ชัยชนะของคุณยาย
(ม้วน 1/A)
พระญาณารักโข ขอกราบแทบเท้าพระมหาเถรานุเถระ พระเถรานุเถระผู้มีพรรษากาลมากกว่ากระผม เรียนเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานยายทุกคน (สาธุ)
วันนี้หลวงพี่เองก็อยากจะมาเล่าถึงความเป็นยอดขุนพลอาชาไนยของคุณยาย ถ้าเปรียบคุณยายเป็นขุนพลของกองทัพธรรมแล้ว ตลอดชีวิตยายนี่ จะหาใครอย่างยายนี่ไม่มีอีกแล้ว สมกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้กล่าวชมคุณยายไว้ว่าหนึ่งไม่มีสอง
ก่อนที่จะมีโอกาสได้เล่าเรื่องของคุณยายนี้ อยากจะขอนำชาดกเรื่องหนึ่งมาเล่าให้พวกเราฟังก่อน ชาดกเรื่องนี้ก็มีชื่อว่าโอชาชานิยะชาดก เป็นชาดกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเล่าให้แก่พระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพอบวชแล้วเกิดความท้อถอยท้อแท้ ละความเพียร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสให้ฟังว่า
ดูก่อนภิกษุ บัณฑิตทั้งหลายแม้ในกาลก่อน ได้กระทำความเพียรแม้ในที่อันมิใช่ที่อยู่ แม้ได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่ละความเพียร ดังนี้แล้ว จึงได้ทรงเล่าถึงสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น เกิดในตระกูลม้าสินธพชื่อโอชาชานิยะชาดก
ก็กล่าวถึงว่าสมัยหนึ่งที่กรุงพาราณสี ก็มีพระเจ้าพรหมทัตเป็นผู้ปกครองอยู่ เนื่องจากว่าสมบัติในนครพาราณสีมีมาก เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ทำให้พระราชาแคว้นอื่นนี่ อดรนทนไม่ได้ ได้ยกทัพมาถึง ๗ พระราชานี่ยกมาพร้อมๆ กัน แล้วก็ส่งสาส์นยื่นให้แก่พระราชาคือพระเจ้าพรหมทัต ว่าจะยกราชสมบัติให้ หรือว่าจะออกรบ พระเจ้าพรหมทัตเมื่อทราบว่ามีพระราชานี่มาคุกคามอยู่ จึงได้ทรงเรียกประชุมมหาอำมาตย์ มหาอำมาตย์ก็ทรงทูลแนะว่าให้เรียกนายทหารม้าออกไปรบดูก่อน แล้วค่อยพิจารณาต่อไป นายทหารม้านั้นเมื่อถูกเรียกตัวก็กราบทูลขออนุญาตให้สามารถนำม้าสินธพซึ่งเป็นม้าอาชาไนย สมบูรณ์ด้วยลักษณะทุกประการของม้าอาชาไนยให้ได้ออกรบด้วย ก็จะสามารถกระทำศึกชนะไปทั่วทั้งชมพูทวีปได้ พระเจ้าพรหมทัตก็ทรงอนุญาต
นายทหารท่านนี้จึงได้สวมเกราะให้แก่ม้าอาชาไนย แล้วก็เหน็บขรรค์ แล้วก็ควบม้าโจนทะยานออกไป เพียงแค่ชั่วฟ้าแลบก็สามารถทำร้ายกองพลที่ ๑ แล้วก็จับพระราชาองค์ที่ ๑ มาได้ มาไว้ในพระนคร แล้วก็ทำอย่างนี้อีก สามารถทำลายกองพลที่ ๒ กองพลที่ ๓ กองพลที่ ๔ กองพลที่ ๕ แล้วก็กองพลที่ ๖ ตามลำดับเลย สามารถจับพระราชาองค์ที่ ๒ องค์ที่ ๓ องค์ที่ ๔ องค์ที่ ๕ และองค์ที่ ๖ นี่มาไว้ในพระนครได้
แต่ในการรบครั้งที่ ๖ นี้ ม้าอาชาไนยหรือม้าสินธพนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องด้วยโดนลูกศรแทง นายทหารม้าจึงได้เอาม้านี้ไปนอนตะแคงอยู่หน้าประตูราชวัง และมีความคิดว่าม้านี้บาดเจ็บ ก็ตั้งใจว่าจะนำม้าตัวอื่นไปสู้รบแทง ขณะที่กำลังจะเปลี่ยนเกราะนั่นเองนี่ ม้าสินธพก็ลืมตาขึ้น แล้วก็บอกกับนายทหารม้าว่า ไม่มีใครหรอกที่จะสามารถทำร้ายหรือทำลายกองพลที่เหลือได้ ถ้าไม่ใช่เราแล้วนี่ แม้จะส่งม้าตัวอื่นไปนี่ ก็จะถึงแก่ความพ่ายแพ้ เมื่อถึงความพ่ายแพ้ นายทหารก็จะพ่ายแพ้ไปด้วย พระราชาก็จะพ่ายแพ้ไปด้วย จะถูกเขาชิงราชสมบัติไป ขอให้นายทหารม้านี่ช่วยเอาเราออกรบอีกครั้งหนึ่งเถอะ แม้จะบาดเจ็บก็ตาม
นายทหารม้าเมื่อเห็นม้าสิธพได้กล่าวอย่างนั้น ก็จึงพันแผลให้เป็นอย่างดี แล้วก็ควบม้าออกไปครั้งสุดท้าย ก็สามารถที่จะชนะศึกได้ สามารถทำลายกองพลที่ ๗ แล้วก็จับพระราชาองค์สุดท้ายนี่มาไว้ในพระนครได้
เมื่อทำการศึกเรียบร้อยทั้ง ๗ ครั้งแล้ว พระราชาก็คือพระพรหมทัตก็ทรงปีติ โสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ก็ได้ทรงมาเยี่ยมม้าสินธพโอชานิยะนี่แหละ ม้าก็ เนื่องจากว่าเป็นพระ เป็นม้าโพธิสัตว์ ก็ได้ทูลขอพระราชาว่า พระราชา ๗ องค์ที่ทรงจับได้นี่ อย่าทรงประหารชีวิต ขอให้ปล่อยตัวไป พระราชาก็รับคำ ทันทีที่ม้าพูดจบ นายทหารทั้งหลายก็เอาเกราะออก ก็ทราบว่าม้านั้นได้ดับไปเสียแล้ว คือได้ลาจากไปเสียแล้ว
