คุณยายอาจารย์ผู้ฉลาดในเหตุ ฉลาดในผล
(ม้วน 1/A)
พระปัญญาทีโป : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเถรานุเถระที่มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และกัลยาณมิตรผู้มีบุญทุกๆ คน
วันนี้หลวงพี่ก็จะนำคำสอนของคุณยายมาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นการระลึกนึกถึงและบูชาธรรมคุณยายอาจารย์เป็นครั้งที่ ๒ พูดถึงสิ่งที่คุณยายท่านได้สอน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานถึง ๒๐ กว่าปีแล้วก็ตาม ภาพของคุณยายก็จะผุดคลายขึ้นมาในความคิด ในดวงจิต เหมือนกับว่าเหตุการณ์นั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง
คุณยายท่านจะสอนอยู่ ๒ ลักษณะหรือ ๒ วาระ
ก็คือสอนประจำทุกวัน ตอนเช้าๆ เวลาอุบาสกนั่งรับประทานอาหาร คุณยายท่านก็จะสอน
ประการที่ ๒. คุณยายจะสอนเมื่อปรารภเหตุ ก็คือจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น แล้วคุณยายท่านก็จะหยิบยกเหตุการณ์นั้นมาเป็นสิ่งที่จะสอน สอนให้อุบาสกได้รับทราบ โดยอาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นตัวชี้แนะ
อย่างเช่นได้ยินเสียงอุบาสกอาบน้ำกัน ส่งเสียงดัง คุณยายท่านก็จะมาสอนวิธีอาบน้ำ ล้างจานไม่สะอาด ล้างแล้วยังเป็นคราบมัน คุณยายท่านก็จะมาสอนวิธีล้างจาน ล้างส้วมไม่สะอาด คุณยายท่านก็จะมาสอนวิธีล้างส้วมให้ดู นี่คือคุณยายของเรา จะปรารภเหตุ แล้วก็นำมาสอน
ซึ่งครั้งที่แล้วเล่าให้ฟังไปบางส่วน สำหรับวันนี้ก็จะเพิ่มเติมบางเรื่องที่ได้ ได้เจอด้วยกับตัวเอง เมื่อประมาณปี ๒๕๒๑ ยี่สิบหนึ่ง หลวงพี่ได้เข้ามาที่วัด วันนั้นเป็นวันศุกร์ตอนเย็นๆ ก็นั่งรถเข้ามา เข้ามาคนเดียวมาที่วัด มาถึงพี่ๆ อุบาสกยังไม่กลับมาจากทำภารกิจกันข้างนอก หลวงพี่ก็เลยอาบน้ำอาบท่าเสร็จ แล้วก็ไปพักที่อาคารดาวดึงส์ อาคารดาวดึงส์อยู่ตรงข้ามศาลาปฏิบัติธรรม ศาลาจาตุฯ อยู่ภายในวัด อาคารดาวดึงส์มีอยู่ ๓ ห้อง เป็นห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่ง เอาไว้สำหรับสวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือไม่ก็เอาไว้ประชุมงานกัน คณะสงฆ์ก็จะประชุม ประชุมงานกัน อีกห้องหนึ่งเป็นห้องเล็กอยู่ทางด้านหน้า มีเคาน์เตอร์หินขัด จะเป็นจุดรับบริจาค เป็นห้องเหรัญญิก ส่วนห้องด้านหลังก็จะเป็นที่พักของอุบาสก ในห้องก็จะมีชั้นหนังสือ เป็นหนังสือที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านเก็บรวบรวมไว้ เป็นหนังสือธรรมะเป็นชั้นใหญ่ วางกั้นเกือบครึ่งห้อง วางกั้นเป็นชั้นวาง
