อานุภาพบุญของคุณยายอาจารย์
(เริ่มม้วน 1/A)
พระปรเมษฐ์ ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐ กราบนมัสการพระมหาเถรานุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานของคุณยายทุกคน (สาธุ)
พวกเราคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่าถ้าไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีหลวงพ่อ ถ้าไม่มีหลวงพ่อ ก็ไม่มีวัดและหมู่คณะของพวกเรา คำกล่าวนี้พวกเราคงซาบซึ้งกันดี หลวงพี่เองมาวัดพระธรรมกายครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๗ วันนั้นเป็นวันไหว้ครู พอไหว้ครูเสร็จ รุ่นพี่เขาเอารถบัสล้อมหอประชุม ก็ถือว่าต้อนน้องขึ้นรถเลย จึงได้มีโอกาสมาเจอวัดพระธรรมกาย และจากจุดนั้นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างมาก เพราะแต่ก่อนนั้นนี่ เราไม่เข้าใจคำว่า สัมมาทิฐิ พอเราไม่รู้ เราเลยไม่สร้างความดี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนไว้ว่า จุดเริ่มของการสร้างความดีคือสัมมาทิฏฐิมี ๘ ประการ คือ
๑. การให้ทานดีจริง ควรทำ
๒. การบูชาบุคคลที่ควรบูชาดีจริง ควรทำ
๓. การต้อนรับปฏิสันถารดีจริง ควรทำ
๔. กฎแห่งกรรมมีจริง
๕. โลกนี้โลกหน้ามีจริง
๖. บิดามารดามีพระคุณจริง
๗. นรกสวรรค์มีจริง
๘. สมณะพราหมณ์ผู้หมดกิเลสแล้วมีจริง
ก่อนหน้านี้สัมมาทิฐิ ๘ ประการนี่ มันไม่ชัด พอไม่ชัดนี่ มันก็ทำความดีแบบไม่เต็มที่ แบบเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง พอมาถึงวัดพระธรรมกาย ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเดินไปสู่ความจริง เรื่องคุณยายตามหาพ่อ มันเป็นการยืนยันเรื่องที่เราไม่ค่อยเชื่อคือเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องโลกนี้โลกหน้า แล้วที่สำคัญคือเรื่องนรกสวรรค์
แต่ตอนนั้นความเชื่อมันก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ว่าเราสนใจแล้วเราอยากพิสูจน์ ก็ทำให้ได้มาวัดพระธรรมกายบ่อยๆ พอมาบ่อยๆ ก็มีโอกาสมาเจอคุณยาย คุณยายก็ได้พูดเรื่องนี้ให้ฟังด้วยปากท่านเองหลายครั้ง ท่านเล่าบ่อยเลยบางทีเวลามีโอกาสเจอท่าน ท่านบอกตอนยายไปช่วยคุณพ่อท่าน ที่นั่นเป็นเหมือนกะทะ ที่มีน้ำเดือด มีเปลวไฟขึ้นมา พอพระธรรมกายของคุณยายลงไป ตรงนั้นก็เย็น แล้วก็ช่วยพ่อขึ้นจากนรกได้ด้วยบุญที่เข้าถึงพระธรรมกาย ตรงนี้ทำให้ตัวหลวงพี่เองมีกำลังใจนะ ที่จะเข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรม
แล้วยิ่งกว่านั้น ตอนเรียนอยู่ปี ๒ ตอนนั้นมีรุ่นพี่คนหนึ่ง เรียนอยู่คณะสัตวแพทย์นะ เขาเป็นเกษตรศาสตร์รุ่น ๔๓ ชื่อจริงชื่อพี่ไพศาล เรียกกันเล่นๆ ชื่อพี่เพชร พี่คนนี้มาวัดประจำ ช่วยงานอยู่แผนกบุญสถาน ตอนอยู่ปี ๒ นี่ คงจะมีเวรปาณามาก เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่คนนี้ไปนั่งสวดมนต์ในชมรม วันนั้นปรากฏว่าที่หน้าชมรมนี่มีต้นไม้ใหญ่ แล้วก็มีรังต่อ รังใหญ่ ปรากฏต่อก็อยู่ของมันดี ปรากฏวันนั้นนี่ ลมมาแรง อยู่ๆ ต่อทั้งรังนี่มันร่วงลงมา ก็มีพี่ ๒ คน เดินออกจากชมรม พอมาเจอต่อตกใจเลยวิ่งหนีกลับเข้าไปชมรมคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งวิ่งออกไปนอกชมรม ต่อฝูงหนึ่งจำนวนมากเลย ก็ตามพี่คนนี้เข้ามา เข้ามาต่อยคนในชมรม ปรากฏว่าโดนไปคนละตัว ๒ ตัวนี่ แต่พี่ไพศาลคนนี้โดนไป ๔๓ ตัว เขาบอกโดนเท่ารุ่นเลยนะ แล้วก็ช๊อคเข้าโรงพยาบาลเมโย
หลังจากนั้นประมาณเดือนมกราคม พี่คนนี้ประสบอุบัติเหตุ ถูกรถชนเสียชีวิตที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว หลวงพี่ยังจำได้วันนั้นนี่หลวงพี่เป็นคนขี่จักรยานไปส่งที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย พี่เพชรยังชวนหลวงพี่เลยว่า เออ วันอาทิตย์นี้ไปวัดนะ เดี่ยวจะหารูปหลวงพ่อให้ หลวงพี่ขี่จักรยานจากหอพักไปส่ง เสร็จแล้ววันรุ่งขึ้น มีรุ่นพี่อีกคนหนึ่งชื่อถาวร เป็นประธานชมรมมาบอกที่ห้องพักว่าพี่เพชรเสีย หลวงพี่ยังขำๆ เลย บอกว่าพี่เพชรเสีย หลวงพี่ยังบอกว่าเสียก็เอาไปซ่อม พี่คนนั้นบอกว่านี่เสียจริง ไม่ใช่พูดเล่น บอกจะเสียจริงได้ยังไง ในเมื่อเมื่อวานผมก็ขี่ไปส่งพี่เขาหน้าประตู บอกนั่นแหละเสียไปแล้ว
ตอนนั้นมันก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าชีวิตของเรานั้นมันไม่แน่นอนนะ คนที่กำลังทำความดี มันก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าอายุของเราจะได้ทำความดีแค่ไหน ตอนนั้นก็มีโอกาสไปงานศพพี่เขาที่วัดสังเวช ได้เจอพี่ๆ ที่มาอยู่ในวัดนี่ ได้เล่าให้ฟังว่าคุณยายบอกว่าพี่เพชรนี่ถูกเวรปาณาติบาตตัดรอน แล้วตอนนั้นคุณยายก็ไปเจอเดินอยู่แถวเซ็นทรัล แล้วตอนนี้คุณยายช่วยให้ไปเป็นเทวดา เราก็มีกำลังใจขึ้นว่าอย่างหนึ่งคือเราต้องไม่ประมาทในชีวิต เพราะชีวิตเราไม่แน่นอน อย่างที่ ๒ เราคิดว่า โอ้ โชคดีมากเลย เรามาเจอครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถนี่ นอกจากท่านช่วยพ่อท่านแล้วนี่ ยังช่วยลูกศิษย์ได้อีก อันนี้เป็นกำลังใจอย่างมาก เพราะทำให้มีกำลังใจติดตามรุ่นพี่นี่มาวัดเป็นประจำทุกอาทิตย์ จนกระทั่งเรียนจบนี่ ก็เกิดกำลังใจที่เข้ามาอยู่ช่วยงานพระศาสนา
หลวงพี่มาอยู่วัดเต็มตัวปี ๓๑ ตอนจบปริญญาตรี ตอนนั้นเข้ามาก็มาช่วยงานหลวงพี่อิทธิที่โรงครัว ตอนมาอยู่โรงครัวตอนนั้นนี่ เห็นคุณยายทุกวัน คุณยายจะมาที่ครัวทุกวัน มาทุกวัน มาดูแล คอยแนะนำสิ่งต่างๆ การเก็บข้าวของให้เป็นระบบระเบียบ มีอะไรที่ไม่ถูกต้อง คุณยายก็จะคอยบอกคอยแนะนำ หลวงพี่จะเห็นคุณยายทุกวัน แล้วท่านจะมานั่งคุยกับหลวงพี่อิทธิทุกวันเลยนะ เพียงแต่หลวงพี่ไม่ทราบว่าคุณยายคุยอะไรกับหลวงพี่อิทธิ แต่หลวงพี่เห็น ตอนหลวงพี่ทำงาน แค่คุณยายมาเราก็มีกำลังใจแล้ว ตอนนั้นน่ะนะ มีกำลังใจมากเลย เห็นคุณยายมาทุกวัน
แล้วคุณยายก็จะบอกว่ากองทัพนี่เดินด้วยท้อง เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องเล็ก ยายบอกอย่างนี้ แล้วยายก็มาดูทุกวัน แล้วเวลาที่พวกเราทานข้าวนี่ คุณยายก็จะสอนว่าเวลาทานข้าวนี่ อย่าคุยกัน ทานให้เสร็จ ให้มีสติให้เรียบร้อยก่อน พอเสร็จแล้วมีเรื่องอะไรจะปรึกษาหารือนี่ ค่อยคุยกัน ทานข้าวคุณยายจะไม่ให้คุยกัน แล้วก็สอนด้วยว่าอย่าทานข้าวเหลือ ถ้าเราเอาข้าวไปทิ้งนี่ แม่โพสพจะร้องไห้ นี่คุณยายย้ำตลอดเวลาเลยว่าอย่าทานข้าวเหลือ ถ้าเอาข้าวไปทิ้ง เทวดาที่ดูแลรักษาข้าวคือแม่โพสพนี่เขาเสียใจเขาจะร้องไห้ คุณยายสอนไว้
