ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าใคร เพราะคุณยายรักความสะอาดยิ่งนัก

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และกัลยาณมิตรลูกหลานยายผู้มีบุญทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ตั้งใจกันมาตลอดระยะเวลา ๓๒ วันแล้ว เราได้ร่วมใจกันบำเพ็ญกุศลมาถวายให้แด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง อันเป็นการแสดงถึงการที่พวกเราเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที และเป็นการบูชาประกาศคุณธรรมความดีอันยิ่งของคุณยายอาจารย์ ซึ่งเป็นผู้ที่อบรมตน มีความสะอาดบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ ควรแก่การบูชา มีเถระภาษิตของพระอรหันต์องค์หนึ่งท่านกล่าวว่า การได้เห็นสัตบุรุษ ผู้เพียบพร้อมด้วยความสะอาด บริสุทธิ์ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ตัดความสงสัยเสียได้ ทำปัญญาให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษทั้งหลายย่อมทำคนผู้ไม่รู้หนทางสวรรค์นิพพาน ให้เป็นผู้รู้หนทางสวรรค์นิพพานได้ เพราะฉะนั้น การคบสัตบุรุษจึงเป็นการดี การได้ยินได้ฟังได้ทราบเรื่องราว ของยอดนักสร้างบารมีที่มีกาย วาจา ใจ สะอาด บริสุทธิ์ อย่างคุณยายอาจารย์ของเรานี่ ทำให้เรามีกำลังใจ มีต้นแบบในการที่จะทำความดี เป็นการสร้างกุศลเหตุสัมพันธ์ที่ดี ที่จะทำให้เราได้มีโอกาสได้พบได้เห็นท่าน ไม่เฉพาะชาตินี้ แต่ทุก ๆ ชาติไป เหมือนพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ สมัยท่านยังเป็นนักศึกษา ท่านก็ได้อ่านเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของคุณยายจากหนังสือวิปัสสนาบันเทิงสาร เดิมท่านมีความสงสัยอยู่ ๒ ประการ ซึ่งค้างคาใจของท่านมานานก็คือ สงสัยว่าเราเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วมีเป้าหมายอะไร เป้าหมายของชีวิตคืออะไรที่ค้างคาใจมานาน เมื่อมาพบคุณยายแล้ว ความค้างคาใจนี้ก็หายไปหมด และปัญญาทางธรรมก็เจริญก้าวหน้า มาศึกษาธรรมะ ธรรมะก็ยิ่งเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ จนได้มาสร้างวัดให้พวกเราได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรม ได้สร้างบารมีกันจนถึงทุกวันนี้ หรือเหมือนกับพวกเราหลาย ๆ ท่านที่มีโอกาสได้เห็นท่าน ได้ใกล้ชิดท่าน บางท่านก็ได้อุปัฏฐาก ได้ร่วมบุญกับท่าน จะรู้สึกว่ามีความอิ่มเอิบใจ และปรารถนาที่จะได้พบได้เกิดได้มาสร้างบารมีร่วมกับท่านอีก สำหรับอาตมาเอง เนื่องจากเป็นพระธรรมทายาท ก็ยังพอมีบุญอยู่บ้างที่ได้ทันเห็น ท่านด้วยตา เมื่ออายุท่านประมาณได้ ๗๕ แล้ว ช่วงนั้นยังทันได้ฟังโอวาทจากท่านบ้าง ได้รับพรบ้าง ได้รับความเมตตากรุณาจากท่านหลาย ๆ อย่างเหมือนกัน รู้สึกเลื่อมใสในคุณธรรมท่านมาก ยิ่งได้มีโอกาสศึกษาปริยัติ แล้วก็ศึกษาคำสอน ศึกษาปฏิปทาของท่าน ซึ่งเป็นเหมือนกับพระไตรปิฎกฉบับปฏิบัติการ ฉบับย่อ เมื่อเทียบกับพระไตรปิฎกหรือคำสอนของผู้รู้ในอดีต จะลงกัน สมกันได้เกือบทุกเรื่อง ทำให้เราได้มีความเข้าใจคำสอนในพระไตรปิฎกยิ่งขึ้น ทั้งที่ตัวท่านเองก็อ่านหนังสือไม่ออก ท่านก็บอกว่า ก ข้อ ท่านไม่กระดิก แต่ว่าคำสอนไปตรงกับในพระไตรปิฎกได้อย่างไร