่ะอะไรก็ เป็นเรื่องเป็นราวจนได้ ตรงนี้นี่ให้เราคิดด้วยว่าน้ำเปลี่ยนนิสัยอันนี้นี่ ที่ทางคนผลิตออกมานี่มันได้มันคุ้มไหมกับการเสีย น้ำเหล้านี่น้ำมึนเมานี่มันทำลายครอบครัวมานักต่อนักแล้ว ทำลายชีวิตมานักต่อนักแล้ว เพิ่มแพทย์เพิ่มพยาบาล เพิ่มคุกเพิ่มตำรวจเท่าไหร่ก็ไม่พอ เกิดจากน้ำมึนเมานี่แหละ คราวนี้ คุณพ่อก็เริ่มรู้สึกว่า คนสมัยก่อนเข้ามา แต่งงานแล้วก็มาอยู่บ้านผู้หญิง เรียกว่าวิวาหะ พอได้ยินแม่ว่าเป็นนกกระจอก ก็นึกไปอีกทางหนึ่ง ว่าเหมือนกับนกกระจอกมาอาศัยในชายคาอย่างนั้น มันเป็นปม ปมด้อย แต่ความจริงคุณแม่ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น หมายถึงการพูดต่างๆ คุณยายเองเป็นลูก ลูกที่อยากจะไกล่เกลี่ย ไม่อยากเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน ก็อยากจะไกล่เกลี่ยว่าไม่ได้หมายถึงแบบนั้น แต่ว่าพูดยังไม่ทัน อธิบายยังไม่ทันชัดเจน คุณพ่อก็แช่งคุณยายไว้ก่อนแล้ว แช่งก่อนแล้ว ว่าให้หูหนวก ๕๐๐ ชาติ ตรงจุดนี้ ถ้าหากว่าเป็นคนธรรมดา เวลาโดนด่า โดนพ่อโดนแม่ด่า หรือคนอื่นด่า มันก็หนักยิ่งกว่านี้ก็ยังมี ไม่ได้ถือสา แต่คุณยายด้วยความเคารพคุณพ่อคุณแม่ เห็นคุณพ่อคุณแม่มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระอรหันต์ก็เก็บความทุกข์นี้ไว้ในใจ ตรงนี้นี่ พวกเราที่นั่งอยู่ในตรงนี้ที่นี่ทุกคน ให้นึกถึงครอบครัวของพวกเรา ครอบครัวของเพื่อนๆ ของพี่น้อง ถ้าครอบครัวใดนี่กินเหล้า มีเหล้าติดบ้านแล้วนี่ มันลุกเป็นไฟ พ่อแม่ก็จะทะเลาะกัน ลูกหลานในบ้านไม่อยากให้เห็นพ่อแม่ทะเลาะกันหรอก แล้วก็ไม่สบายใจ ถ้าหากมีเรื่องมีราวอะไรกันก็ตามนี่ พ่อแม่ไม่เข้าใจกัน ก็ให้ไปปรับความเข้าใจกันลับหลังเถอะ โดยเฉพาะเป็นการส่วนตัว อย่าได้มาโต้เถียงกัน ทะเลาะกันต่อหน้าลูกๆ เลย ลูกๆ ไม่ชอบหรอก แล้วถ้าไม่กินเหล้าได้ ไม่มีเหล้าในบ้านได้นี่ ถือว่าบ้านนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข ยิ่งบ้านใดพ่อแม่มีศีลมีธรรม มีศีล ๕ ศีล ๘ เป็นปกติ สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิกันเป็นปกติ ฟังเทศน์ฟังธรรมปกิต บ้านนั้นน่ะบ้านเย็น คราวนี้ กลับมาถึงคุณยาย จนกระทั่งวันที่พ่อละโลก คุณพ่อละโลกไปนี่ ลูกๆ ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ได้ขอขมาลาโทษคุณพ่อ แต่คุณยายออกนา กลับมาไม่ทัน สิ่งนี้มันติดอยู่ในใจของคุณยาย เพราะงั้นคุณยายนี่รู้ว่าตัวเองเป็นทุกข์ ก็อยากจะแสวงหาทางพ้นทุกข์ เพราะมันทนอยู่ไม่ได้ มันมีพลังผลักดันอย่างรุนแรง ทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยอำนาจบารมีเก่าของคุณยายนี่ ว่าอยู่แบบนั้นไม่ได้ แล้วก็ได้ยินมาว่าที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เขาสอน เขาไปเที่ยวนรก ไปเที่ยวสวรรค์ได้ คุณยายจะไปตามหาพ่อ เป้าหมายอยู่ตรงนั้นแหละ ก็จะออกจากบ้าน ธรรมดานี่ผู้หญิงอายุประมาณ ๒๕ ย่าง ๒๖ ตอนนั้น ความรู้ ก ข้อ ไม่กระดิกหู หนังสือหนังหาไม่รู้เรื่องเลย จะไปผจญโลกภายนอกตามลำพัง แล้วก็ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยไปเลย ไม่เคยออกจากบ้านจากตำบลของตัวเอง หมู่บ้านตัวเองอยู่เลย นี่จะไปต่างเมืองเลยทีเดียว เข้าไปสู่เมืองใหญ่กรุงใหญ่ เราเอาใจของเราวัด วัดกับใจของคุณยาย เหมือนกับเราเอาใจของเรา ไปนั่งในใจของคุณยาย เอาใจคุณยายมานั่งอยู่ในใจของเรา ถ้าเป็นเรา เรากล้าไหม ไปต่างประเทศ ต่างทวีปเอาไง คนละภาษา อ่านหนังสือภาษาเขาก็ไม่ออก ไปได้ไหม กล้าไหม นี่ก็หนักแล้ว มาเจอคุณแม่ คุณแม่เป็นห่วงด้วยความรัก ห่วงลูกสาว ก็รู้ว่าลูกสาวตัวเองไม่รู้หนังสือหนังหา ไม่เคยจากบ้านไปไหนเลย นี่จะไปต่างบ้านต่างเมือง น้ำมือนี่ไหลรินมาแทบเป็นสายเลือด ห่วงแสนห่วง อ้อนวอนสารพัดอ้อนวอน ให้ลูกอยู่ อย่าไปเลย มันอันตรายนะ เออ สารพัด คุณยายรู้สึกอย่างไร แน่นอนล่ะ ต้องสัมผัสความรู้สึกทุกข์โทมนัสของคุณแม่ได้ แล้วคุณยายก็เคารพคุณพ่อคุณแม่อย่างที่สุด สุดชีวิตจิตใจเลย เมื่อเจอแบบนี้จะเป็นอย่างไร สมบัติของตัวเองที่ขยันทำมาหากิน มรดกนั้นก็มีอยู่เยอะแยะที่ให้คุณยายน่ะอยู่อย่างสบาย อยู่อย่างปลอดภัย แต่ดั่งที่บอกไว้ว่าผู้มีบารมีแก่กล้าน่ะ คิดไม่เหมือนเราหรอก คุณยายตัดใจไป ไปเถอะ ไปข้างหน้า เป้าหมายเราต้องไปหาพ่อ ไปขอขมาพ่อ ไปให้ได้ พลังขับเคลื่อนตรงนี้นี่ มันยิ่งใหญ่มหาศาลนัก อะไรก็หยุดไม่อยู่ คุณยายก็ไป ไปด้วยเงิน ๑๐ สลึง ติดตัวเป็นค่ารถ ยอมทุกอย่าง ข้างหน้าจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ คุณพ่ออยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ พวกเราคิดดูก็แล้วกัน ว่าความเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงคนๆ หนึ่ง ที่ ก ไก่ ข ไข่ ไม่รู้ ไม่ได้เรียนหนังสือออกมาแบบนี้ ผจญโลกกว้างตามลำพัง ต้องเด็ดเดี่ยวขนาดไหน ต้องกล้าหาญขนาดไหน จะต้องมีความมุ่งมั่นขนาดไหน พอไปแล้วก็หาทางไป ยอมตัวนะไปเป็นคนใช้เขา คนใช้ ตัวเองอยู่ที่บ้านสบายจะตาย อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของบ้านเลย แต่ต้องยอมลดตัวเป็นคนใช้เขา เป้าหมายจะไปหาพ่อ ยอมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ยอดลดตัว แล้วก็คุณยายไปยอมตัวเป็นเจ้าของ เป็นคนรับใช้ในบ้านของคหบดี จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจในระยะเวลาสั้นๆ แค่ปี ๒ ปีเอง เจ้าของบ้าน เจ้านายให้ความไว้ใจ ให้ความรักความเมตตาทุกอย่างเลย มอบกุญแจเซฟให้ ตู้เซฟสมัยก่อน เงินทองสมบัติอะไรทั้งหลายไม่ได้ไปฝากแบ๊งก์เหมือนปัจจุบัน ก็เก็บไว้ตู้เซฟนั่นแหละ มอบกุญแจตู้เซฟให้เลย เรามองดูตรงนี้ว่าคุณยาย คุณธรรมคุณยายขนาดไหน มองตัวเราเองด้วย มองครอบครัวของเราด้วยว่าเราไว้ใจคน ใครได้ถึงขนาดนี้ได้บ้างไหม แต่นั่นแหละคุณยายทำให้เขาไว้ใจได้ขนาดนั้น มอบภารกิจการงานที่ดูแลบ้านช่องครอบครัวใหญ่ ดูแลสมบัติให้ แต่คุณยายไม่ได้ติดอยู่แค่นั้นหรอก เพราะนั่นยังไม่ใช่เป้าหมาย โน่น เป้าหมายต้องไปตามหาพ่อ ระหว่างที่คุณยายยังอยู่ที่บ้านคหบดีนี่ ก็มีคุณยายทองสุก ได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ไปสอนธรรมะที่บ้านเจ้านาย คุณยายก็ไปเรียน ได้มีโอกาสเรียนธรรมะ พวกเรานะที่นั่งอยู่ในนี้ทุกคน ลองดูก็แล้วกัน ดูกะตัวเอง ใครที่เคยบ่นว่าภารกิจมาก ไม่มีเวลานั่งสมาธิ ไม่มีเวลาทำความเพียร ดูคุณยาย คุณยายแบกรับทั้งครอบครัวทั้งบ้าน การงานสารพัดเลย ดูหมด แต่พอเวลา มีเวลาว่างปั๊ป ยายจะหาที่สงบๆ มุมสงบนั่ง แล้วระหว่างที่ทำงานใจของยายจรดอยู่ จรดอยู่กับคำภาวนา สัมมาอะระหัง จรดอยู่กับคำสอน วิธีการที่คุณยายทองสุกได้แนะนำเอาไว้ให้วางใจที่ศูนย์กลางกาย สัมมาอะระหัง ไปน่ะ ทำอยู่แค่นั้นตลอดวันตลอดคืน ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำอยู่อย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวกายก็เคลื่อนไป แต่ใจหยุดนิ่ง จนกระทั่งเข้าถึงธรรม เพราะงั้นพวกเรานี่ ดูตัวเองก็แล้วกันว่าเราจะมีอะไรที่มาเป็นข้ออ้าง ข้อแก้ตัวของเราอีกไหม ในการที่จะไม่เอาจริงเอาจังในการปฏิบัติธรรม ในการที่จะไม่เข้าถึงธรรม คราวนี้คุณยายไป ไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ จากรางวัลที่เจ้านายมอบให้ คุณยายไม่ได้ขอเงินขอทอง ดังที่คนทั่วๆ ไปขอหรอก แต่คุณยายขอรางวัลด้วยการปฏิบัติธรรมถือศีลกับหลวงพ่อวัดปากน้ำที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เสร็จแล้วคุณยายก็ไปรู้ ไปรู้ไปพบพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ รู้ คุณยายออกบวชเลย ประกาศเลย เดินตามรอยเท้าหลวงพ่อวัดปากน้ำเลย เดินตามรอยเท้าผู้มีบารมีแก่กล้าสมัยก่อน ออกจากบ้าน ออกบวชแล้วไม่หันกลับแล้ว เหมือนนกที่โผจากคอน