แล้วท่านก็บอกอีกว่าเรามาอยู่วัดนี่ให้กินอย่างเสือ พวกเรารู้จักเสือไหม เขาบอกเสือเวลากินนี่ เวลามันจับวัวจับควาย จับเก้งจับกวางได้นี่ มันกินมันเต็มที่เลย กินจนพุงกางอยู่ตรงนั้นเลย กินกันเต็มที่เลยนะ แต่เวลามันอดนี่นะ มันก็อดหลายวันนะ ยายบอกเราอยู่วัด กินอย่างเสือ คือวันไหนมีกินให้เต็มที่นะ วันไหนไม่มี ไม่เป็นไร ยายปลูกกล้วยเลี้ยงนะ บอกยายปลูกกล้วยไว้เต็มวัดแล้วนะ ถ้าวันไหนไม่มีก็กินกล้วย
หลวงพี่มาช่วงนั้นคงเป็นเสือลำบากเหมือนกัน เพราะช่วงนั้นที่วัดเรานี่ ถ้าใครมาวัดช่วงนั้นปี ๓๑ ปี ๓๒ นี่ จะเจอปลากระป๋องเป็นเมนูหลัก ไม่ซ้ำรูปแบบเลย หลวงพี่ก็ยังงงๆ นะ แต่หลวงพี่ไม่ได้คิดหรอก โยมบางท่านที่มาช่วยงานเขาพัฒนาตั้งแต่ข้าวผัดปลากระป๋อง ฉู่ฉี่ปลากระป๋อง แกงส้มก็ปลากระป๋อง ต้มยำก็ปลากระป๋อง ไข่เจียวก็ยังยัดไส้ปลากระป๋องเลยนะ ช่วงนั้นถ้าพวกเรามาทันคงรู้ว่าเป็นช่วงที่วัดซื้อที่ดินนะ แล้วเราไม่ค่อยมีสตางค์ ก็มีอะไรก็ทำกันไปตอนนั้นนโยบายท่านบอกว่าให้รัดเข็มขัดใช่ไหม ก็รัดกันไป ปีถัดไปก็บอกให้เจาะรูเพิ่มใช่ไหม เพราะฉะนั้นเราก็ผ่านวิกฤตตรงนั้นมา ได้เจอปลากระป๋องกันต่อเนื่องเลยนะ เป็นความประทับใจถ้าใครมาในช่วงนั้น
แต่พอได้ยินได้ฟังรุ่นพี่มาสร้างวัดตอนแรกๆ นี่ กลับบอกว่าโอ๊ย ตอนมาสร้างวัดใหม่ๆ นะ ปี ๑๓ ๑๔ ตอนโน้นถ้าวันไหนมีปลากระป๋องทาน วันนั้นถือว่าโปรตีนครบถ้วนนะ นี่คือความเป็นมาของวัดเรา ตอนที่คุณยายมาบุกเบิก ซึ่งเป็นความประทับใจ ตอนหลวงพี่มาช่วยงานที่ครัวนี่ วันอาทิตย์นี่ เออ แล้วคุณยายก็จะอธิษฐานตลอดเลย หลวงพี่เคยได้ยินท่านบอกว่าถ้าคนมาวัดร้อย ก็ให้เลี้ยงได้ทั้งร้อย ถ้าคนมาเป็นล้าน ก็ให้เลี้ยงได้เป็นล้าน มีบริวารมากมายเพียงใด ให้มีทรัพย์สมบัติที่จะเลี้ยงเขาให้เต็มที่ตลอดเลย คุณยายอธิษฐานตลอด
เสร็จแล้วตอนที่มาช่วยงานตอนนั้นวันอาทิตย์นี่ เวลาอาทิตย์ต้นเดือนมีการบูชาข้าวพระ ตอนหลวงพี่เป็นอุบาสกนี่ ไม่เคยนั่งสมาธิบูชาข้าวพระเลย จริงๆ มาอยู่วัดนี้อยากได้บุญนะ อยากนั่งสมาธิ แต่ว่าคนน้อยก็ต้องช่วยกันทำงาน มีอยู่วันหนึ่งกับรุ่นพี่มาช่วยงาน ก็เลยถามคุณยายว่า คุณยาย นี่เขาหลับตาบูชาข้าวพระนี่ พวกผมอยู่หน้ากะทะนี่แหละ ไม่ได้บูชาข้าวพระเลยนี่ เพราะว่ามันบูชาไม่ได้ หลับตาไม่ได้ ถ้าหลับตาเดี๋ยวคนมาปฏิบัติธรรมไม่มีอาหารทาน บางคนก็ต้องหิ้วหม้อ ขนอาหารไปเลี้ยงเขานี่ พวกผมได้บุญไหม อยากรู้ตอนนั้น คุณยายท่านก็เมตตา ก็บอกว่าได้ ยายนี่อธิษฐานขยายพระธรรมกายเป็นภูเขาเลย ยายคุมพวกคุณทุกคนนี่ไปพระนิพพานหมด เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลใจ คุณได้บุญเต็มที่