อันนี้น่าสงสัย ข้อนี้น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่เป็นการยืนยันผลของการปฏิบัติธรรมของท่าน ว่าถูกต้องตรงตามพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ยิ่งเลื่อมใสท่านมากยิ่งขึ้น เหมือนกับว่าเราได้เกิดทันเห็นพระโพธิสัตว์ หรือพระ อรหันตเถรีขีณาสพในสมัยพุทธกาลทีเดียว ถ้านักปริยัติทั่วไปที่มีใจเป็นธรรม ได้ศึกษาคำสอนของท่าน ได้เห็นปฏิปทาของท่านนี่ ก็น่าจะเลื่อมใสเหมือนกัน วันนี้อาตมาจะยกตัวอย่างของปฏิปทาและคำสอนเพียงสักข้อหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานที่สามารถเห็นได้ด้วยตา แต่ว่าสะท้อนให้เห็นถึงคุณธรรมที่ลึกซึ้งของคุณยาย แล้วที่สำคัญก็คือข้อปฏิบัตินี้เป็นพื้นฐานที่เราอาจจะมองไม่เห็น แต่ทำให้คุณยายนี่ ท่านมีธรรมะละเอียด มีญาณทัสสนะคือการรู้การเห็น สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่าใคร ๆ คุณธรรมข้อปฏิบัติพื้นฐานอันนี้คือเรื่องของความสะอาด ที่พวกเราเข้าวัดมา ประทับใจครั้งแรกก็ส่วนใหญ่ก็เรื่องความสะอาดนี่แหละ ซึ่งก็ได้คุณยายเป็นต้นแบบ เรื่องความสะอาดที่สามารถมองเห็นด้วยตานี่แหละ เป็นเครื่องบ่งบอกขั้นต้นทีเดียว ว่าบุคคลนั้นน่าจะมีคุณธรรมอื่น ๆ อะไรบ้าง เช่น เรื่องของความเคารพ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านเคยให้โอวาทไว้ บอกว่าถ้าจะดูใครว่ามีความเคารพแค่ไหน ความเคารพในพระพุทธเจ้า ให้ไปดูที่ไหน ดูที่โต๊ะหมู่บูชาที่บ้านนั่นแหละ ถ้าเห็นโต๊ะหมู่บูชามีฝุ่นจับ หรือพระพุทธรูปนี่มีฝุ่นจับ ดอกไม้เหี่ยว ไม่เอาไปเปลี่ยน ท่านก็บอกว่ายังไม่ได้เคารพพระพุทธเจ้าจริง ๆ ท่านบอก ให้ดูเบื้องต้นง่าย ๆ ก่อน จะดูว่าใครมีหิริโอตตัปปะแค่ไหน ก็ดูเรื่องความสะอาดนี้ก่อนได้ เพราะว่าคนที่ไม่มีหิริ ชอบหมก ขนาดฝุ่นหยาบ ๆ นี่ยังหมก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ดีลับหลังนี่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง คงจะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง หรือไม่จะดูว่าใครชอบมักง่าย ก็ดูจากเรื่องความสะอาดนี่แหละ สภาพแวดล้อมที่เราเห็นปัจจุบันนี่ ที่มีขยะ มีอะไรเยอะนี่ ก็เพราะคนไม่รักความสะอาด เป็นคนมักง่าย อย่างวัดเรานี่ มีคนมักง่ายน้อย ส่วนใหญ่รักความสะอาดกัน ก็เลยมีความสะอาด คุณยายท่านฝึกเรื่องความสะอาดมาจริง ๆ คงจะฝึกมาทุกภพทุกชาติแหละ แต่ว่าเท่าที่อ่านประวัติท่านดู ตั้งแต่ท่านเป็นเด็กหญิงชาวนานี่ ที่มาของท่านนี่ ท่านจะถอนหญ้าจนเกลี้ยง แม้กระทั่งอายุมาก เดินเหินไม่สะดวกแล้วก็ตาม อาตมาก็เคยประสบกับตัวเองตอนที่ท่านอายุประมาณสัก ๘๙ ปีแล้ว เดิมทีท่านจะมีกุฏิอยู่ในวัด แต่พออายุมากนี่ ย้ายกุฏิมาที่ข้างสำนักงานโรงเรียนพระปริยัติธรรม มีอยู่วันหนึ่งอาตมาก็ไปถอนหญ้าข้าง ๆ กุฏิท่าน พอดีวันนั้นโยมพี่อารีพรรณเข็นรถที่คุณยายนั่งออกมา อาตามาก็ไม่เห็น ก็ถอนหญ้าไป เห็นโยมพี่อารีพรรณส่งเสียงมา ส่งเสียงออกมาบอก หลวงพี่ค้ะ คุณยายบอกว่าอยากลงไปช่วยหลวงพี่ถอนหญ้าจัง เราฟังแล้วรู้สึกปลื้มใจ ทั้งสะดุ้งไปในตัวด้วยวันนั้น คือนึกอยากจะไปกราบท่านเลย ขนาดท่านเดินเหินไม่สะดวกนะ ท่านยังรัก มุ่งที่จะปราบความสกปรก