ไม่อาลัยอาวรณ์ในคอนที่จรจากมา ประกาศบวชเลย ไม่ยอมหันกลับครองเรือนอีกแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำก็เป็นแบบนี้ ไปดูเถอะ เป็นแบบนี้ สืบทอดมาถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรา หลวงพ่อทัตตชีโว เป็นแบบนี้หมด เรามีครู เราเดินตามรอยครู เราไม่ได้นอกรอยครูเลย เป็นแบบนี้กัน ดูใจก็แล้วกันนะ เด็ดเดี่ยวขนาดไหน คุณยายไม่เคยนึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าตัวเราเองหนอ ทำไมถึงเกิดมา ก ข้อ ไม่อ่าน อ่านหนังสือไม่ออก ตัวเราทำไมถึงต้องลำบากอย่างนี้ ไม่เคยตีโพยตีพาย คุณยายน่ะมีแต่ไปข้างหน้าอย่างเดียว จนกระทั่งใจจรดจ่อธรรมะ เชี่ยวชาญมาก ได้รับความไว้วางใจจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ให้ได้เป็นหัวหน้าเวรนั่งวิชชา ทีมงานนั่งธรรมะ ตลอดวันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง ไม่ขาดสายเลย เขาแบ่งเป็นผลัด ๒ กะ กะ ๑ กะ ๒ กะละ ๖ นั่ง ๖ ชั่วโมง พัก ๖ ชั่วโมง นั่ง ๖ ชั่วโมง พัก ๖ ชั่วโมง ไปแบบนี้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่คุณยายนั่งมากกว่าคนอื่น นั่ง ๗ ชั่วโมง ๘ ชั่วโมง ก่อนจะส่งให้คนอื่น เพราะงั้นใจของคุณยายตามไปตลอดเวลา เพราะงั้นคุณยายนี่จึงได้รับคำชมจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าหนึ่งไม่มีสอง ตรงนี้นี่ ให้พวกเราสังเกตดูมุมมองเหลี่ยมเพชรเหลี่ยมนี้ให้ดี ที่ยกมาแต่ละเหลี่ยมแต่ละเหลี่ยม ฉายแสงแวววาวให้พวกเราดู ว่าสวยงาม และทรงคุณค่าขนาดไหน คราวนี้จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านละสังขารไปแล้ว คุณยายอยู่ต่อ สืบสายธรรม เอาธรรมะที่หลวงพ่อวัดปากน้ำค้นหามาด้วยความยากลำบาก ด้วยการเอาชีวิตวางเป็นเดิมพัน ค้นมา ธรรมะที่หายไปน่ะเกือบ ๒,๐๐๐ ปีนี่ กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ส่งต่อ สืบสายต่อ สืบสายธรรมต่อมา ให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเราต่อมาอีก ตอนนี้มาสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมเป็นที่รวม รวมของนักสร้างบารมี รวมทีมของนักสร้างบารมี แล้วคุณยายก็เป็นหลักให้ เป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายอย่างแท้จริง คุณยายเฝ้าทะนุถนอมพวกเรา เลี้ยงดูพวกเรามาด้วยธรรมะ พวกเรานี่รุ่นแรกๆ เลยที่อยู่ มีโอกาสใกล้ชิดคุณยายต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่าเราอยู่กับคุณยายนี่ เรามีความสบาย จนกระทั่งเหมือนกับเป็นสโลแกนว่า อยู่กับยาย สบายกว่าอยู่กับก๋ง