เราก็ถามคุณยายต่อ อ้าว แล้วทำไมคุณยายไม่คุมให้คนทั้งเมืองไทยเลยนี่ไปบูชาข้าวพระด้วย เขาจะได้บุญด้วยกัน ยายบอกไม่ได้ คนไม่มาวัด ใจเขาไม่เปิด เพราะฉะนั้นไม่ได้บุญ ถ้าพวกคุณอยากได้บุญ ต้องมาวัดนะ เพราะฉะนั้นใครที่เวลางานบุญใหญ่ นึกอนุโมทนาอยู่ที่บ้านนี่ได้บุญไม่เต็มที่นะ ต้องมาวัดนะ อันนี้คุณยายยืนยันไว้เลยนะ เพราะฉะนั้นต้องมาอยู่ในบริเขตนี้นะ ต้องเปิดใจนะ เราจะได้บุญใหญ่ร่วมกัน
แล้วมีเจ้าหน้าที่บางท่านนี่เวลามาช่วยงาน ตอนนั้นเขามีใส่บาตรที่หน้าโบสถ์นี่ รีบทำงานใหญ่เลยนะ เพราะอยากจะไปทำบุญ อยากจะไปใส่บาตร กลัวจะไม่ได้บุญ คุณยายเดินมานี่ คุณยายก็ทัก คุณๆ เมื่อก่อนยายก็คิดอย่างคุณนี่แหละ ยายกลัวไม่ได้บุญ แต่ตอนหลังยายก็รู้ว่า ไอ้ที่เราทำนี่นะ ทำอาหารเลี้ยงพระนี่นะ นี่แหละเราใส่บาตรพระแล้ว คุณไม่ต้องไปซื้อของใส่บาตรหรอก คุณยายท่านรู้เลยนะ เราทำอะไรนี่ เวลามีคำถามอะไร คุณยายท่านบอกเลย สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจให้กับพวกเราในการสร้างความดีมาตลอด
หลวงพี่มี่บุญพิเศษในบางครั้งนี่ พี่อารีพันธ์เมตตาให้ มีโอกาสได้ช่วยอุปัฏฐากคุณยาย บางครั้งได้ช่วยขับรถ ให้คุณยายไปในที่ต่างๆ แต่ว่าไม่บ่อยนัก มีโอกาสสักครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่หลวงพี่สังเกตก็คือเวลาเราขับรถให้คุณยายนี่ หลวงพี่ไม่เคยเห็นคุณยายหลับเลย ยายมีสติตลอดเลยนะ ไม่เคยหลับเลย แล้วคุณยายก็จะสอน อย่างเวลาขับรถไปเห็นหมู เอ่อ เห็นหมาเห็นวัวเห็นควายนี่ ท่านก็จะสอน ท่านบอกคุณๆ คุณอย่าไปทำความชั่วนะ สัตว์พวกนี้กายละเอียดก็เป็นมนุษย์ สัตว์พวกนี้กายละเอียดก็เป็นมนุษย์ อย่าไปทำความชั่ว เพราะไปผิดศีลผิดธรรมมานี่แหละ เลยต้องไปเกิดเป็นสัตว์เหล่านี้ เราไปรักษาศีลให้ดี อย่าไปทำความชั่ว คุณยายจะย้ำสอน
บางทีนั่งรถไป พอรถติดไฟแดงนี่ จะมีมอเตอร์ไซค์นี่แซงปาดไปปาดมา จะมาอยู่ข้างหน้า แล้วพอถึงเวลารถไป ก็ออกตัวปรืด คุณยายก็จะบอกนี่ คนพวกนี้กำลังบุญยังไม่มาก บุญน้อยก็ซื้อมอเตอร์ไซค์ขี่ไปก่อน พอบุญมากซื้อรถยนต์ ยายบอกอย่างนี้นะ เวลาขับรถไป เห็นตีกรามบ้านช่อง ก็จะบอก พวกตึกรามบ้านช่องพวกนี้ เขาไประเบิดภูเขามานะ เอามาทำกัน แล้วภูเขาพวกนี้ไม่หมดหรอก เกิดด้วยกำลังบุญของมนุษย์ด้วยแหละ เพราะฉะนั้นไม่หมด เกิดด้วยกำลังบุญ นี่เวลาเราขับรถให้ยาย ยายก็จะสอนสิ่งเหล่านี้มาตลอด ก็เป็นสิ่งที่เป็นกำลังใจนะ
แล้วเวลามีอะไร อย่างบางครั้งมีข่าว มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น คุณยายท่านก็จะบอกว่าที่มีอุบัติเหตุแล้วตายพร้อมกันมากๆ นี่ เพราะบุคคลเหล่านี้ในอดีตเคยอนุโมทนาบาปกันมา เพราะฉะนั้นเวลาเห็นใครทำบาปนะ อย่าไปโมทนากับเขานะ อย่าไปโมทนากะเขา เห็นเขาทำอะไรที่ไม่ดี เฉยๆ อย่าไปยุ่งกะเขา เดี๋ยวมีส่วนแห่งบาปกะเขาด้วยนะ คุณยายก็จะสอนตลอด อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นกำลังใจนะ เป็นกำลังใจที่ได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดคุณยายนะ อยู่ใกล้ชิดคุณยายมา