ทำความสะอาด หลวงพี่มหาสุวิทย์ที่เทศน์ไปแล้วคราวที่ผ่านมา ท่านบอกว่าคุณยายมุ่งปราบหญ้าอยู่พวกหนึ่ง คือหญ้าเปาะแปะ หรือต้นต้อยติ่งหรือยังไง หลวงพี่ก็ไม่ทราบอันนี้ ท่านบอกว่าท่านปราบหญ้าพวกนี้ เจอที่ไหนไม่ได้ ต้องลงไปถอน ถ้านั่งสามล้อผ่านไปต้องจอดลงไป คนอย่างนี้หายาก คนอย่างท่านหายากมาก คือใจท่านมุ่งทำอะไรแล้วไม่เคยหยุด จนกว่ามันจะหมดไปท่านถึงจะหยุด เรื่องความสะอาดของยายนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็เล่าให้ฟัง คือสิ่งแรกที่ท่านเห็น ก็คือความสะอาดของที่พักคุณยาย จะมีระเบียบสวยงาม ทำจากวัสดุที่เรียบง่าย บางชิ้นบางทีท่านก็ไปเก็บที่เขาทิ้งแล้วในกองขยะ แต่คุณยายก็มาเช็ดถูทำความสะอาดใช้ใหม่ ปัดฝุ่นใหม่ให้ใช้ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือเรื่องเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่ท่านใส่อยู่นี่ ท่านบอกว่าเรียบง่าย สะอาด ปราศจากรอยยับย่น ไม่มีรอยเลอะเทอะเปรอะเปื้อน อันนี้เป็นต้นแบบให้กับชุดขาวที่เราใส่กันอยู่ ความเป็นอยู่ของท่านก็เหมือนกับพระขีณาสพในอดีต เรียบง่าย ไม่มีอะไร ชุดของท่านก็มีไม่กี่ชุด เรื่องความสะอาดของเสื้อผ้านี่ คุณยายขาวสะอาด สุดจะหาที่เปรียบได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านได้เคยเล่าว่าสมัยที่ท่านยังไม่ได้บวช วันหนึ่งท่านสังเกตเห็นเสื้อผ้าของคุณยายขาวมาก ก็ถามว่ายาย เสื้อยายขาด ปะตั้งหลายหน ทำไมยังขาวกว่าเสื้อผ้าของผม ที่ผมใช้อยู่ไม่กี่เดือน ยังขาวสู้ยายไม่ได้ทั้ง ๆ ที่เนื้อผ้าของหลวงพ่อท่านก็ดีกว่า คุณยายก็มองหน้าบอกว่าคุณ ยายมันลูกชาวนา มีเสื้ออยู่ไม่กี่ชุดหรอก ยายใช้แล้วก็ซักทุกวัน ไม่เคยทิ้งหมัก คือไม่เคยทิ้งแช่ไว้ คุณยายไม่เคยทิ้งข้ามวัน อย่างถ้าวันนี้ พอตอนเย็นท่านก็จะซัก พอแห้งเสร็จก็รีบเก็บ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวสีมันจะซีด ยายก็บอก เพราะฉะนั้นผ้าทุกผืนของยายจะขาวหมด แม้มันจะขาดแล้วก็ตามที ขาดแล้วมาปะนี่ หลวงพ่อท่านบอกว่าตั้งแต่หลวงพ่อเกิดมาก็ไม่เคยเห็น ก็เพิ่งจะได้เห็น คือผ้าขี้ริ้ว ปกติผ้าขี้ริ้วของเรานี่สกปรกแล้วเราก็จะทิ้งกัน แต่ท่านบอกว่าผ้าขี้ริ้วของยายนี่ ยายซักสะอาด บางทีสะอาดกว่าผ้าเช็ดหน้าของท่าน สมัยนั้นท่านยังไม่บวชหรอกนะ ตอนสมัยอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์นี่ กระดานทุกแผ่น ท่านขัดเป็นเงา หลวงพ่อธัมมชโยท่านบอก วันหนึ่งท่านเห็นคุณยายเล็งดูอะไรสักอย่างที่บันได คือบันไดกับพื้นบันไดนี่ ท่านจะเล็งอยู่ประจำ ก็ถามด้วยความสงสัยว่ายายเล็งอะไร ยายก็บอกว่าเล็งดูฝุ่น เล็งดูฝุ่นว่ามีเกาะหรือเปล่า ปกติแล้วยายจะเช็ด เช็ดทั้งข้างบนข้างล่าง เช็ดหมด ซึ่งหลวงพ่อบอกไม่เคยเห็นใครเหมือนในโลกเลย ท่านใช้คำว่าในโลก แล้วหลวงพ่อท่านถามต่อไปว่าทำไมคุณยายท่านทำอย่างนั้น ท่านก็ตอบชัดเจน บอกเช็ดแล้วมันสะอาด สะอาดแล้วใจก็สะอาด เข้ากลางได้คล่อง ท่านก็บอกของท่านอย่างนั้น เรื่องความสะอาดนี่ สมัยตั้งแต่เป็นธรรมทายาท ยังไม่เจอท่านช่วงนั้น แต่ก็ได้ยินพระอาจารย์ตอนอบรม จะมีหลักสูตรอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือการขัดห้องน้ำ ซึ่งก็เหมือนกันทุกรุ่น