พระราชาก็จึงได้ให้กษัตริย์ทั้ง ๗ นี่แหละได้ทำสัญญาว่าจะไม่รุกรานต่อกันอีก จากนั้นจึงได้ปล่อยตัวกันไป แล้วก็ได้ปกครองแผ่นดินโดยทศพิศราชธรรม ก็ผาสุกกันโดยทั่วหน้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเรื่องนี้ให้แก่พระภิกษุ ทรงแสดงธรรมเทศนาลึกซึ้งไปตามลำดับ กระทั่งพระภิกษุผู้ที่มีความท้อ ละความเพียร ก็เข้าถึงพระอรหัตผลในวันนั้น แล้วพระองค์ได้กล่าวสรุปว่าพระราชาในสมัยนั้นได้เกิดมาเป็นพระอานนท์ ส่วนนายทหารม้าได้เกิดมาเป็นพระสารีบุตร ส่วนม้าสินธพนั้นก็ได้เกิดมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั่นเอง
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในช่วงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสะสมบารมีอยู่ ก็นึกว่านี่ พวกเราโชคดีที่ได้ทันเกิดมาเป็นลูกศิษย์ของคุณยาย เป็นหลานของคุณยาย ชีวิตของคุณยายนี่ก็เหมือนกับขุนพลอาชาไนย ที่รบครั้งใดก็ชนะทุกครั้ง เป็นชัยชนะที่ไม่เคยกลับมาแพ้ ชัยชนะของคุณยายที่น่าติดตามมาก ซึ่งหลวงพี่ได้อ่านประวัติ แล้วก็ได้ฟังจากหลวงพ่อบ้าง หลวงพี่หลายๆ องค์บ้าง ก็มีความซาบซึ้งคล้ายๆ กับชาดกเรื่องนี้ คือคุณยายก่อนที่จะลาสังขารพวกเราไปนี่ คุณยายได้ทำสิ่งที่เหนือจากคนธรรมดาทำ เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ถึง ๗ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ นี่ ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือปุถุชนจริงๆ คือครั้งที่คุณยายตัดสินใจออกจากบ้านมาเพื่อตามหาพ่อที่จะอยู่สัมปรายภพ ตอนนั้นคุณยายอายุ ๒๕ ปี เป็นหญิงสาวทีเดียว จะมีใครที่จะตัดสินใจออกจากบ้านมาได้ ไปข้างหน้าโดยไม่กังวลอะไรเลย ไม่รู้ว่าที่สัมปรายภพของคุณพ่อนั้นอยู่ตรงไหน แล้วการเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ จะมีภัยอันตรายอย่างใดนี่ คุณยายนี่ท่านไม่ได้กังวลเลย แล้วก่อนจากบ้านนี่ ท่านได้สละสมบัติที่สะสมมาทั้งชีวิต สมบัติที่หาได้ ถ้าเทียบแล้วมูลค่าก็ไม่ได้น้อยกว่ามหาเศรษฐีเลยนั่นแหละ โดยฐานะอย่างยายที่ขยันทำงานนั่นเอง ท่านตัดใจทิ้งสมบัติให้กับหมู่ญาติ แล้วก็ตัดใจที่จะลาจากน้ำตาของแม่ แม้แม่ซึ่งรักยิ่งนั่นแหละ เสียใจนะฮะ แต่คุณยายก็ตัดใจอย่างเด็ดขาด เดินหน้าต่อไป โดยไม่หวั่นไหวอะไรเลย เพื่อจะตามหาพ่อให้ได้ เหมือนนกที่จรจัดคอน แต่ไม่อาลัยอาวรณ์ที่จากจรมาเลยนี่ คงมุ่งมั่นต่อไป
อันนี้ถือว่า เป็นชัยชนะที่เด็ดเดี่ยวมาก เรามองถามตัวเราเองในที่นี้ดูซิ มีใครจะสามารถตัดสินใจเด็ดเดี่ยวอย่างเดียวได้บ้าง ในที่นี้มีใครจะทำอย่างยายได้ไหม ที่สามารถจะเดินหน้าไปตามหาพ่อ โดยไม่รู้เลยพ่ออยู่ที่ไหนเลย และพ่อของคุณยายที่ตามหานั้น ไม่ใช่ว่ามีชีวิตอยู่ แต่หมายถึงว่าคุณพ่อท่านลาโลกไปแล้ว อยู่ในสัมปรายภพนั่นแหละ จิตใจอย่างยายจึงไม่เหมือนใคร เป็นคนไม่ธรรมดาทีเดียว
ครั้งที่ ๒ นี่ถือว่า ยิ่งใหญ่มาก คือคราวที่คุณยายเรานี่เข้าถึงธรรมกายได้ การที่เราทราบแล้วว่ากว่าที่คุณยายจะปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมกายได้นี่ ไม่ใช่ของง่ายๆ เลย ครั้งแรกนั้นคุณยายยอมตนเป็นคนรับใช้เขาเสียก่อน ยอมตนเป็นคนรับใช้ ณ บ้านหลังหนึ่งที่เป็นคหบดีผู้มาอุปัฏฐากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ยอมทุกอย่าง ตั้งใจทำความดีทุกอย่าง กระทั่งได้พบคุณยายทองสุก สำแดงปั้น เห็นท่านเป็นครูภาวนาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้อนุญาตให้มาสอน ก็ต้องปรนนิบัติครูบาอาจารย์คือคุณยายทองสุกนี่เป็นอย่างดี ดูแลอย่างดีมากๆ กระทั่งคุณยายทองสุกท่านเอ็นดู จึงได้มีโอกาสขออนุญาตให้เจ้าของ ให้คุณยายของเราได้เห็นธรรมะ