วันนั้นเข้ามาก่อน พี่ๆ ยังไม่อยู่ ก็เลยเข้าไปหยิบหนังสือแล้วก็มานั่งอ่านอยู่หน้าชั้น ชั้นหนังสือ กำลังเพลินทีเดียวก็ได้เสียงเปิดประตูเข้ามา เห็นคุณยายถือไฟฉาย เปิดประตูเข้ามา หลวงพี่ก็ตกใจ รีบยกมือไหว้คุณยาย เพราะว่าคราวที่แล้วที่บอกว่าถ้าเราไม่ไหว้ก่อน ยายก็จะไหว้เรา เราต้องรีบไหว้ก่อน ก็ยกมือไหว้คุณยาย คุณยายก็ถามว่าคุณ ทำอะไร หลวงพี่ก็กราบ ก็ตอบคุณยายไปบอกว่าอ่านหนังสือครับ ยาย ท่านก็เลยสอนแล้วบอกว่าถ้าจะอ่านหนังสือไว้ไปอ่านตอนกลางวัน หรือไม่ก็ที่ห้องทำงาน
หลวงพี่ก็คงทำหน้าเซ่อๆ ซ่าๆ มั๊ง คุณยายท่านก็เลยบอกว่าวัดของเราอยู่กลางทุ่ง แมลงมันเยอะ พอเราเปิดไฟ แมลงมันก็จะบินมาเล่นไฟ แมลงตัวเล็กๆ มันก็จะลอดมุ้งลวดเข้ามา เวลามันตายมันก็ตกอยู่ตามพื้น แล้วมดมันก็จะมาคาบแมลง เมื่อมันมาคาบแมลงเสร็จ เรานอน อาคารดาวดึงส์เป็นที่พักเป็นที่นอนของอุบาสก มันก็จะมากัดเรา เราก็นอนไม่หลับ มันไปกัดคนอื่น คนอื่นก็นอนไม่หลับ
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อแมลงมันมาเล่นไฟอยู่ข้างนอก จิ้งจกตุ๊กแกมันก็มากินแมลง มันกินแมลงเสร็จ มันก็ขี้ทิ้งไว้เลอะเทอะสกปรก เราก็ต้องเสียเวลามาทำความสะอาด แทนที่จะเอาเวลาไป สัมมาอะระหัง
อีกอย่างหนึ่ง คางคกมันก็จะมากินแมลงที่ตกอยู่ตามพื้น มันก็มากิน เมื่อค้างคกมากินแมลง งูมันก็มากินคางคกอีกทอดหนึ่ง วัดของเรามีคนมานั่งสมาธิเยอะ มานั่งหลับตา ถ้ามีสัตว์พวกนี้นี่ มันไม่ค่อยดีนะ คุณยายท่านสอน
หลวงพี่ฟังแล้ว โอ้ อัศจรรย์มาก คุณยายของเราแค่เปิดไฟอ่านหนังสือบนที่นอนเรื่องเดียว ยายสอนหลวงพี่ได้ ๓ เรื่อง แสดงถึงคุณธรรม คุณธรรมของคุณยายที่คุณยายนี่เป็นผู้ที่ฉลาดในเหตุ ฉลาดในผล คือเมื่อเห็นหลวงพี่เปิดไฟ รู้เลยว่าผลจะเกิดอะไรขึ้น คุณยายฉลาดในเหตุ ฉลาดในผล เมื่อเห็นเหตุ รู้เลยว่าจะเกิดผลอะไร เมื่อเห็นผลก็จะรู้อีกว่าเกิดจากเหตุอะไร นี่คือคุณยายของเรา
ยกตัวอย่างที่บอกว่าที่คุณยายเห็นผลแล้วรู้เลยว่าเหตุเกิดจากอะไร แล้วท่านก็จะเล่าให้ฟัง เวลาคุณยายเข้าไปในกรุงเทพฯ ไปหาหมอ ขณะที่นั่งรถไปนี่ คุณยายก็ดูไป ดูโน่นดูนี่ แล้วท่านก็ไปเห็นคนตาบอดขาย เดินขายล๊อตเตอรี่ ก๊อกๆ แก๊กๆ มีไม้นำทางเดิน คุณยายก็เล่าให้ฟังบอกว่าคนพวกนี้นี่ชาติที่แล้วไปโกงตาชั่ง รู้จักไหมโกงตาชั่ง คงรู้จักกันนะ หรือไม่คุณยายก็จะบอกว่าคนเป็นสัตว์ที่เกิดมาสร้างบารมี แต่สัตว์โลกอย่างอื่นเพื่อใช้กรรม คำพูดของคุณยายนี่สั้น แต่เข้าใจง่าย กินความลึก ถ้าเราไปไตร่ตรอง ไปคิดดู อ้อ คุณยายท่านพูดตรง ตรงประเด็นเลย เห็นความทั้งหมด