ไม่ว่าธรรมทายาทรุ่นไหนหรือว่าบุคลากรใหม่ก็ตาม จะมีหลักสูตรนี้ ขัดห้องน้ำด้วยมือเปล่า ก็คือเอา สก๊อตไบร์ทกับ แฟ้บ แล้วก็ล้วงไป ขัดข้างนอกข้างใน แล้วล้วงไปที่คอห่าน อันดับสุดท้าย อันนี้ก็นึกสงสัย เอ๊ะ พี่เลี้ยงให้ขัดทำไม ท่านบอกว่าขัดเถอะ จะได้ขัดกิเลสไปด้วย คุณยายขัดมาแล้ว จะได้นั่งสมาธิได้ดี เรายังสงสัยมันเกี่ยวอะไร ขัดคอห่านทำความสะอาดจะนั่งสมาธิได้ดี ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ ตอนหลังได้มาศึกษาปริยัติ ก็ได้ความกระจ่างชัดขึ้นมาระดับหนึ่ง เกี่ยวกับว่าความสะอาดนี่เกี่ยวกับใจยังไง ความสะอาดภายนอกมันเกี่ยวกับสมาธิอย่างไร สิ่งที่คุณยายพูดไม่ผิดอย่างแน่นอน หรือในคัมภีร์พุทธศาสนาได้กล่าวไว้ค่อนข้างชัดในคัมภีร์วินัย แสดงอานิสงส์ของการทำความสะอาดอยู่ข้อหนึ่งก็คือ สกจิตฺติ ปสีทติ หมายถึงว่าจิตของตน ก็คือของผู้ที่ทำความสะอาด ย่อมผ่องใส อันนี้ก็ตรงกับที่คุณยายบอกว่าใจเราก็สะอาด ตรงกันเลย นอกจากนั้นคุณยายยังได้กล่าว หรือได้ปฏิบัติตรงกับในคัมภีร์วิสุทธิมรรค คัมภีร์วิสุทธิมรรคนี่ถือว่าเป็นคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการฝึกสมาธิโดยตรง กล่าวถึงผู้ที่เจริญภาวนานี่ ต้องทำสิ่งภายในและภายนอกให้สะอาดก่อน ส่วนภายในก็เกี่ยวกับตัวเรานี่ โดยตรงก็คือผม เล็บ หรือขน ถ้ายาวไป ในคัมภีร์ก็กล่าวว่าให้ตัดเสียให้เรียบร้อย ถ้าร่างกายมีเหงื่อไคลจับ ก็ไปอาบน้ำเสียก่อน อาบให้สะอาดทีเดียว ส่วนกลิ่นภายนอกก็คือเสื้อผ้า ถ้ามันขาดก็ไปเย็บเสียให้เรียบร้อย ถ้ามีกลิ่นเหม็นหรือเปรอะเปื้อน ก็ไปซักมาเสีย ก่อนสวมใส่ ที่อยู่อาศัยรกรุงรัง ไปปัดกวาดเช็ดถูให้เรียบร้อย ก่อนนั่งเจริญสมาธิ ท่านบอก เพราะว่าสิ่งภายในภายนอก คือที่เกี่ยวกับร่างกายเรา แล้วก็ที่อยู่อาศัย อุปกรณ์ทั้งหมดนี่ ถ้าไม่ผ่องใสหรือถ้าไม่สะอาดนี่ ญาณในจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นก็จะไม่บริสุทธิ์ ท่านบอกไว้ชัดเจนเลย บอกว่าญาณก็จะไม่บริสุทธิ์ เปรียบเหมือนแสงสว่างของตัวประทีป ที่อาศัยไส้ประทีปและก็น้ำมันที่สกปรก เพราะฉะนั้นแสงที่ออกมาก็จะไม่ค่อยสว่าง จะออกมาแดง ๆ หรี่ ๆ แล้วก็มีเขม่ามาก เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาพิจารณาสังขารด้วยญาณที่ไม่บริสุทธิ์ แม้สังขารก็ปรากฏได้ไม่ชัด ถ้าเจริญภาวนาต่อไป สมาธิก็จะไม่ก้าวหน้า อันนี้กล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค แต่ว่าถ้าสิ่งภายในภายนอกสะอาด ผ่องใส ญาณในจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นก็จะบริสุทธิ์ เปรียบเหมือนแสงสว่างของตัวประทีปที่อาศัยไส้แล้วก็น้ำมันที่สะอาด แสงก็จะสว่าง แล้วก็จะไม่มีเขม่า เพราะเมื่อใช้ญาณที่บริสุทธิ์นี่พิจารณาสังขาร สังขารก็จะปรากฏชัด เมื่อนั่งสมาธิครั้งใดสมาธิก็จะก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปไม่หยุดยั้ง อันนี้พูดตรงที่ท่านกล่าวเอาไว้ ก็คือที่คุณยายกล่าวเอาไว้ว่าเข้ากลางได้คล่องนั่นแหละ อันนี้แค่เรื่องความสะอาดยังมีผลต่อการนั่งสมาธิ ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนา เรื่องความสะอาดภายนอกมีผลต่อการนั่งสมาธิ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเคยให้โอวาทไว้ ท่านบอกว่าที่ไหนมีขยะ ถ้าไม่ช่วยกันเก็บหรือไม่ช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดให้เรียบร้อยนี่ ใครเข้าไปอยู่ที่นั้นก็ยากจะทำใจให้สงบ ท่านบอก ใจมันจะฟุ้งซ่าน ให้สงบได้ มันไม่มีทาง ท่านบอก ถึงเวลานั่งสมาธิจะยากที่จะทำใจให้สงบได้ หรือแม้สงบได้ก็สงบได้ชั่วครู่ เสร็จแล้วก็ถอนออกมา ฟุ้งขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นท่านถึงบอกว่า ถ้าจะฝึกหัดขัดเกลาจิตใจให้ไปนิพพานจริง ๆ ต้องพยายามทำสิ่งที่อยู่รอบตัวให้สะอาด ให้สะอาดอย่างต่อเนื่อง ท่านบอกว่ายังมีโอกาสได้ไปนิพพาน แต่ถ้าสิ่งภายนอกไม่สะอาด ท่านบอกว่าคงจะได้แค่ฝัน ๆ ลม ๆ แล้ง ๆ ไป ท่านบอกอย่างนั้น คุณยายนี่ขนาดเรื่องความสะอาดนะ เรื่องความสะอาดภายนอกที่สามารถมองด้วยตาเห็น ไปดูใครที่จะสะอาดเท่าคุณยายก็หายาก ยังไม่มีใครเกินท่าน ยังมีผลต่อการฝึกสมาธิ ให้ไปรู้ไปเห็นด้วยญาณทัสสนะ ไม่ต้องพูดถึงความสะอาดทางวินัย อันเป็นธรรมของสัตบุรุษ ซึ่งมีอยู่ในคุณยายอาจารย์อยู่แล้ว มี ๓ ประการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสูตรหลายสูตรเหมือนกัน เช่น จุนทสูตร ก็คือความสะอาด ความสะอาดวาจา แล้วก็สะอาดใจ นี้จะไม่ขออธิบายรายละเอียดมาก อันนี้ผลกระทบโดยตรงเลย ถ้าใครมีกายไม่สะอาด ไม่สะอาดกาย ไม่สะอาดวาจา และใจ สมาธิไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่เนื่องจากคุณยายท่านมีครบหมด ทั้งเรื่องของความสะอาดแบบ เขาเรียกว่าแบบพื้นฐาน แบบโลก ๆ และความสะอาดอย่างในอริยวินัยนี่ คุณยายมีครบ เพราะฉะนั้นธรรมะของท่านจึงละเอียดหาใครเสมอเหมือนได้ยาก แล้วก็ไม่ถอนถอย คุณยายท่านรักความสะอาดทั้งภายนอกภายใน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะท่านไปเห็น เห็นนิพพานที่สะอาดบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ซึ่งท่านกล่าวไว้ในคำสอนยายนะ ใครลองไปอ่านดู ท่านบอกว่าธรรมะของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ละเอียดลึกซึ้ง ความลับแม้เส้นผมนี่ มันเห็นกระจ่างทุกเส้น เพราะฉะนั้นใครทำอะไร จะปิดบังอะไรไม่ได้ เพราะความลับไม่มีในโลก วิราคธาตุ วิราคธรรม เป็นธาตุธรรมของพระพุทธเจ้า นิพพานเป็น สะอาดที่สุด สะอาดบริสุทธิ์มาก สะอาดทั้งธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สะอาดทุกกาย สะอาดทุกดวง สะอาดในสะอาด ยายไปเจอมาแล้ว ใช้เวลา ๒ อาทิตย์ทำวิชชา หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้ให้ไป ยายตัดปัญหาทุกอย่างได้ เอาตัวรอดได้เพราะวิชชาหลวงพ่อวัดปากน้ำ อันนี้เราจะเห็น ถ้าใครมีญาติเสียชีวิตไปหรืออะไรนี่ จะถามคุณยายอยู่ที่ไหน ยายตอบได้หมด ช่วยได้ด้วยนะ ของอาตมาเองก็เหมือนกัน ตอนพรรษา ๓ ก็มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากคุณยาย ก็คือโยมพ่อที่เสียชีวิตไป ประมาณสักสิบกว่าปีแล้ว ก็เอารูปไปฝากโยมพี่อารีพันธุ์ คุณยายก็ฝากมาบอก โยมพ่อไปอยู่ข้างล่าง เพราะว่าชาวโลกข้างนอกยาก ยากที่จะไปสวรรค์ แต่ส่วนใหญ่โยมพ่ออาตมานี่ก็ไปทำบุญเหมือนกัน แต่ชอบตกปลา เพราะว่าอยู่ใกล้แม่น้ำ ท่านจะตกปลาประจำ ไปทำบุญด้วย บาปก็ทำ เหล้าก็กินบ้าง