จากนั้นเอง เมื่อได้รับคำสั่งสอนแล้วนี่ คุณยายก็มีภารกิจกับจิตใจนี่คู่กันไปเลย ภารกิจภายนอกแม้จะเป็นคนรับใช้ก็ตาม แต่เมื่อได้รับคำสอน คำชี้แนะว่า จะเข้าถึงธรรมกายได้อย่างไร จะต้องวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย ท่องสัมมาอะระหัง นี่แหละ เมื่อได้รับการชี้แนะแล้ว ตั้งแต่วินาทีนั้นเอง คุณยายนี่ไม่เคยพรากจาก สัมมาอะระหัง เลย จะทำกิจการงานใดก็ตาม ยังคงมีความเพียรคู่กับการปฏิบัติภารกิจหยาบๆ ในฐานะเป็นคนรับใช้ก็ตามนี่ ไม่เคยทิ้งศูนย์กลางกายเลย ทำต่อเนื่องทุกเวลา ไม่เคยบ่น ไม่เคยอ้างว่าไม่มีเวลา เราเหนื่อยแล้ว ไม่เคยพูดถึงเลย ทำตลอดเวลา และในที่สุดคุณยายก็ได้รับชัยชนะ ได้เข้าถึงพระธรรมกายในที่สุด
เมื่อเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว สิ่งที่คุณยายได้ออกจากบ้านมา คือจะต้องไปตามไปหาพ่อในสัมปรายภพให้ได้ ก็บรรลุเป้าหมาย อาศัยพระธรรมกายภายในตัว อาศัยการชี้แนะของคุณยายทองสุก ซึ่งเป็นครูของยาย ทำให้ยายนี่แหละ อาศัยพระธรรมกายไปตามหาพ่อ ในสัมปรายภพ ไปตามหาพ่อ แล้วก็พบว่าพ่อนี่ ตกนรกอยู่ ก็อาศัยบุญของยายนี่แหละช่วยพ่อ เปลี่ยนจากอบายภูมิเข้าสู่สุคติภูมิได้ แล้วก็ขอขมาพ่อ เพื่อเป็นอโหสิกรรมไป นี่ถือว่าเป็นชัยชนะที่งดงามมากครั้งที่ ๒
จากนั้นเองนี่ เมื่อคุณยายเข้าถึงธรรมแล้ว ก็ยิ่งตั้งใจทำความดี ตั้งใจทำความดียิ่งยวดหนักเข้าเพื่อที่จะได้มีโอกาสศึกษาที่วัดปากน้ำ ศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ยิ่งขึ้นไป ก็ต้องตั้งใจทำความดีหนัก กระทั่งคุณนายเลี๊ยบซึ่งเป็นเจ้าของบ้านนี่เอ็นดูยิ่งขึ้น ซึ่งคุณยายนี่จะไม่ขอรางวัลใดๆ ทั้งสิ้นเลย ขออย่างเดียวคือขอให้ได้มีโอกาสไปถือศีลอยู่วัดปากน้ำ ๑ เดือน ก็คิดไม่เหมือนใครอย่างนั้นแหละ ปกติแล้วนี่ เวลาคนรับใช้จะทำงานแล้ว เมื่อเจ้านายนี่จะให้รางวัล ก็มักจะขอทรัพย์สมบัติต่างๆ เป็นแก้วแหวนเงินทองบ้าง แต่คุณยายท่านขอว่าถ้าจะให้รางวัลก็คือขอไปปฏิบัติธรรมถือศีล ๑ เดือนวัดปากน้ำ ขอเพียงแค่นี้แหละ เจ้าของบ้านก็ได้อนุญาต
เมื่อคุณยายได้อยู่วัดปากน้ำครบ ๑ เดือนแล้ว ชัยชนะครั้งที่ ๓ ที่ไม่เหมือนใครก็คือคุณยายตัดสินใจบวชถวายชีวิต คือบวชเป็นชี ถวายชีวิตเลย และการบวชของคุณยายนี่ไม่เหมือนใคร เพราะว่าคุณยายต้องไปเช่าผ้าเขามาบวช ซึ่งไม่มีใครทำอย่างนี้ การเช่าผ้าของคุณยายนี่มาบวช บวชแล้วก็บวชเลย เป็นการบวชถวายชีวิต ไม่ใช่บวชชั่วคราว เมื่อตั้งใจบวชแล้วก็บวชกันเลย จึงถือว่าการบวชของคุณยายนี่แหละเป็นชัยชนะครั้งที่ ๓
ครั้งที่ ๔ ก็คือเมื่อคุณยายบวชแล้วก็มาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ชีวิตของคุณยายนั้นมีชีวิตอยู่ในที่จำกัด ในที่แคบ จากที่พักก็ไปโรงฉัน จากโรงฉันก็ไปที่ทำวิชชา ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ เมื่อถึงที่ทำวิชชาแล้ว คุณยายก็นั่งธรรมะ กลางวันก็ ๖ ชั่วโมง กลางคืนก็ ๖ ชั่วโมง ทำอย่างนี้ต่อเนื่องกัน ไม่ใช่เพียงแค่ ๑ วัน แต่เป็นเดือนหรือ ๑ ปี แต่เป็นหลายๆ ปี เป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ชีวิตของยายแม้จะอยู่ในที่จำกัด เพียงเส้นทางสั้นๆ แค่นี้ เส้นทางที่คุณยายเดินนี่ เดินกระทั่งหญ้านี่เตียนโล่งเลยนั่นแหละ เดินอย่างนี้เป็นเวลา ๑๐ ปี แต่ยายก็มีความสุข ทำความเพียรกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญนี่ ต้องออกปากชมว่าลูกจันทร์นี่ เป็นหนึ่งไม่มีสอง ปกตินั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจะไม่เคยชมใครเลย ก็มีชมเพียงครั้งเดียว คือชมคุณยายเรา เป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย แล้วก็ไม่เคยชมใครอีก
เพราะคุณยายท่านเป็นยอดขุนพลจริงๆ หลวงพ่อวัดปากน้ำเหมือนกับแม่ทัพ ท่าน ท่านทำวิชชาไปถึงไหน คุณยายไปถึงด้วย เรียกว่ารบเคียงข้างแม่ทัพตลอดเวลา ไม่ถอยเลย คราวที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่ ลูกระเบิดนี่ลงแล้วลงอีก บางคนหนีกลับบ้านไปเลย คุณยายท่านไม่ถอย ระเบิดจะลงก็ตามนี่ ในฐานะคุณยายนี่มีความปรารถนาจะต้องรบเคียงข้างแม่ทัพ จนกว่าแม่ทัพนี่จะถอดกายไปเลย ท่านมีความคิดอย่างนั้น ท่านก็สู้จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำได้มรณะภาพไปแล้วนี่ ถือว่าคุณยายยิ่งใหญ่มาก ได้ชื่อว่าหนึ่งไม่มีสอง
