มหาอุบาสิกา ผู้ยังโลกให้ประจักษ์ถึงความอัศจรรย์แห่งพระรัตนตรัย
(ม้วน 1/A)
หลวงเตี่ย : ในนามของคณะสงฆ์ ขออนุโมทนาสาธุการในกรุณาณญิก ที่ท่านทั้งหลายตั้งใจมาบูชาโยมยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
การที่ท่านทั้งหลาย ได้ตั้งใจมาบำเพ็ญกุศลนั้น ก็ด้วยน้ำใจอันงามที่ท่านทั้งหลาย ระลึกถึงคณูปการะของคุณยาย ท่านกัลยาณมิตรทั้งหลาย ความอัศจรรย์ของพระรัตนตรัยที่เคยได้ยินว่า อโห พุทโธ พระพุทธเจ้าอัศจรรย์ยิ่งนัก พระธรรมอัศจรรย์นัก พระสงฆ์อัศจรรย์นัก ความอัศจรรย์นั้น ท่านทั้งหลายผู้ได้รู้ได้เห็นเองแล้วนั่นแหละ จึงทราบว่าเป็นอัศจรรย์
ณ ที่นี้ ถ้าท่านนึกถึงคุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ท่านก็จะทราบว่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง คุณยายไม่เป็นหนังสือคือไม่รู้หนังสือ คือไม่ได้เรียนหนังสือ มาจากบ้าน ประวัติของท่านบอกอยู่ที่วัดปากน้ำ อาหารที่จะรับประทาน บางครั้งบางคราวผู้ที่อยู่ร่วมด้วยก็รังเกียจเหมือนหนึ่งว่าท่านเป็นผู้ที่ไม่น่าจะเข้ามาสมาคม แต่ท่านยึดหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นหลัก ตั้งใจอย่างเดียว ตั้งใจปฏิบัติวิชชาธรรมกาย จนกระทั่งท่านบรรลุวิชชาธรรมกาย
ความอัศจรรย์ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือพระรัตนตรัยอยู่ตรงที่ ผู้ที่ได้เห็นธรรมะนั้นๆ แหละ และอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น ท่านผู้ไม่รู้หนังสือสามารถสร้างสถานที่แห่งนี้ นับเป็นพันไร่ มีสิ่งปลูกสร้างเป็นอัศจรรย์ในโลก น่าอัศจรรย์
เมื่อกี้ผ่านเข้ามานี่ พบพญาครุฑ แล้วมาเห็นช้างยืนอยู่ สงสัยว่าพญาครุฑก็ตาม ช้างก็ตามมีไว้ทำไม มีผู้บอกว่านี่แหละ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ช้างน่ะช้างเอราวัณนะ ผ่านช้างมาหลายครั้ง ไม่ทราบว่าช้างนั่นเป็นช้างเอราวัณ ท่านกัลยาณมิตรที่ผ่านช้างน่ะ คงจะสังเกตกันแล้ว แต่อาตมาเพิ่งทราบวันนี้เอง ทราบไม่ได้ทราบเพราะสังเกตนะ ท่านเจ้าคุณภาวนาวิริยคุณท่านอธิบายให้ฟัง ว่าช้างน่ะมี ๓๓ เศียร ดาวดึงส์แปลว่า ๓๓ ช้างมี ๗ งาว่างั้น ดูไม่เห็นเศียรช้างตรงไหนว่า ๓๓ เศียร แปะไว้ที่แก้มช้างน่ะ แก้มช้างน่ะมีเศียร ๓๒ เศียร ข้างบนนะ ก็เป็นวิมานดาวดึงส์หรือว่าธรรมกาย มหาเจดีย์ธรรมกายก็ไม่ทราบ ช้างพระอินทร์ทรงเจดีย์มหาธรรมกายไว้แล้ว
ถามว่าใครคิดใครปั้น ท่านบอกแล้วก็นึก เออ ไม่มีใคร องค์คิด องค์ปั้นน่ะ ก็ศิษย์เอกของคุณโยมอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงนั่นเอง ปั้นได้ทุกอย่าง (หัวเราะ) อัศจรรย์ ที่กล่าวนี้ก็จะว่าท่านไม่ได้สร้างแต่วัตถุ สร้างบุคคล สร้างคนนี่สร้างสำคัญ แล้วสร้างคนให้เป็นคนดี ตั้งมั่นอยู่ในพระคุณพระรัตนตรัย ตั้งแต่ท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาวิสุทธิคุณ เจ้าคุณภาวนาวิริยคุณ ตลอดทั้ง พระเถรานุเถระพระสงฆ์สามเณร กัลยาณมิตรทั้งหลาย