กินไม่มาก นาน ๆ กินทีหนึ่ง กินทีก็กินนาน ๆ เพราะฉะนั้นไปอยู่ข้างล่างแน่นอน สิบกว่าปี พอดีได้มาบวชฝึกสมาธิ คิดว่าคุณยายคงช่วยได้ ก็เลย เอารูปไปถวาย เขียนชื่อ เขียนวันเดือนปีที่ท่านเสียชีวิต โยมพี่อารีพันธุ์มาบอก บอกว่าคุณยายบอกว่าท่านอยู่ข้างล่าง บุญที่ได้จากการบวชนี่อยู่แค่เอื้อม แต่เนื่องจากคนข้างนอกนี่ไม่ค่อยได้เข้าวัด ไม่รู้หรอกการอนุโมทนาบุญไม่รู้ ตัวเองไม่ได้ทำบุญก็อนุโมทนาบุญไม่เป็น เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้รู้เรื่อง ยิ่งได้รับทุกขเวทนานะ ก็ยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่เลย ของเราไม่ต้องห่วง ขนาดเราดี ๆ นี่ บางทีใจไม่สบาย ใครมาบอกบุญหรือว่าอนุโมทนาบุญ บางทีเราก็เฉย ๆ ถ้าอยู่ในนรกอย่างนี้ไม่มีเวลาที่จะเฉย ๆ ก็เลยไม่ทราบ คุณยายก็ช่วยให้ไปบอก ลูกชายบวช ให้ท่านอนุโมทนาบุญ แล้วก็ไปไว้ที่ชั้นจาตุมหาราชิกา เพราะฉะนั้น คุณยายในภพ ๓ นี่ปิดท่านไม่ได้ ใช้วิชชาหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านบอกเมื่อกี้นี้ ในมนุษย์เรานี่ก็แค่เรื่อง ๒ อย่าง พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกมี ๒ อย่างรบกัน ก็คือเรื่องธรรมกับอธรรม บุญกับบาป กัณหธรรมกับสุกธรรม ก็คือดำกับขาว ๒ เรื่อง สะท้อนหยาบ ๆ ก็คือเรื่องอะไร เรื่องความสะอาดกับความสกปรก อันนี้อย่างที่เราเห็นด้วยตาชัดเจน ความสะอาดที่เห็นหยาบ ๆ ก็คือสภาพแวดล้อม ในภาษาธรรมะเขาเรียก โอกาสโลก ยิ่งถ้ามันสกปรกก็คือสะท้อนให้เห็นจิตใจมนุษย์ จิตใจมนุษย์ท่านเรียก ขันธโลกหรือสังขารโลก จิตใจมนุษย์นี่สัตว์โลก คือสรรพสัตว์ที่อยู่ในภพ ๓ คือใจไม่ดีก็ส่งผล เรื่องความสะอาด ความสกปรก เพราะฉะนั้นคุณยายท่านจึงไม่ยอม เรื่องหยาบ ๆ นี่ เพราะท่านเห็นทั้งหยาบทั้งสะอาด โอกาสโลกสกปรก เพราะฉะนั้นท่านต้องปราบหมด เรื่องความสกปรก เอาหยาบ ๆ ด้วย ละเอียดท่านก็เห็น สะอาด บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ปล่อยความสะอาด ยิ่งถ้าใครทำเลอะ ๆ เทอะ ๆ นี่ ท่านจะไม่ชอบเลย อาตมาเคยเจอตอนสมัยพรรษา ๓ ไปทำงานที่ ๒ ชั้น พิมพ์งานอยู่ ถ้าคุณยายมีโอกาส ปกติท่านจะตรวจวัด ถ้าว่าง ๆ ท่านก็จะขึ้นไปข้างบน ตอนขึ้นนี่ท่านจะดูห้องน้ำ ห้องน้ำ ๒ ชั้นนี่มีทั้งพระ ทั้งอุบาสก อุบาสิกาใช้อยู่ ถ้าห้องน้ำนี่ มีน้ำเลอะเทอะหรือยังเปียก คุณยายเวลาขึ้นมา ท่านบอกว่ายายไม่ชอบเลอะเทอะเลย ราดน้ำกระเด็นพวกนี้ บอกใครเลอะเทอะสกปรกนี่ ชาติหน้ายายไม่เอามาเกิดร่วมด้วย ท่านบอก บอกชาติหน้าไม่ให้มาเกิดร่วมด้วย ความสกปรกนี่มันเป็นของใคร เจ้าของกัณหธรรมคือธรรมดำ คือของมาร มารไม่ชอบความสะอาด สกปรก จะเห็นในคัมภีร์ศาสนากล่าวไว้มีพระอยู่รูปหนึ่ง ชื่อว่าปุสสเทวะนี่ ท่านรักความสะอาดมาก ดังนั้นท่านจะกวาด กวาดวัดประจำ กวาดเจดีย์ กวาดจนสะอาด บริสุทธิ์ กวาดแล้วก็นึกถึงพระพุทธเจ้า ใจท่านก็มีปีติ พอมีปีติปั๊บ มารมันมา แปลงเป็นลิง แปลงเป็นลิงเสร็จแล้วก็ถ่าย ถ่ายอุจจาระลงไป ปีติท่านเลยหาย พอทำความสะอาดเสร็จแล้วกลับไปใหม่ วันที่ ๒ ท่านก็มากวาดใหม่อีก พอเริ่มมีปีติปั๊บ มารนี่ก็มาอีก ทีนี้แปลงเป็นโค ถ่ายเรี่ยราดเต็มไปหมด ท่านก็เลยต้องไปกวาดใหม่ วันที่ ๓ แปลงเป็นคนขาพิการ ขาเป๋เดินมา เอาฝุ่นกวาดพื้นที่ท่านกวาดไว้แล้วกระจายหมด ท่านนึกสงสัย เอ๊ะ แถวนี้ไม่เคยมีคนขาเป๋ สงสัยจะเป็นมารแปลงมานะ ก็เลยถามบอกว่า แกเป็นมารใช่ไหม มารบอก ปิดบังไม่ได้ ก็เลยบอก ท่านก็เลยใช้อุบาย บอกมารนี่ปกติมีอานุภาพมาก เคยเห็นพระพุทธเจ้า เคยก่อกวนพระพุทธเจ้ากับสาวกมามาก คงจะแปลงกายได้เหมือนพระพุทธเจ้ามาก ก็เลยบอกว่า มารช่วยแปลงกายเป็นพุทธองค์หน่อย มารก็บอกว่า แปลงได้ไม่เหมือนหรอก แต่ไม่เป็นไร แปลงได้เท่าไหร่ ก็แปลงกายได้เท่านั้นแหละ มารก็เลยแปลงกายไป แปลงกายเป็นพระพุทธเจ้าเปล่งรัศมี พระปุสสะเทวะนี่ท่านเห็นปั๊บ เกิดปีติ โอ้ เป็นพระพุทธเจ้า ขนาดมารแปลง มารมีราคะ โทสะ โมหะนี่ พุทธองค์ยังงามขนาดนี้ แต่ถ้าเป็นองค์จริงจะงามขนาดไหน ก็เกิดปีติ คนปีติเจริญวิปัสสนาเสร็จ บรรลุพระอรหันต์ มารก็รู้เลยบอกโดนหลอกเสียแล้ว (หัวเราะ) โดนพระหลอกเสียแล้ว ก็เลยได้สำเร็จเป็นอรหันต์ไป จะเห็นว่าถ้าฝ่ายพระชอบความสะอาด แต่มารนี่ชอบสกปรก เพราะยายท่านรักความสะอาด เป็นต้นแบบความสะอาดที่เราเห็นมา ดังนั้นพระเณร อุบาสก อุบาสิกาที่วัดถึงรักความสะอาดกัน ก็มาช่วยกันสร้างวัดที่สะอาด มาถึงสะอาด ให้เรามีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติธรรมกัน จึงมีกัลยาณมิตรผู้ใจบุญ ผู้รักความสะอาด มานั่งอยู่ตรงหน้าเยอะแยะไปหมด ได้มีโอกาสมาสร้างบุญสร้างรัศมี เพราะความสะอาดที่คุณยายวางเป็นรากฐานไว้ ถ้าวัดนี่ไม่สะอาด ลองดู ถ้าไม่สะอาดกว่าบ้าน บ้านเศรษฐีบ้านอะไรนี่ เขาไม่มาวัด ก็ไม่มีโอกาสฟังธรรม เมื่อไม่มีโอกาสฟังธรรม การสร้างบุญสร้างบารมีก็ไม่มี เพราะฉะนั้นก็ต้องทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการสร้างบุญ ก็คือสร้างบาป สร้างบาปแล้วก็จะไปไหน ก็ต้องไปที่ตกต่ำ ไปอบาย ได้รับทุกข์ในสังสารวัฏอีกนานทีเดียว แค่เรื่องความสะอาดที่คุณยายปลูกฝังมา ตั้งแต่ท่านสร้างวัดมา ท่านบอกว่าท่านไม่มีอะไร ยายไม่มีอะไร มีเรื่องความสะอาดนี้แหละเป็นพื้นฐาน แค่เรื่องความสะอาดเรื่องเดียวนี่ คุณยายยังเป็นต้นแบบ เป็นประโยชน์ใหญ่ให้เกิดแก่ชาวโลก ชาวโลกก็คือทีนี้ก็คือผู้มีบุญ เพราะถ้าผู้ที่ไม่รักสะอาดนี่ จะไม่ชอบวัดพระธรรมกาย ส่วนใหญ่ผู้ที่มีบุญมาแล้ว บุญเก่าเยอะ เห็นวัดสะอาด ส่วนใหญ่ประทับใจก็คือเรื่องความสะอาดครั้งแรก ถาม ๆ ใครที่มาวัดนี่เพราะอะไร ประทับใจเรื่องความสะอาด ความร่มรื่น ความสงบเรียบร้อย คือทุกอย่างนี่คุณยายเป็นคนวางแผน แล้วก็หลวงพ่อ หลวงพี่ที่ท่านบุกเบิกขึ้นได้รับการอบรมจากคุณยาย ท่านก็เอามาปรับมาช่วยอบรมอีกทีหนึ่ง ให้เราได้มีโอกาสสร้างบุญกัน เพราะฉะนั้น การได้เห็นท่าน ได้ใกล้ชิดท่านก็ดี หรือการทำบุญกับท่าน ด้วยจิตใจอันเลื่อมใส จึงเป็นความดีทั้งนั้น อย่างที่อาตมาได้กล่าวไว้แต่แรก การเห็นท่านนี่จริง ๆ ก็เหมือนกับการเห็นพระโพธิสัตว์ หรือเหมือนกับการเห็นพระเถรีขีณาสพในสมัยพุทธกาล ผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า การเห็น การเห็นบุคคลหรือจิตเลื่อมใสนี่ การเห็นอย่างเดียวนะ ขนาดการเห็นอย่างเดียวก็ให้พ้นทุกข์ได้ อย่างเช่นที่พระองค์ตรัสไว้ในอรรถคาถาเวสสันดรจริยา ท่านบอกว่า ท่านผู้แสงหาคุณยิ่งใหญ่เหล่านี้น่าอัศจรรย์ ทั้งไม่เคยมีอย่างนี้ แม้เพียงจิตเลื่อมใสในท่านเหล่านั้น ก็พึงพ้นจากทุกข์ได้ จะพูดไปทำไมถึงทำตามท่านเหล่านั้น โดยทำสมควรแก่ธรรมเล่า นี่พุทธองค์ตรัสไว้ ท่านบอกคนที่ดู มองดูท่านผู้สมบูรณ์ด้วยคุณนี่ อย่างคุณยาย แค่มองดูด้วยตา ด้วยใจเลื่อมใส เขาเรียกว่า ปิยจักษุ ตานี่ไม่เป็นฝ้าเป็นฟางเป็นต้อตลอดกัปหนึ่ง ในมงคลทีปนีได้กล่าวไว้ ยิ่งเรารักหรือปฏิบัติตามท่าน และถ้าเราได้มาร่วมบุญ สร้างกุศลเหตุที่ดี การร่วมบุญกับท่านทุกครั้ง อันนี้ไม่ต้องห่วง การได้ร่วมบุญกับท่าน แล้วก็ได้ใกล้ชิดท่านนี่ มันเป็นโอกาสที่ดีเพราะอะไร เพราะท่านมีบุญมาก เราได้เกิดร่วมกับท่าน ได้ฟังท่านสั่งสอน จะปิดอบาย จะทำให้เรารอดพ้นจากอบาย ไปได้สถานเดียวก็คือสวรรค์กับนิพพาน ตรงนี้เป็นคุณ เป็นคุณของการเห็นท่านผู้ทรงคุณอันประเสริฐ เพราะฉะนั้นถ้าอยากเห็นยายอีก ก็ให้รักความสะอาดเหมือนยาย อยากเห็นยาย ก็ให้รักธรรมะ ให้เห็นธรรมะเหมือนอย่างที่ยายเห็น ถ้าอยากเห็นคุณยายทุกภพทุกชาติ ก็ให้มาร่วมบุญกับยายทุกครั้งให้ได้ แล้วถึงจะได้เห็นคุณยาย สุดท้ายนี้ ก่อนนั่งสมาธิ อาตมาจะขอฝากโอวาทคุณยายอันเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยของท่านมายังลูกหลานของยายทุกคน คือเสียงคุณยาย อันนี้คือเสียงที่อาตมาชอบ ก็คือในคราวที่ท่านเป็นประธานกฐินครั้งแรก อันนี้ขอให้ตั้งใจฟังกันให้ดีนะ เสียงคุณยายจากเทป : มันแก่แล้ว อยากจะทำบุญกฐิน ทอดกฐินสักครั้ง ไม่เคยทอดกฐินเลยก็อยากจะทำสักครั้งหนึ่ง เผื่อภพชาติต่อไปยายจะได้ไปสร้างวัดใหญ่ ๆ แล้ว จะได้ไปทอดกฐิน จะได้เก็บเอาพรรคพวกเราตามติดตัวไป คุณยายบอกว่า ยายนาน ๆ ได้ทอดกฐินทีหนึ่ง ช่วงนั้น กฐินครั้งแรก เป็นกฐินที่ท่านตั้งใจครั้งแรก ท่านทุ่มเทมาก เพราะว่าท่านจะรวบรวม รวบรวมผู้ที่เคยสร้างบุญสร้าง (เทปสะดุด) ส่องแสงสว่างได้เต็มที่ก็เฉพาะวันเพ็ญข้างขึ้น ส่วนข้างแรมย่อมไม่ปรากฏ แต่ดวงจันทร์คือคุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของพวกเรา แม้จะละสังขารคือกายหยาบ จากพวกเราไปแล้วก็ตามที แต่บารมีธรรมของท่านก็ยังปกแผ่ส่องสว่างเป็นนิจนิรันดร์ ปรากฏอยู่ ณ กลางดวงใจของพวกเราที่เป็นลูกหลานคุณยาย เพื่อประพฤติปฏิบัติตามธรรมะ ให้ระลึกถึงคุณธรรมความดี และปฏิบัติตามคำที่ท่านพร่ำสอน เมื่อเรานึกถึงคำสอน นึกถึงคุณยายครั้งใด ก็เหมือนกับว่ามียายมานั่งอยู่ใกล้ ๆ พวกเรา ยายท่านมีบุญมีบารมีมาก ถ้าเราปฏิบัติตามท่าน มีจิตเลื่อมใสท่าน ก็เป็นเหมือนกับท่านได้มาปรากฏอยู่ต่อหน้าเรา ฉะนั้นให้ตั้งใจนึกถึงยาย นึกถึงคุณยายเอาไว้กลางกายของทุกคน นึกเห็นท่าน อยู่ที่กลางกายของเรา เห็นท่านชัดใส เราจะได้น้อมนำบุญซึ่งเราได้ตั้งใจมาบำเพ็ญตลอดระยะเวลา ก็เป็นเวลา ๓๒ วันทั้งวันนี้ ซึ่งบุญแม้จะเป็นบุญเล็กน้อยเมื่อเทียบกับบุญบารมีของท่าน ก็เป็นสิ่งที่เราได้ทำกันเพื่อเป็นการตอบแทนท่าน เป็นความดีแม้เล็กน้อย แต่คุณยายท่านไม่เคยมองข้ามความดีที่เล็กน้อย นึกน้อมบุญอันนี้ถวาย มาถวายให้กับท่าน นึกขอบุญขอบารมีให้ท่านช่วยดูแล ช่วยตามปกแผ่เราไปทุก ๆ ชาติ ต่างคนต่างนึกต่างทำไปนะ *********************************** จบ ***********************************