ชัยชนะครั้งที่ ๕ ที่ถือว่างดงามมากอีกครั้งหนึ่งก็คือคุณยายได้รับคำสอนจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าจะมีผู้สืบสานวิชชาธรรมกายนี่ จะมาภายหลัง เป็นบุคคลซึ่งมีบุญมาก ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำได้สั่งให้คุณยายตามแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตามให้มาเกิด ซึ่งคุณยายเมื่อได้รับคำสั่งแล้ว หลังจากที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมรณะภาพไปตั้งแต่ปี ๐๒ คุณยายได้ปักหลักอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ รับคำสั่งมาแล้ว คุณยายก็อยู่ตรงนี้เลย ไม่ยอมไปไหน อดทน กระทั่งพบหลวงพ่อธัมมะของเราในที่สุด
เมื่อพบแล้ว คุณยายได้ตั้งใจถ่ายทอดวิชชาทั้งหมดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนยายมา ถ่ายทอดมาอย่างไร คุณยายก็ถ่ายทอดให้กับหลวงพ่อธัมมะเราหมดสิ้น เมื่อหลวงพ่อธัมมะเราปรารภอยากจะบวช คุณยายก็วางแผนกระทั่งทำให้การบวชของหลวงพ่อลุล่วงไปด้วยดีทุกประการ แล้วเราก็ได้หลวงพ่อธัมมชโยในเพศผ้ากาสาวพัสดุ์ ในวันที่ ๒๗ สิงหาคม ปี ๒๕๑๒ ถือว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญมากของพวกเรา เพราะหลวงพ่อธัมมะได้บวชแล้ว
ครั้งที่ ๖ หลังจากที่บวชแล้วนี่ ช่วงชีวิตช่วงนี้ยายได้วางรากฐานที่สำคัญยิ่งของวิชชาธรรมกาย หลังจากที่หลวงพ่อธัมมะได้บวชแล้ว คุณยายได้ทุ่มเทวางรากฐานในการหาแผ่นดิน ๑๘๖ ไร่ เพื่อมาสร้างวัดพระธรรมกาย และคุณยายก็ต้องมีความคิด จะต้องสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระให้ได้ สร้างคนให้เป็นคน ทุ่มเทมาโดยตลอดเลย การที่จะหาพระที่มีอุดมการณ์อุทิศชีวิตนั้นก็หาได้ยาก อาศัยคุณยายท่านปลูกฝังตั้งแต่บ้านธรรมประสิทธิ์นั่นแหละ
ปกตินั้นจะหาคนหนุ่มสาวที่มีความคิดที่จะประพฤติพรหมจรรย์หายากมาก ยิ่งจะได้บุคคลซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปนี่ ให้มีความคิดที่จะมาอุทิศให้กับพระศาสนานี่ยิ่งหากว่า เมื่อสมัย ๓๐ ๔๐ ปีก่อนโน้น คนที่จะจบการศึกษาระดับนี้ก็หายากมาก แล้วมีความคิดอุดมการณ์จะบวชถวายชีวิตนี่ก็ยาก แต่เพราะว่าอาศัยคุณยายนี่ปลูกฝัง อาศัยหลวงพ่อธัมมชโยของเราเป็นต้นแบบ ทำให้ผู้มาภายหลัง ผู้มาภายหลังก็มีกำลังใจ ก็มีแรงกำลังใจที่จะอุทิศตนให้เป็นพระที่งดงามในพุทธศาสนา ตั้งแต่หลวงพ่อทัตตะของเรา หลวงพี่ฐิตะสุทโธ หลวงพี่ฌาณาภิญโญ หลวงพี่สุวิชชโภ แล้วอีกหลายองค์ถัดมานั่นแหละ
การที่มีบุคคลที่อุทิศให้แก่พระศาสนาได้ นั่นย่อมแสดงว่าศาสนาเราไม่ตายลงแล้ว เพราะตอนนี้เราลองมองดูซิ มองดูไปทั่วทั้งประเทศไทยก็ได้ จะมีใครที่รู้คุณค่าของการบวช และตั้งใจบวชอุทิศชีวิตบ้าง แม้ศาสนาในประเทศไทยจะได้รับการยกย่องว่าเป็นพุทธศาสนาที่ค่อนข้างรุ่งเรืองมากที่สุดในโลกก็ตาม แต่จะมีชายไทยสักกี่คนที่คิดจะบวชถวายชีวิต ส่วนใหญ่ก็บวชแค่ตามประเพณี เมื่อบวชอย่างนี้แล้วนี่ศาสนาไม่ได้กำลังแน่นอน นับวันก็ค่อยๆ หมดไป เพราะบุคคลที่จะถวายชีวิตนั้นไม่มี
แต่คุณยายได้สร้างต้นแบบเอาไว้ กระทั่งปัจจุบันนี้ได้มีบุคคลที่อาจหาญ ก้าวมาเป็นพระที่สมบูรณ์ เป็นพระแท้จริงๆ อย่างในวัดพระธรรมกายปัจจุบันนี้ โยมทราบไหมว่าเรามีพระเณรนี่อยู่มากที่สุดในประเทศไทยจนจำนวนเกือบพันสี่ร้อยองค์ในปัจจุบันนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นมาปัจจุบันนี้แหละ มีพระเณรที่ตั้งใจจะเป็นพระแท้ เป็นเพชรงามในพุทธศาสนานี่แหละจำนวนมากมายทีเดียว
นอกจากนี้จะสร้างพระให้เป็นพระที่สมบูรณ์แบบ คุณยายท่านก็วางรากฐานของวัดพระธรรมกายอย่างงดงามมาก เป็นต้นแบบได้ทุกอย่าง วัดของเรา สังเกตให้ดีว่านี่ มีแบ่งออกเป็น ๓ เขต ตั้งแต่เขตแรกก็เรียกว่าพุทธาวาส เขตที่ ๒ ก็ธรรมาวาส เขตที่ ๓ ก็เรียกสังฆาวาส