เราทุกคนยอมรับกันทั้งนั้น คือเราอยู่ข้างนอก โลกภายนอก เราก็สบายอย่างเหมือนชาวโลก สบายได้ แต่เรารู้ว่าชีวิตของเรายังมีความพร่องอยู่ เรายังไม่รู้ทิศทางของชีวิต ยังไม่มีเป้าหมายของชีวิตที่ชัดเจนเลย ว่าจะให้เราอยู่แบบนกแบบกา เช้าขึ้นทำมาหากิน เย็นลงหมดแรง กลับบ้าน นอน แล้วเช้าขึ้นไปทำมาหากินต่อ เหมือนนกเหมือนกาแบบนั้น พวกเราทุกคนไม่เอา ไม่คิดแบบนั้น ไม่ยอมแบบนั้น แต่ว่าจะทำ่ยังไงต่อ เราไม่รู้ จนกระทั่งพวกเราได้มาเจอคุณยาย เจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย เจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว เราถึงได้คำตอบ ที่ว่าอยู่กับยายน่ะสบายยังไง คือสบายใจ แต่ว่ากายมันเหนื่อยนะ แต่มันเหนื่อย เหนื่อยกายมันพักแล้วก็หาย แดดร้อน ตากแดดตากฝน กรำแดดกรำฝน เดี๋ยวกลับมาที่ร่ม ไปพักผ่อนหน่อยเดี๋ยวก็หาย แต่ว่าใจเรามันสบาย เรารู้หลัก เป้าหมายของเราอยู่ที่ไหน ประหนึ่งว่าคุณยายนี่มาจุดประทีป นำทางชีวิต จุดประทีปในความมืดน่ะ คุณยายจุดประทีปให้เรา ให้แสงสว่างกะเรา ให้มีประทีปชีวิตเดินไปเส้นทางนี้นะ แล้วจะเจอ เจอสิ่งที่หลาน ลูกหลานยายกำลังค้นหา กำลังแสวงหา พวกเราได้ประทีปที่ยายส่องมาให้ ผ่านหลวงพ่อธัมมชโย ส่งผ่านมาส่งหลวงพ่อทัตตชีโว แล้วพวกเราก็รับเทียนกันมาคนละเล่มคนละเล่ม บางทีในท่ามกลางความมืด มันก็เหยียบเท้ากันบ้างล่ะ แต่คุณยายก็เอาสปอร์ตไลท์มาส่องให้สักทีหนึ่ง เอ้าไปนั่งสมาธิกัน แล้วเราก็เอาล่ะ นั่งต่อ ทำงานต่อ เดินกันต่อ แต่เรารู้ว่ตาของเราดี เรามีเทียนเป็นแสงสว่าง เรารู้ทาง รู้ทิศ เรามีเข็มทิศแล้ว ต่อไปนี้เราก็ก้มหน้าก้มตาเดินไป เดินไป เดินไปเป็นหมู่คณะ ในท่ามกลางความมืดบ้าง สว่างบ้าง เรารู้ว่าเราไม่ได้เดินคนเดียว เรามีพี่ มีน้อง เรามีเพื่อนๆ อีกมากมายมหาศาล เป็นหมู่เป็นคณะ เป็นทีมใหญ่ เดินไปพร้อมๆ กัน มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อนำทาง พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ นำทางพวกเรา พวกเราลูกๆ ก็เดินกันไป เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ชนกันบ้าง เตะกันบ้าง เบียดกันบ้าง แต่อย่างนั้นเราก็เดินไปด้วยกัน เดินไปพร้อมๆ กัน พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็เมตตาพวกเราเหลือเกิน พยายามประคับประคองพวกเรา อดทนให้อภัยพวกเรา แม้พวกเราบางครั้งดื้อๆ ด้านๆ เกะมะเรเกเรไปตามประสา ท่านก็เมตตาให้อภัยพวกเรา คุณยายก็เมตตา อภัยให้พวกเรา ไม่ดุไม่ด่า แต่ว่าคอยว่ากล่าว คอยสั่งสอนเรา อย่าทำแบบนั้นนะ ให้ทำแบบนี้นะ ถ้าทำผิดเอออันนี้อย่าทำนะ ถ้าทำถูก ทำต่อไป ก็เป็นแบบนี้แหละ เราเหมือนครอบครัวใหญ่ มีคุณยายเป็นเหมือนพ่อเหมือนแม่ เราไม่เคยมี พวกเราไม่มีเคยมีความรู้สึกว่าคุณยายเป็นผู้หญิงนะ คุณยายเป็นแม่ชี เคยมีความรู้สึกไหม เรามีความรู้สึกว่าคุณยายน่ะ เป็นเหมือนพ่อเป็นเหมือนแม่จริงๆ เป็นเหมือนพระ แล้วคุณยายพยายามดูแลพวกเราเหมือนกับเด็กอ่อน สังเกตอะไร คุณยายทำนี่ เวลาปลูกต้นไม้ ยกตัวอย่างนะ คุณยายปลูกต้นไม้ปลูกต้นกล้า กล้าไม้เล็กๆ ตอนสมัยคุณยายแข็งแรงอยู่ แล้วเรามาจากท้องนา พวกเราคิดดูก็แล้วกัน ภาพของวัดสมัยก่อนมันเตียนโล่งเลย มันไม่มีต้นไม้ มันต้องปลูกกันขึ้นมา ทุกอย่าง มันต้องสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราทั้งนั้น ไม่มีการดลบันดาลเสกเพรี้ยงขึ้นมาเลย ไม่มี ปลูกขึ้นมา แล้วคุณยายก็จะนำไปปลูก กะระยะเสร็จให้ลูกหลานบ้าง ตัวคุณยายบ้าง ขุดหลุม แล้วเราปลูกต้นไม้ กล้าไม้มันสูงแค่คืบแค่ศอก ยายก็ประคบประหงมปลูก ขุดแล้วก็ฝังต้นไม้เอาไว้ให้ได้ระดับพอดีๆ แล้วก็เอามือโกยดินรอบๆ ข้าง กลบ จากพื้นมากลบ แล้วมือกด กดๆ กดให้มันแน่น หลังจากฉีดถุงพลาสติกมาแล้วนะ กดให้มันแน่นเพื่อจะไม่ให้ดินมันเหลื่อม ให้ดินมันแน่น รากจะได้ยึดเกาะได้แน่น แล้วคุณยายก็เอาไม้ไผ่ดาม เอาเชือกพลาสติกผูกเอาไว้ ไม่ให้ลมมันพัดโยก เท่านั้นไม่พอ คุณยายก็จะไปหาเข่ง เข่งเก่าๆ ที่ก้นมันทะลุ มาครอบต้นไม้อีกทีหนึ่ง เพื่อกันไม่ให้ใครมาเดินมาเตะต้นไม้ ไม่ให้รถรามาทับมาชน เผื่อใครเอารถเข็นดินไปขนไปชนต้นกล้านี่ ก็จะเห็นเข่งชัดเจน ไม่ให้สัตว์พวกหมาพวกไก่อะไรต่ออะไรมาทำลายต้นกล้าของคุณยาย แล้วบางครั้งต้นไม้บางประเภทที่มันโตเร็ว ใบมันจะอ่อน คุณยายก็จะ แดดมันกล้า ฤดูนี้ฤดูแล้งแล้ว แดดมันกล้านัก คุณยายก็จะหาอะไรมาคลุมมาบัง ไม่ให้แดดมันจัดจนเกินไปนัก เอาแค่รำไรๆ แล้วคุณยายจะเวียนมาดูต้นไม้ที่ยายๆ ปลูกนี่ เอาน้ำมารด มีกระป๋องมารดอยู่ตลอดเวลา นี่นะ เราดูนะว่าแม้กระทั่งต้นไม้ต้นนิดเดียว ยายยังดูแลทะนุถนอมปกป้องแล้วก็ดูแลกันขนาดนี้ แล้วพวกเราล่ะที่เป็นหลาน ลูกหลานยาย ยายจะดูแล ตามดูแลกันขนาดไหน วัดพระธรรมกายเติบใหญ่มาขนาดนี้ ไม่ใช่โชคช่วย ไม่มีใครมาบังดาลหรอก นอกจากบุญ นอกจากคุณยาย แล้วก็หลวงพ่อทั้ง ๒ ถึงมีวัดนี้ขึ้นมา แล้วคุณยายเวลาปลูกต้นไม้น่ะ คุณยายไม่ได้มองว่านี่คือต้นไม้ต้นเล็กๆ กล้าเล็กๆ แต่คุณยายมองไปว่าที่นี่ต้นไม้ มันจะเป็นต้นไม้ใหญ่ที่จะให้ร่มเงา เป็นที่อยู่อาศัยที่ปฏิบัติธรรมของพวกเราที่มาวัดจะได้มีร่ม ร่มเย็น