ไม่เฉพาะที่นั่งอยู่นี้นะ กล่าวว่าทั่วโลกก็ได้ มีหมด นี่คือความอัศจรรย์ของพระรัตนตรัยที่คุณโยมยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านได้พบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และนำพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น มาแจกจ่ายให้แก่เราทั้งหลาย ขออนุโมทนาท่านทั้งหลาย ที่มีน้ำใจกตัญญูกตเวที เพื่อเป็นพยานความอัศจรรย์นี้ อาตมาก็จะขอโอกาส ให้ท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิโสภณ ซึ่งท่าน เป็นผู้เห็นความอัศจรรย์ ผืนที่ดินตรงนี้ ได้กล่าวระลึกถึงอดีตสักเล็กน้อย ขออาราธนาครับ
พระเทพวิสุทธิคุณ : เจริญพร ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ซึ่งการปฏิบัติอันนี้ ซึ่งมีปรากฏการณ์มาตั้งแต่สมัยเมื่ออาตมาเข้ามาศึกษาธรรมวินัย อาศัยอยู่ที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร สมัยนั้นก็เรียนอยู่ในบาลีประโยค ๔ และอาศัยสำนักเรียนวัดมหาธาตุเป็นแหล่งที่ศึกษาเล่าเรียน
ก็มีการกล่าวกันถึงการปฏิบัติธรรมะ ของสำนักวัดปากน้ำ ซึ่งอาตมาก็ได้ยินสามเณรองค์หนึ่งชื่อว่าโชค เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช มาเรียนนักธรรมบาลีอยู่ที่วัดมหาธาตุ แต่ไม่ค่อยติดใจบาลีสักเท่าไหร่ ติดใจทางกรรมฐานและวิปัสสนามาก ก็เลยแยกไปปฏิบัติทางวิปัสสนาและกรรมฐานตามที่เข้าใจปฏิบัติอยู่นั้น อยู่ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ก็เลิกทางบาลีไป
ก็รู้สึกว่าเขาชอบมาก ชอบในทางการปฏิบัติ ทางกัมมัฏฐานและวิปัสสนาเหล่านี้ จนเลิกล้ำบาลี ไปติดอยู่กับวัดปากน้ำนั้นแหละ ในสมัยครั้งนั้นดูเหมือนวัดมหาธาตุก็มีการปฏิบัติในกิจกรรมอันนี้เสริมอันนั้นเหมือนกัน จะเป็น พ.ศ.เท่าใดจำไม่ถนัด แต่ทราบว่าสำนักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น ที่เอาพระภิกษุสงฆ์สามเณรของวัดมหาธาตุที่ไปปฏิบัติกันนั้นมาพักแรม และปฏิบัติอยู่ในที่ของสวนธรรมกายนี้ สมัยนั้นยังเป็นสวน ยังเป็นร่อง มีต้นหมากรากไม้ ก็พระสงฆ์ ภิกษุสามเณรทั้งหลายที่พอใจ ก็มาอบรมวิปัสสนากรรมฐานกันบ้าง หรือมาหาความสงบกันบ้าง แลกเปลี่ยนธรรมวินัย
อาตมาก็มาพลอยกับเขาด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ได้ปฏิบัติ ก็ไม่ อยู่นอนกันในดงหญ้าร่องสวนนั่นน่ะ มีมะพร้าว มีฝรั่ง มีผลไม้หลายๆ อย่างบนท้อร่องนั้น ก็รู้สึกว่ามีความอดทนกัน โดยไม่มีเครื่องมุงเครื่องบังอะไรนักหนา แต่ได้อาศัยทำหลักสูตร ทำวินัย ที่เรียกว่าจะเป็นธุดงควัตร
เมื่อได้มาเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกว่า เขาก็คงปฏิบัติกันได้ดี แต่ว่าอาตมาไม่ติดใจ ติดใจทางคันถธุระ เรียนพระธรรมวินัยทางบาลี สามเณรองค์นี้ชื่อว่าโชติ เป็นนครศรีธรรมราชเขาชอบมาก แล้วคุยกันสนุกมากในเรื่องวิปัสสนาเรื่องฌานอะไรนี้ เขาเข้าใจคล้ายๆ ว่า รู้ เห็น เป็นสุข และก็ชักชวนมาที่คลองสามนี้น่ะ คนท้องร่อง อยู่ที่ข้างริมคลองนี่ ข้างหน้านี้ เขามาดูเป็นที่ราบรื่น เขามานอนอดทนกัน ดูแล้วไม่มี หรือยังไม่มีเครื่องมุงเครื่องบัง จะเป็น พ.ศ.ใดนั้น ก็เรียกว่ายังอยู่ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ คงนั้นแหละ