เขตพุทธาวาสก็คือส่วนของที่ประกอบพิธีกรรม เขตพระพุทธเจ้า ก็คือบริเวณโบสถ์นั่นเอง
เขตธรรมาวาสนั้นก็เป็นอาคารที่เราจะแสดงธรรมกันไป เช่นศาลาจาตุมหาราชิกา หรือเขตที่เราจะไปกราบหลวงพ่อก็คือศาลาดุสิต
แล้วเขต ๓ ก็คือเขตสังฆาวาส ไม่แตกต่างจากวัดอื่นทั่วไป มีการแบ่งเขตแดนชัดเจน
โดยเฉพาะคุณยายท่านได้วางระบบระเบียบ ทำให้การประพฤติพรหมจรรย์ของพระภิกษุนี่ผ่านพ้นอย่างยอดยิ่งมากๆ เลย คุณยายวางกฎเกณฑ์เลยว่าพระของเราจะรับแขกบนกุฏิไม่ได้ จะรับแขกได้ก็ต้องมาที่เขตของพระธรรมนั่นเอง มาที่ศาลาดุสิต ศาลาจาตุมนั่นแหละ เมื่อถึง ๑๘ นาฬิกาแล้ว โยมทุกคนต้องออกจากวัดหมด คุณยายท่านจะวางระบบระเบียบ วางความสะอาดเรียบร้อย กระทั่งวัดของเรานี่ร่มรื่นไปหมดเลยนี่ ได้เป็นต้นแบบของทุกสิ่งทุกอย่าง
กระทั่งเป็นพื้นฐานที่เราได้มาสร้างธรรมกายเจดีย์ในยุคปัจจุบันนี้ การสร้างบารมีของเราสร้างกันไปเป็นทีม อาศัยทีมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ธรรมประสิทธิ์เป็นจุดเริ่มต้น ได้รวบรวมหมู่คณะแล้วคุณยายก็พามาสร้างวัดพระธรรมกาย เมื่อสร้างวัดพระธรรมกายเสร็จ คุณยายก็พาหมู่คณะนี่มาสร้าง ๒,๐๐๐ ไร่ต่อ กระทั่งเราได้สถาปนามหาธรรมกายเจดีย์ได้สำเร็จเมื่อวันที่ ๒๒ เมษาในปีที่ผ่านมา
ณ ปัจจุบันนี้วิชชาธรรมกายก็ขยายไปทั่วโลก เรามีสาขาอยู่ทั้งในประเทศ ทั้งใน ๔ ทวีปทั่วโลก ในอเมริกานั้นเรามีศูนย์ของเราที่สมบูรณ์แบบ ๕ แห่ง ในยุโรปนั้นเราก็มีอยู่ ๕ แห่ง ในเอเซียเรามีก็อยู่ ๕ แห่ง แล้วก็ออสเตรเลียก็มีอีก ๑ แห่ง รวมทั้งหมด ๑๖ แห่งทั่วประเทศ ณ วันนี้วิชชาธรรมกายนี่ไดขจรขจายนี่ขยายไปทั่วโลก และลูกหลานยายอีกท่านหนึ่งก็ได้รับเกียรติให้เป็นประธาน ยพสล. ซึ่งเป็นประธานยุวพุทธิกะสถาบันแห่งโลกนี่
ก็คือว่าคุณยายนี่แหละได้ทุ่มเทชีวิตในการสร้างฐานทัพ ในการที่จะขยายวิชชาธรรมกาย สิ่งนี้ไม่ง่ายเลย เพราะคุณยายทั้งระดมทุนด้วย ทั้งระดมทีมด้วย ระดมทีมไปพร้อมกันตลอดชีวิตของยายเลย ทำมาตลอด โดยเฉพาะช่วงชีวิตที่คุณยายเริ่มทำสิ่งนี้คือตอนอายุ ๖๐ ๓๐ ปีสุดท้ายนั่นแหละ ยายได้ทิ้งผลงานที่งดงามที่สุดก็คือมหาธรรมกายเจดีย์ให้แก่พวกเรา
วันที่คุณยายท่านเริ่มงานหลังจากที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมรณะภาพเมื่อปี ๒๕๐๒ เราฉลองเจดีย์เมื่อปี ๒๕๔๓ ก็เรียกว่าคุณยายได้รับคำสั่งและทำหน้าที่ไปตลอด ๔๐ ปีเต็ม จากคุณยาย จากหลวงพ่อ ๒ คน กระทั่งมาถึงวันนี้ จากบ้านหลังเล็กๆ ซึ่งมีผู้มาปฏิบัติธรรมไม่กี่สิบคน กระทั่ง ๔๐ ปีให้หลัง คุณยายได้ทิ้งมหาธรรมกายเจดีย์ ได้ทิ้งความมั่นคงซึ่งยากที่จะคลอนแคลนต่อวิชชาธรรมกายอีกแล้ว นั่นหมายถึงว่าพุทธศาสนาได้ปักหลักมั่นคง ยากที่จะคลอนแคลนอีกเหมือนกัน
ปัจจุบันนี้เรามีสมาชิกอยู่ในวัดของเรา พระเณรพันสี่ร้อย มีอุบาสก อุบาสิกา รวมแล้วประมาณ ๖๐๐ สมาชิกภายในประมาณ ๒,๐๐๐ คน แล้วก็มีโยมกัลยาณมิตรเป็นผู้นำบุญเป็นเรือนหมื่นเป็นเรือนแสน ท่านทั้งหลายลองคิดดูซิว่าคุณยายท่านยิ่งใหญ่ขนาดไหน ท่านทำงานจากท่านเพียงคนเดียว แล้วก็สานฝันของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาตลอดเวลา ๔๐ ปีเต็ม ไม่เคยเบื่อไม่เคยท้อถอย ไม่เคยบ่น ทำอย่างเดียว ตลอดเวลา ๔๐ ปี โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มสร้างวัดนั้นคุณยายอายุ ๖๐ ปีแล้ว
หากในที่นี้จะบอกว่าตัวเองว่าเราเหนื่อย เราท้อแล้ว เราสร้างบุญมาหลายปีแล้ว เราบอกบุญมาตั้งปีหนึ่งแล้ว เหนื่อยมากเลยนี่ก็ตามนี่ ลองกลับไปดูยายของเรา คุณยายท่านรับภาระมาแล้วก็สู้ต่อเนื่องกันมาถึง ๔๐ ปีเต็ม กระทั่งชัยชนะครั้งสุดท้ายของคุณยายก็คือคุณยายท่านยิ้มอย่างผู้ชนะที่แท้จริง คุณยายได้เคยเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อของเราฟังว่าถ้าคุณยายสร้างบารมีกระทั่งหมดลมได้ คุณยายก็จะชนะไปตลอด และจริงๆ คุณยายท่านทำได้อย่างนั้นจริงๆ สามารถสร้างบารมีได้กระทั่งวินาทีสุดท้าย ซึ่งสำคัญมาก ปกติแล้วคนเราจะ วันสุดท้ายเรียกว่าเป็นการชิงภพ แต่บารมีของคุณยายนั้นท่านสะสมมาดีตลอดชีวิต ท่านได้จากโลกนี้ไปด้วยรอยยิ้มสุดท้าย เป็นยิ้มแห่งผู้ชนะ เป็นยิ้มแห่งชัยชนะนิรันดร์กาลทีเดียว