อย่างที่เราทราบกันว่าคุณยายท่านไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่น่าอัศจรรย์มาก ที่คุณยายท่านรอบรู้ทุกเรื่อง รู้แบบเจาะลึกโดยไม่ต้องวิเคราะห์ คุณยายอ่านคน อ่านชีวิต อ่านเหตุการณ์ ได้อย่างทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าพวกเราอ่านหนังสือเป็น คุณยายเห็นแจ้งแทงตลอดทั้งหลายและละเอียด ด้วยใจที่สะอาดและบริสุทธิ์ ซึ่งตรงกับคำโบราณที่มีบันทึกเอาไว้ในคัมภีร์เก่าแก่กว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้วว่าสิ่งใดที่ปรากฏในจิตใจอันบริสุทธิ์ สิ่งนั้นแหละเป็นความจริงที่แท้จริง
คุณยายท่านคุยให้ฟังว่า บอกให้ฟังว่าเวลายายดูคน ยายมองทะลุเข้าไปในใจ เวลาคุณยายพูด เวลาคุณยายพูด พูดให้ทะลุเข้าไปในไส้ เวลาดูคน มองทะลุเข้าไปในใจ แต่เวลาพูด พูดให้ทะลุเข้าไปในไส้ เพราะงั้นคุณยายก็จะพูดอยู่บ่อยๆ ให้เราฟัง ให้เราจำ จำเข้าไปในไส้ นี่แหละคือคุณยายของเรา
อย่างที่ได้บอกไว้ตั้งแต่แรกว่าทุกๆ เช้า คุณยายจะมาอบรมอุบาสก ช่วงที่กำลังทานข้าวเช้ากัน คือปกติท่านจะรับประทานอาหารในเวลาพร้อมๆ กับที่คณะสงฆ์ท่านฉันเช้า ส่วนอุบาสกจะกินข้าวหลังจากพระท่านฉันไปแล้วประมาณสักครึ่งชั่วโมง ขณะที่อุบาสกกินข้าวไปได้สักครึ่งจาน คุณยายท่านก็จะทานอิ่มพอดี พอเสร็จธุระยายก็จะเดินมาที่อุบาสก นั่งรับประทานอาหารเช้ากันที่ครัวหน้า ที่ครัวยามา นั่งกันที่พื้น นั่งรับประทานกัน คุณยายก็จะมาดู จะมาดูอุบาสกกินข้าว อยู่กันพร้อมหน้า ขาดใครก็ถามหาด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
แล้วยายก็จะอบรมสั่งสอนแนะนำ คุยเรื่องต่างๆ ให้ฟัง เรื่องที่ได้ยินบ่อยๆ เช่นตามหาพ่อ ไปช่วยพ่อจากนรก เรื่องปัดลูกระเบิด เรื่องไม่อยากให้ครูบาอาจารย์มาตำหนิมาจ้ำจี้จ้ำไช มาว่า เรื่องนั้นเรื่องนี้ทุกเช้าทุกวัน เป็นปีๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลย นี่คือความเมตตาของคุณยายที่ได้อบรมเด็กวัด เด็กวัดอุบาสกมาโดยตลอด สิ่งที่ยายสอน สรุปได้ ๓ หัวข้อใหญ่ๆ
เรื่องที่ ๑. คุณยายท่านจะสอนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวันตั้งแต่เช้า ตื่นนอน จนกระทั่งเข้านอน
เรื่องที่ ๒. ก็จะสอนเกี่ยวกับเรื่องการทำงาน ให้รู้จักวางแผน ให้ฉลาดในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องรู้ว่าจุดสำคัญที่สุดของงานอยู่ตรงไหน