ถ้าใครมานั่งธรรมะที่ใต้ต้นไม้ของยายที่ยายปลูกไว้แล้ว ถ้าได้เห็นธรรม บรรลุธรรมที่ใต้ต้นไม้ที่ยายปลูก ยายก็ได้บุญขึ้นไปอีก แล้วต้นไม้นั้นอยู่คู่กับวัดไปเลย อยู่กันนานเท่านาน ไม่ว่ายายจะอยู่ในโลกนี้หรือละโลกไปสวรรค์แล้วก็ตาม ใครมาตรัสรู้ใต้ต้นไม้ที่ยายปลูกต้นนี้แหละ ยายก็คงได้บุญอยู่ต่อเนื่องตลอดไป นี่แหละรัตนบัลลังก์ที่ยายปลูกไว้ ยายไม่ได้ปลูกต้นเดียว ยายปลูกเป็นร้อยๆ พันๆ ต้น ยายปลูกแล้วปลูกอีก ปลูกจนกระทั่งไม่มีที่ปลูก เต็มวัดไปเลย รัตนบัลลังก์ ลานธรรมรอบธรรมกายเจดีย์ ถ้ายายมีแรงนี่ เชื่อเลย ใจของยายน่ะจะต้องมีโป้งของยายาติดอยู่ทุกแผ่น ทุกตารางเมตร รอบธรรมกายเจดีย์ ยายอยากจะได้แบบนั้น ใจของยายใหญ่ แล้วถ้าใครมาตรัสรู้ธรรม ณ แผ่นผืนที่ยายเป็นเจ้าภาพ ที่ยายสร้างขึ้นมานี่ ยายก็จะได้บุญใหญ่เก็บเกี่ยวไป ไม่ว่าคุณยายจะละโลกหรืออยู่ในแดนสรวงสวรรค์แล้วก็ตาม ยายก็จะได้บุญตรงนี้ ถ้ายายอยู่ ยายจะต้องคิดแบบนี้แน่เลย พวกเราลูกหลานยาย นั่งอยู่ที่นี่ทุกๆ คนแหละ คิดแบบนั้นไหม คิดเหมือนนายอะชะบานที่ถวายหญ้าฟ่อนนี้แก่เจ้าชายสิทธัตถะ เพื่อไปปูเป็นรัตนบัลลังก์ให้พระองค์ได้นั่ง ประทับนั่งแล้วตรัสรู้อนุตระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า เราอยากเป็นนายอะชะบานไหม แต่โอกาสนั้นมันผ่านไป คราวนี้รัตนบัลลังก์รอบลานธรรม รอบธรรมกายเจดีย์ จะมีคนมาเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน แล้วก็มาวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า นับชั่วกัปชั่วกัลป์ นับเป็นพันๆ ปี จะไม่มีสักคนหนึ่งหรือที่มาตรัสรู้ธรรม ณ ลานธรรมนี้ แน่นอนเลย ไม่ใช่ ไม่ใช่คนเดียวแน่ ต้องมีมากมายมหาศาลที่มาอยู่ในข่ายญาณของพระพุทธเจ้า พระบรมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ที่สอดบารมีธรรมของพระองค์ แผ่บารมีธรรมของพระองค์มาครอบคลุมธรรมสถานอันศักดิ์สิทธิ์ บุญสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ แล้วก็จะได้ตรัสรู้ธรรม ขอให้พวกเราอย่าปล่อยโอกาสที่จะสร้างรัตนบัลลังก์ลานธรรมรอบธรรมกายเจดีย์อันนี้ไปเลยนะ และในโอกาสนี้นี่ที่เราได้มาร่วมกันในที่นี้ มารำลึกถึงคุณธรรม มารำลึกถึงพระคุณของคุณยาย ก็ขอให้เราได้น้อมจิต นึกถึงบุญนึกถึงกุศล ที่เราได้สร้างสมกันมาทั้งวัน น้อมถวายคุณ บูชาคุณ บูชาธรรมคุณยาย มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ทุกคนนั่งกันนิ่งๆ นะ สัพเพ…. ****************************** จบ ****************************** หน้า PAGE 13 431022EW-CNT