เสร็จแล้วนี่ ปี ๓๕ ตอนนั้นนี่ หลวงพี่เองได้มีโอกาสอุปัฏฐากพระที่สภาธรรมกายสากล หลังคาจาก เวลาพระฉันภัตตาหาร ก็มีโยมท่านหนึ่งมาเล่าประสบการณ์ตัวเองให้ฟังนะ โยมท่านนี้ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่ทราบอยู่ในนี้หรือเปล่า ชื่อคุณอุดมศักดิ์ วันนั้นเขาได้จับไมค์พูดหน้า state พระเลย เขาบอกว่าชีวิตของเขาเข้าวัดมาตอนนั้นลำบากที่สุด ล้มละลายมาเพราะว่าไปค้ำประกันเพื่อน แล้วเพื่อนก็ดีมากเลย หนีไป ตัวเองก็ต้องรับผิดชอบแทนเพื่อน ตอนนั้นมีความทุกข์มาก ก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่งแนะนำว่าให้มานั่งสมาธิที่วัดพระธรรมกาย เขาก็เริ่มมานั่งสมาธิ ตอนนั้นบอกเวลาเราแจกใบบอกบุญ ให้ไป ๑๐ ใบนี่นะ บอกทุกข์มาก ไม่รู้จะไปบอกใคร ก็เอาเงินตัวเองที่มีแบ่งเป็น ๑๐ ส่วน ทำไป ๑๐ ใบ พอมาเรื่อยๆ ก็เริ่มมีความเข้าใจ เริ่มรู้ว่าหลวงพ่อ เริ่มรู้ว่าคุณยายานี่เป็นผู้มีคุณ มีบุญบารมีมาก แล้วก็เริ่มเกิดความเชื่อมั่น
มีอยู่ครั้งหนึ่งก็เลยได้ทุ่มบุญนะ บอกว่าได้เอาเงินก้อนสุดท้ายของตัวเองที่มีประมาณ ๓ แสนบาท เอามาถวายคุณยาย แล้ววันนั้นขอพรว่าขอให้บุญนี้ ช่วยให้พ่อที่นอนป่วยมาเป็นเวลาหลายปีนี่หายป่วย ด้วยการทำบุญ ด้วยความศรัทธาเต็มที่ อย่างเต็มกำลังในครั้งนั้นนี่ บุญได้ส่งผลทันที โยมท่านนี้บอกว่าพอกลับไปบ้าน พ่อนอนป่วยอยู่บนเตียงมาหลายปี วันนั้นพ่อลุกขึ้นเข้าห้องน้ำได้ โยมท่านนี้ก็มีศรัทธาเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ทำบุญมาเรื่อยๆ
จนกระทั่งมีโอกาสมานั่งสมาธิต่อเนื่อง ๗ วัน ตอนนั้นจัดที่อาศรมบัณฑิตนะ ถ้าใครมาทันเราเรียกว่าดอยแอร์นะ พอครบวันที่ ๗ นี่ ก็ไปรวบรวมปัจจัยไปบูชาธรรมคุณยาย ตอนนั้นนั่งกันประมาณ ๘๐ คน ประมาณปี ๓๒ ตอนไปบูชาธรรมคุณยายนี่ คุณยายก็ให้พรทีละคนนะ ก็ให้พรไม่ซ้ำกัน พอถึงโยมท่านนี้ คุณยายให้พรบอกว่าคุณนี่จะเป็นเศรษฐี ทุกคนก็หันมามองหมดเลย นี่คนอื่นไม่ได้พรนี้ แต่โยมท่านนี้ได้ คุณอุดมศักดิ์ก็นึกในใจ เอ๊ะเราจะเป็นได้ยังไง พ่อแม่ก็ไม่ได้มีมรดกให้ ทำงานกินเงินเดือน แล้วจะเป็นได้ยังไง ก็ไม่ได้ติดใจอะไร ก็มาวัดเรื่อยๆ
อีก ๓ เดือน ประมาณเดือนกรกฎาคมนี่ ได้มีโอกาสมานั่งสมาธิ ๗ วันใหม่ พอวันสุดท้ายก็ไปกราบคุณยายใหม่ คุณยายก็ยังยืนยันเหมือนเดิม คุณนี่จะเป็นเศรษฐี แล้วพระอาจารย์หรือพี่เลี้ยงก็จะย้ำว่าคำพูดของยายนี่เป็นจริง คุณรอดูเถอะ คำพูดของคุณยายนี่จะเกิดจริงในอนาคต ตอนนั้นก็เริ่มมีความคิด เอ๊ะแล้วเราจะเป็นเศรษฐีได้อย่างไร เราไม่มีมรดก เราไม่มีเงินเดือนใดๆ เลย
แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจของชาติเรานี่ ที่ดินกำลังบูมนะ กำลังขายกันดี บังเอิญมีเพื่อนคนหนึ่งเขาบอกว่าแม่นี่มีที่อยู่ ๑๐ ไร่ อยู่แถวพุทธมณฑล ติดกับ ใกล้ๆ เออ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ตั้งราคาขายไว้ไร่ละ ๒ ล้าน ยังขายไม่ได้ ถ้ามีโอกาสให้ไปซื้อขายที่ด้วย ก็เลยอธิษฐานขอเป็นนายหน้าขายที่ดิน เริ่มอธิษฐานจิตตอนนั้นเลย