แม้วันนี้คุณยายท่านจะละสังขารไปแล้วก็ตาม แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะได้กล่าวว่าแม้คุณยายท่านละสังขารเป็นสมณะเทพบุตรอยู่ที่ชั้นดุสิตแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังไม่ได้หยุดการทำหน้าที่เลย ยังคงทำหน้าที่ต่อไปในการดูแลลูกหลานคุณยายตลอด และเมื่อก่อนที่จะได้มีโอกาสมาแสดงธรรม พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านฝากมาบอกพวกเราว่าคุณยายนี่แหละ ท่านมาฟังสวดทุกวันด้วย ท่านมาดูว่าลูกหลานคนไหนมาฟังคุณยายบ้าง นั่นแหละ ใครมา คุณยายก็ให้ศีลให้พรไป ท่านมาดูของท่านทุกวันนั่นแหละ ก็ให้พวกเราทราบ
โดยเฉพาะ ๑๐ ตุลาคมนั้นสำคัญมากเลย คุณยายก็ หลวงพ่อท่านจะได้อาราธนาให้คุณยายนี่พร้อมบริวารมาร่วมงานด้วย วันนั้นมากันให้ดี ใครใจใส ใจดีนั่นแหละก็จะได้เห็นกันในวันนั้นแหละ
เพราะฉะนั้นในฐานะที่เราได้เป็นลูกหลานยายนี่ หลวงพี่ก็อยากจะถามพวกเราว่าจะเป็นขุนพลอาชาไนยเยี่ยงยายอย่างนี้แหละ มีความห้าวหาญตลอดเส้นทางการสร้างบารมี วัยของคุณยายยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งห้าวหาญนะ กำลังไม่มีตกเลย ไม่ใช่ ๖๐ แล้วก็สะเงาะสะแงะ ไม่ใช่เลย ยิ่งอายุมาก ยิ่งห้าวหาญไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นเองเราอยากจะเป็นม้าอาชาไนยนี่แหละ เป็นขุนพลอาชาไนยแห่งกองทัพธรรม หรือว่าเราจะเป็นม้าพาชีที่ไปวิ่งในสนามม้า หรือจะเป็นม้าแกลบที่เขาวิ่งไปตามทะเลนั่นแหละเอาไว้รับผู้ที่ท่องเที่ยว หมดแรงสภาพเป็นอย่างนั้น ก็ให้ถามตัวเองดูนั่นแหละ หากเรารักจะเป็นอย่างยาย เราก็ต้องนั่นแหละทำอย่างยาย ต้องสู้อย่างยายนั่นแหละ เราก็จะเป็นอย่างยาย
คุณยายท่านได้กำศึกมาตลอด ๔๐ ปี ตอนที่ท่านเริ่มทำศึกนั้นยังไม่มีอะไรเลย มีบ้านหลังเล็กๆ แต่ว่าวันที่คุณยายท่านละสังขารไป ท่านได้ทิ้งมรดกที่มั่นคงให้กับพวกเราในที่นี้ให้ได้สร้างบารมีกัน แต่สิ่งที่คุณยายท่านปรารถนานั้นยังไม่สมหวังทุกอย่าง ท่านอยู่ทันฉลองมหาธรรมกายเจดีย์ครั้งที่ ๑ แต่สิ่งที่ท่านหวัง จริงๆ ท่านหวังที่จะเห็น ๓ สิ่งนี้เสร็จทัน คือเห็นการสถาปนามหาธรรมกายเจดีย์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งรวมถึงลานธรรมทั้งหมดด้วยโดยรอบ อยากจะเห็นสภาธรรมกายสากลที่เรานั่งอยู่นี่สมบูรณ์แบบ อยากจะเห็นมหาวิหารพระมงคลเทพมุนีนี่สมบูรณ์แบบ แล้วก็อยากเห็นวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก
อันนี้แหละเป็นหน้าที่ของเราจะต้องสานกันต่อไป สานฝันของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้เป็นจริง สานฝันของคุณยายให้เป็นจริงให้ได้ หากเราทำตัวเป็นม้าอาชาไนยจริงๆ ภารกิจของยายที่ทิ้งไว้ให้พวกเรานี่ไม่ยากหรอก เรามีลูกหลานยายมีเป็นแสน หากเราสวมหัวใจยายพร้อมๆ กัน บุกไปข้างหน้า ไม่สนกระแสใดๆ เลย พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านสอนไว้ว่านี่ เราจะสวนกระแสได้ ถ้าเราไม่สนกระแส กระแสสื่อที่โหมกระหน่ำมา ๒ ปี กระแสเศรษฐกิจที่กดดันก็ตามนี่แหละ เจอน้ำมันแพงหรืออะไรก็ตาม กดดันไม่อยู่ เราก็จะสวนกระแสได้ถ้าเราไม่สนกระแส
ซึ่งคุณยายท่านก็จะชัดเจนมากเลย อย่างที่เคยเล่าให้พวกเราฟัง ตอนกฐินยาย ๘๑ ปีนั่นแหละ กระแสสื่อก็กดดัน กระแสต่างๆ กดดันมาตลอดนั่นแหละ แต่คุณยายท่านไม่สนใจ คือไม่สนกระแสเลย พุ่งไปที่เป้าหมายอย่างเดียว ก็เหมือนกันนี่แหละ หากเราจะช่วยยายในการสร้างลานธรรมคราวนี้ จะโป้งให้ยาย แต่ก็จะได้ที่เรา เราก็ต้องสวมหัวใจยายเดินหน้าไปนั่นแหละ จริงๆ ยายนี่นะ ท่านมีบารมีมาก ใครๆ ก็อยากจะทำบุญกับยาย เราก็ชวนเขาเลยนั่นแหละว่าใครอยากทำบุญกับยายบ้างนี่แหละ เราบอกไปก่อน อย่าไปกังวลกระแสเดี๋ยวจะอัศจรรย์นั่นแหละ อัศจรรย์ใจ จะแปลกใจว่าทำไมนี่แหละ ไปบอกบุญให้เขาทำให้กะยายแล้วทำไมมันง่าย ลองไปทำแล้วจะอัศจรรย์ใจทีเดียว
เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่าวันที่ ๑๐ ตุลาคม ซึ่งก็จะเหลือเดี๋ยวนี้ไปอีก ๓ วัน วันนี้ก็วันเสาร์แล้ว อาทิตย์ จันทร์ อังคารนั้น เรามีภารกิจอย่างหนึ่งที่จะต้องทำให้ยายของเรา ก็คือช่วยกันสถาปนาลานธรรมในส่วนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ในวันที่ ๑๐ ตุลาคมนี้แหละ เอาของ เอาของครูของยายให้บรรลุให้ได้ภายใน ๓ วันนี้ ซึ่งก็เหลืออีกไม่มาก อีกไม่กี่พันนั่นแหละ หากเราในที่นี้ออกแรงกันนี่แหละ ทำความสำเร็จในช่วงนี้ให้ได้ก่อน
แล้วสิ่งที่อยากจะแจ้งให้ทราบคือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านได้เลื่อนงานของคุณยายของเราออกไป จากวันที่ ๗ มกราคม อาทิตย์ต้นเดือนนี้ ไปวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา มหาสมาคม ก็เรียกว่าเราจะได้มีโอกาสมาอยู่กับยายกันอีก ๑ เดือน จากวันที่ ๗ มกราคม ก็จะเลื่อนไปถึงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ โดยพิธีกรรมนั้นเราจะทำพิธีที่เรียกว่า มหาวิสุทธิรัตนเตโชนี่แหละ ในตอนภาคค่ำหลังจากเสร็จพิธีมาฆประทีปไปแล้ว วันนั้นก็จะมีลูกหลานยายนี่ทั้งในประเทศต่างประเทศจะมาพร้อมๆ กัน เพื่อที่จะได้ทำการระลึกถึงพระคุณของยาย ได้ทำการนี่แหละ ส่งสังขารคุณยายเป็นครั้งสุดท้าย เพราะฉะนั้นให้ทราบให้ดีว่าจะเลื่อนจากวันที่ ๗ มกราคมเป็น ๘ กุมภาพันธ์
เพราะฉะนั้นนะอย่าลืมว่าเราโชคดีมากๆ เลย เราโชคดีที่เกิดมาทันคุณยาย ได้เห็นบุคคลซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ยกย่องว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง บุคคลใดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำประกาศว่าอย่างนั้น ย่อมเป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นหนึ่งไม่มีสอง ก่อนหน้านี้ไม่เคยมี หลังจากยายก็คงไม่มีอีกแล้ว มีเพียงยายเพียงท่านเดียวเท่านั้น เมื่อเราได้เป็นลูกศิษย์ยายนี่ให้มีความภาคภูมิใจเถอะ ว่าได้เจอบุคคลซึ่งไม่เหมือนใครในโลกเลย มีจิตใจที่ห้าวหาญ เพราะฉะนั้นให้ภูมิใจ และตั้งใจบูชาธรรมของคุณยายเราให้ดี
สุดท้ายนี้ ก็อยากจะเชิญชวนทุกท่านได้มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรม บูชาธรรมคุณยายกันนะ เราก็ปรับท่านั่งให้สบายนะ ปรับท่านั่งของเราให้สบาย กายสบายจึงจะเป็นสภาวะกายที่เหมาะสมที่สุด ถ้ากายสบายเดี๋ยวใจก็สบายไปด้วย ถ้ากายสบาย ใจสบาย เดี๋ยวเราก็จะถึงธรรมกายได้อย่างง่ายๆ ในขั้นต้นก็ขอปรับกายเราให้สบายเสียก่อน อย่าให้ตรึง อย่าให้เครียดนะ อย่าเกร็ง อย่าฝืน ตั้งแต่หลับตาทีเดียวนี่แหละ หลับสบาย หลับสบายคล้ายนอนหลับ แล้วก็ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเราทั้งหมดเลย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สบาย แม้กระทั่งนิ้วที่มาจรดกันก็อย่าไปเกร็งนะ สบาย แตะเบาๆ เท่านั้นแหละ ทำกายให้สบายก่อน ตอนนี้ ยังไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น ทำกายให้สบายเสียก่อน ทำประหนึ่งเหมือนนั่งเล่นๆ เหมือนนั่งพักผ่อนมากกว่า เพียงแต่ว่าเรานั่งในท่าสมาธิแค่นั้นเอง ปรับกายให้สบายนะ
เมื่อกายสบายแล้ว ก็ปรับใจของเราให้สบาย ใจจะสบายได้ต้องปลดกังวลจากเรื่องราวทั้งหมด เรื่องราวภายนอกทั้งหมด จะเป็นเรื่องที่บ้าน ที่ทำงาน เรื่องการศึกษาเล่าเรียนหรือเรื่องอะไรก็ตามนั่นแหละ วางไว้ก่อน แล้วก็ใจเราหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรานะ นิ่งๆ เบา สบาย อย่างมีความสุข ใครที่เข้าถึงดวงธรรมได้ ก็จรดตรงกลางดวงธรรมใสๆ นิ่งๆ เบาๆ สบาย ใครเข้าถึงองค์พระได้ ก็ใจอยู่ตรงกลางองค์พระ ใสๆ ถูกส่วนเดี๋ยวองค์พระก็จะขยายได้ ดวงธรรมก็จะขยายได้ ก็จะได้องค์ใหม่ผุดซ้อนๆ เข้ามาแทนที่นั่นแหละ