ก็รู้สึกว่าสามเณรชาวนครชื่อโชติองค์นี้ชอบมาก แต่อาตมาก็ได้มาเห็นดังนั้น ก็พระสงฆ์ องค์สามเณรก็มาหลงใหล ชอบกันเรียกว่าหลงใหลในกรรมฐานเหล่านี้ แต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ สามเณรองค์ที่ว่านี้ ยังไม่พบอีก ที่ชื่อว่าโชติ โชติหรือโชค ซึ่งเป็นที่รู้จักเคารพ ชอบการปฏิบัติอย่างนี้มาก แต่เมื่อภายหลังที่อาตมาได้ศึกษาธรรมวินัยมา ก็ในที่สุดจนบัดนี้ชอบเหมือนกัน เพราะชอบทางความสงบ เพราะในบาลีประโยค ๙ เขาเอาเรื่องวิปัสสนากันมาว่าเหมือนกัน
ในบาลีประโยค ๙ ที่สอนน่ะวิสุทธิมรรคนั้น อาตมาก็ยังจำอยู่ ยังใช้อยู่ ว่าสีเลปะติถายะ นะรูสัพพัญญู อิตังปัญยันจะภาวยัง อาตาปีนิพโก ภิกขุ โสอิมัง วิชะตะเยชะตัง. ก็แปลตัวสุดท้ายว่าเพราะศีลนั่นแหละ ที่จะชำระความขัดข้อง และบัดนี้ก็เย็นใจอยู่ว่า ถ้าสิ่งอันใดมันเกิดขัดข้องขึ้นมา ตามหลักตามเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นให้นึกถึงศีล อาศัยศีล นี้เป็นหลักสำคัญว่าในบทนั้นว่าโสอิมังวิชะตาเยชะตัง ถ้ามีศีล แก้ความขัดข้องได้ ให้อย่างทุกท่านทุกคน ทั้งอาตมาและท่านเจ้า ที่เป็นประธานหรือญาติโยมทุกคน บัดนี้เรากำลังแก้ความขัดข้องกันอยู่ แก้ความขัดข้องคือความโลภ ความโกรธ ความรู้ ไม่เท่ากัน จึงบังเกิดนั่นเป็นเรื่องของความขัดข้อง ถ้าหากว่าผู้ใดมีความขัดข้อง ก็อย่าลืมศีล ถ้าไม่ลืมศีล และความขัดข้องจะหายไป ซึ่งเป็นบทเรียนอันหนึ่ง ซึ่งอาตมาจะขอแจ้งว่าอย่าลืมศีล
แม้ท่านเจ้าคุณจะเป็นหัวหน้ามหาเถระ จะให้บทว่า สีเลนะสุคติงยันติ สีเลนโภคสัมปทา สีเลนนิพพุติงยันติ ตัสมา สีลังวิโสทะเย เพราะฉะนั้น ขออย่าลืมศีลกัน ให้เอาศีลไว้ ก็จะประสบสุขตามที่ปรารถนา ที่ท่านปวารณาไว้ ในที่หลายแห่งหลายประการด้วยกัน ว่าศีลเป็นบันไดของสวรรค์ อ่า ศีลเป็นบันไดของมนุษย์ ศีลเป็นบันไดให้ถึงนิพพานอันสูงสุด
ฉะนั้น ตามที่อาจารย์ผู้มีการะคุณ อย่าง..อย่างนี้ ก็เรียกว่าแนะนำทาง ให้เราทั้งหลาย ที่มาปฏิบัติกันอยู่ในเรื่องของศีล ถ้าศีลมี ใจก็ดีขึ้นเป็นสมาธิ สมาธิมีปัญญาต้องมา ถ้าปัญญามาแล้ว ทุกคนจะปรากฏด้วยคุณธรรม อันมีปัญญานั้นๆ เป็นเหตุ ซึ่งเรียกว่าเป็นตัวของญาณทัสสนะวิสุทธิ ซึ่งก็นึกไปถึงพุทธมณฑล ที่องค์สมเด็จพระมหากษัตริย์ของเรา ทรงพระราชทานนามของพระพุทธรูป ที่นครปฐม ว่าศรีสากยมุนีทัสนะพุทธมณฑลวิสุทธิ์ อันนี้เป็นประการสำคัญ เป็นอันหนึ่งที่ควรจะนึกไว้ในใจ ที่จะป้องกันอันตรายทั้งหลาย อันมีศีลเป็นเบื้องต้น มีสมาธิเป็นท่ามกลาง มีปัญญาเป็นในที่สุด
ก็ขออนุโมทนา ต่อทุกท่านที่มาปฏิบัตินี้ให้พ้นทุกข์ด้วยกัน ทุกคนเทอญ (สาธุ)
หลวงเตี่ย : ยะถาวริวะหา… (ตัดเทป) (หมด 1/A)
หน้า PAGE 5
431008EW-BBT