เรื่องที่ ๓. ท่านก็จะสอนเรื่องเกี่ยวกับการรักษาสมบัติพระศาสนา
๓ หัวข้อนี้ท่านจะสอนประจำ จะย้ำแล้วย้ำอีก จะพูดบ่อยๆ เตือนบ่อยๆ แนะนำกันบ่อยๆ ให้อุบาสกได้รับทราบ ได้ซึมซาบ เข้าไปในไส้
เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ยายไม่ชอบคนนอนตื่นสาย ยายบอกว่าใครที่นอนตื่นสาย ตะวันโด่ง เทวดามาเห็น ก็จะถุยน้ำลายใส่แล้วก็หนีไป แสดงว่าเทวดาไม่รักษา เพราะงั้นยายไม่ชอบคนที่นอนตื่นสาย อุบาสกจะตื่นกันประมาณสักตี ๔ ครึ่ง ตื่นเสร็จ ทำภารกิจเรียบร้อยก็จะไปสวดมนต์ นั่งสมาธิที่ห้องโถงใหญ่ ช่วงเวลาประมาณตี ๕ ถึง ๖ โมงเช้า หลังจากนั้นก็จะแยกย้ายกันไปทำความสะอาดอาคารสถานที่ เสนาสนะสงฆ์ที่แต่ละคนได้รับมอบหมาย ที่แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบ
พอทำไปได้สักพักหนึ่ง คุณยายท่านก็จะเดินออกจากกุฏิ เดินตรวจระหว่างทาง ตั้งแต่ศาลาดุสิต ศาลาดุสิตเดิมก็เป็นศาลาเรือนไทย อยู่ที่ศาลาดุสิต แล้วก็คณะสงฆ์ท่านก็จะนั่งฉันอยู่ที่ใต้ถุน อาคารเรือนไทย ก็นั่งฉันกันที่นั่น คุณยายท่านก็จะเดินตรวจ เดินดูมาเรื่อย จากดุสิตมาครัวหน้า ครัวยามา ระหว่างทางท่านไม่เห็นอุบาสกที่ดูแลรับผิดชอบก็จะถาม ไปไหน ไม่สบายหรือเปล่า เป็นยังไงมายังไง ก็จะถามหา แล้วก็มาสิ้นสุดที่อาคารดาวดึงส์ อาคารดาวดึงส์คือเป็นที่นอนพักของอุบาสก ยายก็จะมาดูที่นี่
หลวงพี่เองช่วงนั้นก็ได้รับบุญทำความสะอาดอาคารดาวดึงส์ รอบๆ บริเวณอาคารดาวดึงส์ด้วย จะต้องทั้งกวาดทั้งถู คุณยายท่านก็จะมาดู บางวัน บางวันพี่ๆ อุบาสกต้องขับรถพาหลวงพ่อหลวงพี่เข้าไปทำธุระในกรุงเทพฯ กลับมาดึก ถึงเวลาตื่น ก็ตื่นกันทุกคน สวดมนต์นั่งสมาธิเสร็จ ก็ด้วยความเพลีย ก็แวบมางีบสักหน่อย ก็ต้องคอยดูว่าเออ คุณยายมาหรือยัง กวาดไปก็ชำเลืองไป คุณยายมาแล้วก็ต้องรีบบอก คุณยายมา บางวันเผลอ คุณยายเดินเข้ามาจะถึง ก็ต้องชวนคุณยายคุย เสียงดังๆ หน่อย ให้ข้างในเขาได้ยิน ก็ต้องดู พอคุณยายมาถึง ท่านก็จะตรวจดูการทำความสะอาด แล้วเวลายายตรวจดูว่าเราถูพื้นทำความสะอาดนี่ รู้ไหมว่าคุณยายท่านทำยังไง ท่านเอานิ้วชี้กวาดไปที่พื้น กวาดไปที่พื้น แล้วยกขึ้นมาดู ถ้ามีฝุ่น คุณยายท่านก็จะให้ถูใหม่ บอกว่านี่ถูไม่เป็น แล้วยายก็สอน ปรารภเหตุแล้วก็สอน ยายก็จะบอกว่าต้องบิดผ้าให้หมาดๆ พอดี อย่าเปียกไป อย่าแห้งไป แล้วถูไปแล้วก็ต้องกลับ กลับผ้าที่ถู ถูไปแล้ว กลับแล้ว ก็ต้องเอาไปซัก ซักบ่อยๆ กลับผ้าบ่อยๆ ซักบ่อยๆ ถูพื้นถึงจะสะอาด พื้นไม่เป็นคราบ พื้นไม่เป็นทาง นี่คุณยายสอนถูบ้าน