เราก็ใจหยุดนิ่งไปเรื่อยๆ นะ หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ใสในใส อย่างสบาย อย่างมีความสุข หยุดนิ่งเป็นตัวสำเร็จ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้กล่าวเอาไว้อย่างนั้น หยุดนิ่งเป็นตัวสำเร็จตั้งแต่เบื้องต้นกระทั่งเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นเคล็ดของวิชชาธรรมกายก็อยู่ตรงนี้แหละ หากเรารักที่จะเข้าถึงพระธรรมกาย เข้าถึงวิชชาธรรมกายนี่ เราก็ต้องทำหยุดนิ่งอย่างเดียวนี่แหละ หยุดในหยุด หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ใสในใสไปตลอดเวลา ทำให้ได้ทุกอิริยาบถอย่างยายนี่ไง
คุณยายของเรา ตั้งแต่ท่านรับคำชี้แนะวิธีการเข้าถึงธรรมกายจากคุณยายทองสุกแล้ว ท่านทำทุกอิริยาบถตลอดเวลา จะยืน เดิน นั่ง นอน ท่านไม่เคยทอดธุระ ทอดศูนย์กลางกายทิ้งเลย ทำไปพร้อมๆ กัน และในที่สุดท่านก็สมหวัง พวกเราก็เหมือนกันนั่นแหละ ตั้งใจทำต่อเนื่อง หากเราจะปฏิบัติธรรมบูชายาย เราก็ต้องเข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ ตั้งใจเลยว่าก่อนถึงวันมาฆบูชานั่นแหละ ตอนที่สังขารของยายนี่แหละจะไม่อยู่อีกแล้ว เราจะต้องตั้งใจปฏิบัติธรรมให้ได้เลย ให้เข้าถึงธรรมกายให้ได้ และให้เรามีความตั้งใจว่านี่สิ่งใดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญนี่ท่านปรารถนา สิ่งใดที่คุณยายท่านปรารถนานั่นแหละ เราก็จะทำตัวเป็นขุนพลอาชาไนย (หมดหน้า A)
(เริ่มหน้า B)
เราก็เหมือนกันนี่แหละ จะเป็นยอดผู้นำบุญที่จะทำเยี่ยงยายนั่นแหละ ไปจุดความสว่างไสวให้กับทุกหนทุกแห่งโดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคทั้งหลาย จะลำบากเพียงใด เราก็จะฟันฝ่ากันไป โดยเฉพาะภารกิจที่คุณยายมอบให้ในช่วงระยะเวลาอันไม่นานนี้ ซึ่งมีผลต่อการขยายธรรมกายไปทั่วโลก นั่นคือการสถาปนาลานธรรม สถาปนาสภาธรรมกายสากล สถาปนามหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ๓ สิ่งนี้จะเป็นศูนย์กลาง เป็นขวัญและกำลังใจของชาวธรรมกายทั่วโลก หาก ๓ สิ่งนี้สำเร็จโดยเร็ว งานขยายวิชชาธรรมกายก็จะไปได้อย่างรวดเร็วทั่วโลกทีเดียว
ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็มีลูกหลานยายได้ตั้งศูนย์ไปทั่วโลกรองรับอยู่แล้ว หากศูนย์กลางเสร็จเมื่อไหร่ การเผยแพร่จะไปอย่างรวดเร็วมากทีเดียว นั่นเท่ากับว่าความฝันของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ของยายนี่ ก็ใกล้เป็นจริงแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำใจเราให้เยี่ยงคุณยาย เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ไม่หวั่นไหวทั้งสิ้นเลย แล้วเราก็จะเป็นอย่างยายนั่นแหละ
เราก็ขอบุญบารมีคุณยายนั่นแหละ ซึ่งตอนนี้คุณยายท่านก็เป็นสมณะเทพบุตรบนชั้นดุสิตนั่นแหละ ให้ท่านส่งบุญบารมีมาให้ลูกหลานยายทุกคนทีเดียว ใครตั้งใจสร้างบารมีมาก คุณยายท่านก็ส่งมาเป็นพิเศษทีเดียว เพราะฉะนั้นนะให้ตั้งใจสร้างบารมีกันให้ดี
แล้วก็อธิษฐานให้วันที่ ๑๐ ตุลาคมนี่ ที่เราจะช่วยกันสถาปนาลานธรรมให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์นั่นแหละ ในวันคล้ายวันเกิดร้อยสิบหกปีของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั่นแหละ ให้ ๓ วันที่เหลือนี้ เราสามารถทำหน้าที่ได้อย่างอัศจรรย์ทีเดียว ไปที่ไหนก็มีแต่ความสำเร็จ ไปที่ไหนก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี มีความปีติ อาจหาญร่าเริงในการสร้างลานธรรมของพวกเขาในครั้งนี้ เหมือนข้าวคอยฝนนั่นแหละ เห็นหน้าเราแล้วปีติยินดีทีเดียว ใครที่ไม่เลื่อมใสก็ขอให้เลื่อมใส ที่เลื่อมใสก็ขอให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นไป ท่านใดปรารถนาสิ่งใดก็นึกอธิษฐานตามใจชอบกันนะตอนนี้
สัพเพ…
หน้า PAGE 14
431009FW-YNT