จากนั้นประมาณเดือนตุลาคม กลางเดือนนี่ ได้มีโอกาสมากราบคุณยาย วันนั้นพอกราบคุณยายนี่ บอกคุณยายนี่เอามือมาจับมือนะ แล้วลูบศีรษะ แล้วบอกว่าคุณจะได้เงินปลายเดือนนี้ โยมคนนี้ก็งงๆ เอ๊ะจะได้ยังไง แล้วพอดีในช่วงนั้นนี่ กำลังขยายงานตัวเองก็ยืมเงินเพื่อนไปซื้อรถยนต์มือสอง เป็นรถโตโยต้า คราวน์ เพื่อจะเอามาประกอบธุรกิจเรื่องการให้เช่า ตอนนั้นพอเอาเงินไปซื้อรถยนต์ ซึ่งเต๊นท์รถยนต์อยู่แถวๆ จรัลสนิทวงศ์ใกล้ๆ ๓๕ โบล์ พอซื้อรถยนต์เสร็จ จริงๆ จ่ายเงินเรียบร้อยจะลุกออกมาแล้วนี่ ก็นึกถึงคำคุณยาย คุณนี่จะได้เงินปลายเดือนนี้ เอ๊ะ ถ้าจะได้เงินปลายเดือนนี้ มันก็นึกถึงที่ดินแปลงที่เพื่อนบอกซิ ก็เลยเดินกลับไปหาเจ้าของเต๊นท์รถยนต์แล้วก็คุยกับเขาว่านี่ ผมนี่มีที่แปลงหนึ่งประมาณ ๑๐ ไร่ อยู่ใกล้ๆ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง มีใครสนใจจะซื้อไหม แล้วก็ให้เบอร์โทรไว้
ปรากฏว่าวันที่ ๒๒ ตุลาคมนะ ปีนั้นปี ๓๒ เจ้าของเต๊นท์นี่โทรกลับมาหา โทรกลับมาหา ตอนนั้นบอกราคาที่เขาไปว่าไร่ละ ๒ ล้าน เขาก็บอกว่าเออนี่ สนใจนะจะซื้อที่ ตอนที่เขาโทรมานี่ก็นึก ถ้าเราขายที่ไร่ละ ๒ ล้าน ๑๐ ไร่ได้ค่าคอมมิชชั่นประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์นี่ ได้เงินนิดเดียว เป็นเศรษฐีไม่ได้ พอเขาโทรมานี่นะ วันรุ่งขึ้นเออ เขาโทรมาติดต่อใหม่ มีคนไปดูที่แล้ว จะซื้อ เขาพาคนไปดูที่แล้วนี่ โยมท่านนี้ก็บอกเขาว่าตกลงที่นี่นะ ไม่ขายแล้ว ๒ ล้าน จะขาย ๓ ล้าน คนที่ติดต่อซื้อที่ก็บ่นใหญ่เลย เอ๊ะ แค่วันเดียวนี่คุณขึ้นไปไร่ละล้านเลยหรือ เมื่อวานยังบอกแค่ ๒ ล้าน คุณอุดมศักดิ์ก็บอกว่า อ้าว ช่วงนี้มันขึ้นราคา เจ้าหน้าที่มันขึ้นราคา
เสร็จแล้วนี่ ก็นั่งสมาธิอธิษฐานจิต เอารูปคุณยายวางไว้โทรศัพท์ บอกขอให้เขาติดต่อมา นั่งสมาธิไปประมาณชั่วโมงหนึ่ง เขาติดต่อกลับเข้ามาจริงๆ แล้วก็นัดว่าวันรุ่งขึ้น วันที่ ๒๓ ตุลานี่ จะไปดูที่ วันนั้นเขาเอาทนายไปด้วยนะ คุณอุดมศักดิ์ก็บอกว่าเอารูปยายใส่กระเป๋าเลยนะ พาคุณยายไปด้วยเลย ไปดูที่เสร็จก็กลับมาตกลงราคา เขาก็ต่อรองราคาว่า ๒ ล้าน ๒ ล้านนะ คุณอุดมศักดิ์ก็ยืนยันว่าไม่ได้ ต้อง ๓ ล้าน แล้วก็อธิษฐานบอกว่าขอให้คุณยายช่วย ให้ลูกนี่ได้ขายที่ดินในจำนวนเงินที่มากกว่านี้จะได้มีเงินมาทำบุญ เสร็จแล้วการต่อรองก็ต่อรองกันไป ต่อรองกันมา ปรากฏว่าได้ราคามาที่ ๒ ล้าน ๗ คุณอุดมศักดิ์ก็คิดเออ ๒ ล้าน ๗ นี่เพียงพอแล้ว ตกลง ปรากฏวันนั้นได้ราคาเพิ่มขึ้นมาอีกไร่ละ ๗ แสนจริงๆ แล้วส่วนนั้นได้มาทำบุญเป็นประธานรองกับคุณยายในปีนั้น และส่วนที่เหลือก็มาทำบุญกับหลวงพ่อทั้งหมดเลย
แล้วชีวิตของเขาก็เปลี่ยนแปลง หลวงพี่เองยังจำประโยคหนึ่งที่โยมท่านนี้พูดในวันนั้นว่า ชีวิตของตัวเองนั้นมาวัดพระธรรมกาย ตอนนั้นไม่มีอะไรเลย สมบัติที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ถือว่าเป็นสมบัติที่ได้จากพระศาสนา เพราะฉะนั้นก็ตั้งใจที่จะได้ช่วยงานพระศาสนาไปตลอด อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
อีกท่านหนึ่งซึ่งได้เจอเหตุการณ์นี้ประมาณปี ๓๙ ตอนนั้นหลวงพ่อได้มีโอกาสเทศน์เกี่ยวกับประวัติคุณยาย ถ้าพวกเราจำได้ ตอนนั้นเป็นวันเกิดยายพอดีนะที่สภาจาก ที่พวกเรามานั่งกันมากๆ เสร็จแล้วก็มีการอัดเทปที่หลวงพ่อท่านพูดถึงคุณธรรมของคุณยายแจกจ่ายกันไป
มีโยมท่านหนึ่งชื่อคุณสานนท์นี่ ได้เทปม้วนนี้ไปก็เปิดฟัง ญาติเอาไปให้ จริงๆ ก็ไม่ค่อยได้มาวัด ในระหว่างที่ฟังคุณธรรมของคุณยายไปนี่เกิดศรัทธา แค่ฟังคุณธรรมที่หลวงพ่อท่านเล่าถึงคุณยายนี่ เกิดศรัทธา พอขับรถไปคนเดียว พอเกิดศรัทธา ก็อยากจะทำบุญกับคุณยาย แต่ตอนนั้นตัวเองไม่ค่อยมีสตางค์ก็นึกอธิษฐานนะ กับคุณยายในรถนั่นแหละ คุณยาย ถ้าผมมีสตางค์ ผมจะทำบุญกับคุณยายให้มากๆ เลย คุณสานนท์นี่เขาบอกว่าเขามีอาชีพเป็นช่างซ่อมทีวี ปกติราคาก็ไม่มาก อยู่ๆ เย็นนั้นนี่ก็มีโรงแรมแห่งหนึ่งโทรศัพท์มาหา ขอให้ไปติดตั้งทีวีให้ร้อยกว่าเครื่อง บอกตั้งแต่เป็นช่างซ่อมทีวีมา ก็ไม่เคยมีรายได้ขนาดนี้ วันนั้นแค่นึกถึงคุณยาย อยากจะทำบุญกับคุณยายนี่ บุญก็ส่งเลย
จริงๆ เรื่องราวนี้นี่ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ เป็นสิ่งที่มีจริง แล้วอย่างเวลาที่พระสวดนี่ อัปปะมาโนพุทธา อัปปะมาโนธัมโม อัปปะมาโนสังโฆนี่นะ คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี่มีมาก ที่จะนับจะประมาณไม่ได้นะ
ขนาดพระราชามหากัปปินะตอนที่จะไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า พวกเราเคยได้ยินประวัติอยู่แล้ว ตอนเจอแม่น้ำ จะหาเรือหาแพ ก็กลัวจะแก่เสียก่อน ก็อธิษฐานนึกถึงคุณของพระพุทธ ควบม้าไปบนผิวน้ำ ม้าทั้งกลุ่มเลยนะ พร้อมทั้งข้าทาสบริวารวิ่งไปบนผิวน้ำได้ ไปเจอแม่น้ำสายที่ ๒ นึกถึงคุณพระธรรม ก็วิ่งผ่านน้ำได้ ไปถึงแม่น้ำสายที่ ๓ นึกถึงคุณของพระสงฆ์ ก็วิ่งผ่านน้ำไปได้
พวกเราเองได้มีโอกาสมาเจอคุณยาย มาสร้างบุญกับคุณยาย หลวงพ่อเคยบอกไว้แล้วว่าคุณยายนั้นเหมือนพระเจดีย์ที่บรรจุพระธรรมกายไม่ถ้วนองค์ เพราะฉะนั้นบุญบารมีของคุณยายไม่ต้องพูดถึง ถ้าพวกเรามั่นใจ เราขอบารมีคุณยาย แล้วเราทุ่มใจนี่ สิ่งที่เราตั้งใจจะทำได้ เรื่องนี้มีเครื่องยืนยัน
ตอนทอดกฐินครั้งนั้น หลวงพี่ได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นเป็นอุบาสกที่มาอยู่วัดด้วยกัน แต่ท่านบวชเป็นพระแล้ว ตอนนั้นท่านขึ้นไปนั่งสมาธิกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อบนดอยสุเทพ ตอนนั้นเป็นกฐินคุณยาย หลวงพ่อก็เล่าถึงอานิสงส์ของการที่จะทำบุญทอดกฐินกับคุณยาย ตอนนั้นท่านปีติมากเลย อยากจะทำบุญ แต่ตัวเองอยู่วัดนี่นะ มีเงินเดือน ไม่มีเงินเดือนเลยก็ว่าได้ แต่ความปีติที่อยากจะทอดกฐินเป็นประธานรองกับคุณยายนี่ มันห้ามไม่ได้ใช่ไหมฮะ ทุกคนมีสิทธิใช่ไหมจะเป็นประธานรองกับคุณยายใช่ไหมฮะ แล้วไม่ผิดกฎหมาย ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสแล้ว มีความปีติอยากเป็น ก็อธิษฐานจิตบนดอยว่าอยากจะเป็นประธานรองกับคุณยาย
ความปีตินั้นท่านบอกว่าหายใจเข้า หายใจออก ปีติเลย ความปีติแผ่ไปทั่วตัวเลย เวลาลงมาทำหน้าที่ผู้นำบุญนี่ ด้วยความปีติอันนั้นเวลาไปชวนใครเขาทำบุญนี่ ก็จะเล่าและจะชวนให้เป็นประธานรองหมดเลย เป็นเด็กเล็กๆ ตอนนั้นอายุยี่สิบกว่าเองนะ เจอใครก็ชวนเป็นประธานรองหมด แล้วก็ไม่ได้กังวลว่าเขาจะเป็นได้หรือเปล่า แต่ความตั้งใจที่อยากจะให้บุญเขานี่ ก็บอกเขาตามที่ตัวเองรู้ ตามที่ตัวเองปีติ