จากนั้น ยายก็จะเดินไปดูตู้ ตู้ที่เก็บเครื่องนอนของอุบาสก เราก็ทำเป็นตู้ไม้ แล้วก็แบ่งเป็นช่องๆ ช่องหนึ่งก็กว้างประมาณสักฟุตครึ่งคูณฟุตครึ่ง ลึกก็ประมาณสักฟุตกว่าๆ มีบานปิด มีบานปิดเปิด แต่ไม่มีที่ล๊อกกุญแจ ยายไปถึงก็จะไปดึงดู ดูที่นอนของอุบาสกที่เก็บเอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีเสื่อพับ ๑ ผืน มีหมอน ๑ ใบ ผ้าห่มก็เป็นผ้าห่มบางๆ ๑ ผืน แล้วก็มีไฟฉาย ๑ กระบอก มีนาฬิกาปลุก ๑ เรือน ส่วนผ้าห่มผ้านวมผืนใหญ่ๆ นี่ไม่มีหรอก ถ้ามีก็ใส่ไม่ได้ เพราะตู้ช่องมันเล็ก ยายก็จะเปิดดู ทุกช่องเลย มีอยู่ประมาณสัก ๑๕ ช่อง
ยายก็จะดูว่า ใครพับผ้าห่มไม่เรียบร้อย ชายรุ่ยออกมา ขอบไม่เสมอกัน หรือบางคนม้วนๆ เสร็จ ยัดเข้าไปในตู้ ยายก็จะเรียกมาเลย เรียกมา แล้วยายก็สอนวิธีพับผ้าห่ม ยายบอกต้องเก็บชายเก็บขอบไว้ตรงกลางถึงดูสวย ยายก็สอน แล้วยายก็กำชับอีก ซึ่งเรื่องนี้สำคัญเหมือนกัน ยายจะกำชับว่าเครื่องนอนนี่นะ อุปกรณ์เครื่องนอนนี่ของใครของมัน ของใครของมัน ห้ามมั่ว ห้ามมักง่าย ไปเอาของคนอื่นมาใช้ ยายจะกำชับมากเลย ยิ่งโดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ผ้าเช็ดตัว ยายจะกำชับมาก ยายบอกว่า กลิ่นใครกลิ่นมัน อย่าปละปนกัน ยายท่านใช้คำง่ายๆ แต่เราจะเข้าใจ
นี่คือยายของเรา เรื่องเล็กๆ เรื่องน้อยๆ สอนหมด สอนหมดเลย คุณยายไม่ได้ดูเบาเลย เรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี่ เพราะคุณยายท่านรู้ว่าความเล็กๆ น้อยๆ นี่ทำให้เกิดความสมบูรณ์ สิ่งที่สมบูรณ์ไม่ใช่ของเล็กน้อยเลย
หลวงพี่เห็น เห็นหลายคน แล้วก็เห็นคนอยู่ประเภทหนึ่งเหมือนกันที่ชอบใช้ของคนอื่น ไปใช้ เขาบอกว่าเขาใส่ได้ ใช้ได้ เขาไม่ถือ ของใครใส่หมด หลวงพี่ก็คิดในใจว่าเออ ตัวเขาไม่ถือ แต่คนอื่นเขารังเกียจนะ ในอาศรมอุบาสก ในอาศรมอุบาสิกา ไม่ทราบว่ามีบุคคลประเภทนี้อยู่หรือเปล่า ถ้ามีนะ หลวงพี่ว่าเลิกเสีย อย่าไปทำ ยายไม่ชอบ ของพวกนี้ยายไม่ชอบเลย สิ่งใดที่ยายไม่ชอบอย่าประกอบ ให้รีบหนี สิ่งใดที่ยายว่าดี อย่ารอรี ให้รีบทำ
เสร็จจากการทำความสะอาดสถานที่ เราก็จะแยกย้ายกันไปอาบน้ำที่ห้องน้ำ ๒๐ ห้อง แล้วก็มารับประทานอาหารเช้าที่ครัวยามา ที่ครัวหน้า ยายก็จะอบรมเรื่องกินข้าว การรับประทานอาหาร ยายจะพูดเสมอ แล้วก็ได้ยินเป็นประจำ กินได้กินไปเถอะ ยายไม่ว่า แต่อย่ากินทิ้งกินขว้าง กินได้กินไปเถอะ ยายไม่ว่า แต่อย่ากินทิ้งกินขว้าง หรือไม่ก็ พวกเรายังหนุ่มยังแน่น กินเยอะๆ จะได้มีแรงทำงาน หรือไม่ก็สอนว่าเวลาตักข้าวต้องรู้จักประมาณ ไม่พอเติมใหม่ได้ แต่อย่าให้เหลือทิ้ง หรือไม่ก็จะสอนว่าอย่ากินเหมือนหมู อย่านอนเหมือนหมา ยายท่านใช้คำเข้าใจ แล้วท่านก็อธิบายนิดหนึ่ง กินเหมือนหมูก็คือกินมูมมาม กินจู๊บๆ จั๊บๆ นอนเหมือนหมาก็คือคุ้ยๆ เสือกหัวได้แล้วก็นอน ท่านขยายสั้นๆ คุณยายท่านก็จะมาสอน
และขณะที่สอนตอนกินข้าว ก็จะเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟังอย่างที่พูดไปตั้งแต่ตอนแรก ท่านจะคุยเรื่องต่างๆ ให้ฟัง รับประทานอาหารเช้าเสร็จ เราก็จะช่วยกันล้างถ้วยล้างจานชามภาชนะ ทั้งของพระของส่วนรวมก็จะช่วยกันล้าง จัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วก็แยกย้ายกันไปทำงาน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ หลวงพี่กับพี่ๆ อุบาสกกลุ่มหนึ่งก็จะเข้ากรุงเทพฯ ไปบอกบุญ ไปตามผู้มีบุญมาเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน ทอดผ้าป่า งานวิสาขะ งานมาฆะ ส่วนวันเสาร์ก็จะอยู่วัดจัดเตรียมสถานที่รองรับสาธุชนที่จะมาวันอาทิตย์ ส่วนวันอาทิตย์ก็จะต้อนรับเจ้าภาพที่เราไปเชิญมา ที่ไปชวนเขามาทำบุญ ชวนมาปฏิบัติธรรมที่วัด
ตกเย็นเวลาน้ำปานะซึ่งไม่ค่อยจะอยู่พร้อมหน้า เพราะแต่ละคนก็มีภาระหน้าที่กลับมาไม่พร้อมกัน คุณยายท่านก็จะเดินมาดูที่ครัวเหมือนกัน ว่ามีอุบาสกอยู่ไหม มีใครอยู่ ถ้ามีอุบาสกอยู่ท่านก็จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างวันว่าวันนี้เป็นยังไง แล้วก็มีเรื่องโน้นเรื่องนี้ เรื่องเดิมๆ ยายท่านก็จะพูดให้ฟัง พอเสร็จจากปานะ เราก็จะแยกย้ายกันไปอาบน้ำ เ ตรียมตัวสวดมนต์ทำวัตรเย็นนั่งสมาธิกัน และในสมัยก่อนก็จะมีพระเดชพระคุณหลวงวพ่อทัตตะ มีหลวงพี่ที่ได้รับมอบหมายก็จะไปนำสวดมนต์ แล้วก็ไปนั่งสมาธิกับอุบาสกที่อาคารดาวดึงส์
ชีวิตก็จะอยู่แต่ในบุญ ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเข้านอน เราก็จะอยู่ในแต่บุญ ปฏิบัติธรรมกัน ถึงเวลานอน ยายก็จะสอนอีกนะ ยายก็จะสอน ยายสอนให้นึกถึงบุญที่เราได้ทำมาทั้งวัน วันนี้เราได้ทำบุญอะไรบ้าง ยายก็สอนให้นึก ให้ใจปีติ ให้ใจเบิกบาน แล้วให้หลับไปกับองค์พระในตัวของเรา ยายสอนนะ สอน ก่อนจะนอนให้นึกถึงบุญ แล้วก็ให้หลับไปกับองค์พระที่อยู่ในตัวของเรา อย่านอนเหมือนหมาที่เมื่อกี้เล่าให้ฟัง ว่าหมานี่จะเอาขาคุ้ยๆ คุ้ยโน่นคุ้ยนี่ พอเสือกหัวได้ก็นอนเลย ยายบอก อย่านอนเหมือนหมา เราต้องนอนอย่างผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม นอนอย่างนักสร้างบารมี