ปรากฏว่าในที่สุดนี่นะ เด็กตัวเล็กๆ อายุ ๒๐ กว่าปีก็สามารถบอกบุญให้เจ้าภาพเป็นประธานรองได้ นี่คือความอัศจรรย์ที่ใจผูกพันกับคุณยายอย่างที่ ๑ เสร็จแล้ว ความปีติที่ตัวเองอยากเป็นประธานรองนี่ ลงมาก็ไปชวนคุณแม่ ตอนนั้นท่านเล่าให้ฟังว่าคุณแม่นี่ทำงานเป็นแม่ครัวที่ร้านอาหาร รายได้ไม่มาก ท่านเล่าจนแม่ปีติเลยนะ และแม่ก็บอกว่า ลูก แม่ก็อยากเป็นประธานรองอย่างที่ลูกว่านี่ แล้วเราจะเป็นอย่างไรกันดี เพราะเราไม่มีเงิน ท่านก็บอกว่าแม่ ไม่ต้องกังวลหรอก แม่ทำอย่างนี้นะ แม่นั่งสมาธิทุกวันแล้วอธิษฐาน แล้วลูกจะช่วยอธิษฐานด้วย ปรากฏแม่ลูกก็ช่วยกันอธิษฐาน แล้วก็ไม่ได้กังวลใจว่าจะได้ทรัพย์มาจากไหน เพียงแต่มีความปีติ แล้วก็รู้สึกปีติตลอดทุกวัน แล้วก็ไปทำหน้าที่บอกบุญ
ปรากฏว่าก่อนที่จะถึงวันทอดกฐินไม่กี่วัน บอกแม่เคยซื้อที่ดินกับญาติๆ ไว้แถวนครนายก ตอนนั้นที่ดินราคาถูก แล้วก็ซื้อเป็นชื่อของญาติ พอที่ดินมีราคาญาติก็เลยเข้าใจผิด คิดว่าเป็นที่ของตัวเองเลยไม่คืนแม่ แต่ในช่วงนั้นก็ปรากฏว่า เป็นเรื่องแปลก ญาติที่ยึดที่ดินไว้ตั้งนานแล้วนี่นะ อยู่ๆ ร้อนรุ่มใจ โทรศัพท์ตามให้ไปโอนที่ดิน แล้วก็สามารถได้เป็นประธานรองจริงๆ
เพราะฉะนั้นในปีนี้นี่ เป็นปีที่จะมีการทอดกฐินที่คุณยายยังมีกายหยาบอยู่กับพวกเรา หลวงพี่อยากจะบอกพวกเราว่าเป็นโอกาสเดียวของเราแล้วเท่านั้นที่จะได้บุญกับคุณยาย หลวงพี่ประทับใจตอนที่คุณยายบอกทอดกฐินว่า หลวงพี่จำได้ตอนนั้นคุณยายบอกว่านี่ ยายจะไปชวนทุกคนให้มาทำบุญกับยาย เพราะว่าบุญที่เราไปชวนเขามาทำนี่ จะทำให้ได้ไปสร้างบารมีด้วยกันอีก ถ้าเรารักใคร แล้วไม่ไปชวนเขานี่นะ ถือว่าฆ่ากันทิ้งเลย เพราะเขาจะตามเราไม่ทัน จะไม่ได้เกิดเจอกันอีก เพราะฉะนั้นปีนี้เป็นปีสำคัญที่เราจะได้ทำบุญกับคุณยาย แล้วเราจะได้สร้างลานธรรมมหาธรรมกายเจดีย์บูชาคุณยายด้วย
หลวงพี่อยากจะบอกพวกเราทุกคนว่าให้กาย วาจา ใจ ของเรานั้นเป็นตัวแทนของคุณยาย กายหยาบคุณยายนั้นทำหน้าที่ไม่ได้แล้ว ต้องอาศัยกายหยาบของพวกเรา แต่กายละเอียดของคุณยาย กายทิพย์ของคุณยายคงดูแลพวกเราอยู่ และส่งบุญให้พวกเราให้ทำหน้าที่ตามลูกหลานยายให้มาเอาบุญใหญ่กับยายได้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ เพราะฉะนั้นความสำเร็จเริ่มที่ยายเรา อยากให้พวกเราทุกคนมีกำลังใจอย่างคุณยาย แล้วสร้างบุญสร้างบารมีอย่างคุณยาย
เพราะฉะนั้นในวันนี้ก่อนที่พวกเราจะได้แยกย้ายกันไป ก็ขอให้พวกเราทุกคนได้นั่งหลับตา นึกถึงคุณงามความดีและคุณธรรมของคุณยาย
พวกเรารวมใจของเรานิ่งๆ กลับไปไว้ที่กลางตัวเราทุกๆ คน ใจของเราหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง หยุด ใส ที่ศูนย์กลางกายของเรา หยุดไปตรงจุดที่เรารู้สึกสบาย หยุดไปที่กลางประสบการณ์ที่เราเข้าถึงอย่างสบายๆ วางใจเบาๆ ให้สบาย ให้ต่อเนื่องไปที่กลางตัว
สัพเพ….
*************************** จบ ***************************
หน้า PAGE 1
431021FW-AAT