แล้วก็เนื่องจากเราอยู่ด้วยกันหลายคน ยายสอนว่าต้องรู้จักเกรงใจกันจึงจะอยู่กันอย่างมีความสุข คนที่นอนก่อนก็อย่าไปนอนขวางทางเดิน ให้นอนหลบๆ คนที่นอนทีหลัง ก็ต้องระวัง จะเปิดประตู จะเดินจะหยิบสิ่งของ จะทำอะไรก็ต้องทำเบาๆ จะได้ไม่รบกวนคนที่เขานอนอยู่แล้ว ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เราอยู่กันคนหมู่มาก จะได้มีความสุข เสมอหน้าด้วยกันทุกคน
ไม่ทราบว่า ในอาศรมมีบ้างไหม เดินหอบเครื่องนอนมาถึง ไฟฉายหล่นดังโครม มีบ้างไหม เปิดประตูเสียงดังโครม ปิดประตูเสียงดังปั้ง เปิดไฟทิ้งเอาไว้ในห้องนอน เปิดพัดลมนอนทั้งคืน เดินเสียงดังเหมือนแผ่นดินถล่ม พวกเราสร้างบารมีกันเป็นทีม เพราะงั้นต้องนึกถึงคำสอนของคุณยายที่ว่าเราจะต้องเกรงใจซึ่งกันและกัน แล้วถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เราจึงจะอยู่กันอย่างมีความสุข (หมดหน้า 1/A)
(ม้วน 1/B)
เรื่องที่ ๒. ยายจะสอนเรื่องการทำงาน การทำงานนี่ยายจะมองที่ รู้จักจุดที่สำคัญที่สุดของงาน งานวันอาทิตย์ งานวันบุญใหญ่ จุดสำคัญของงานอยู่ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะ ยายจะบอกว่าต้องช่วยกันดูแลความสงบเรียบร้อย เวลาหลวงพ่อธัมมชโยขึ้นศาลานำนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม นำทำพิธีกรรมต่างๆ อย่าให้มีเสียงดัง เสียง... เสียงเด็กร้องไห้ และต้องคอยดูว่าอย่าให้มีสิ่งใดไปสะดุดหลวงพ่อ เพราะถ้าหลวงพ่อท่านไม่คุมบุญให้แล้ว พวกเราและสาธุชนทุกท่านก็จะอดได้บุญใหญ่ ต้องช่วยกันดูแลกวดขันกัน นี่ยาย... เพราะงั้นพอถึงวันอาทิตย์ วันงานบุญใหญ่ พวกเราทุกคนก็จะช่วยกันไปแบ่งกลุ่มแบ่งหน้าที่กัน ช่วยกันดู ... รักษาความสงบเรียบร้อยภายในรอบๆ บริเวณ ข้างบนศาลา ทั้งรอบๆ บริเวณ
และยายก็จะสอนให้รู้จักการวางแผนการ เนื่องจากว่าอุบาสกมีน้อย งานมีเยอะ ยายก็เลยต้องให้สาธุชนที่มาร่วมงานในวันอาทิตย์ได้รับบุญกันคนละอย่าง ๒ อย่าง เช่น ยายก็จะให้ช่วยกันเก็บภาชนะ เก็บจานเช็ดล้าง เสร็จแล้วก็เก็บเข้าตู้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เรียงกันเป็นระเบียบ ยายจะ...ช่วยกันเช็ดเสื่อ เช็ดแล้วก็มัด มัดละ ๑๐ ผืน เป็นมัดๆ แล้วเราก็เอาไปเก็บในห้องเก็บสื่อ ให้ช่วยกันเก็บโต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์ที่ใช้เป็นงานๆ ใช้ในวันงานด้วย ให้เสร็จให้เรียบร้อยก่อนที่พิธีจะเลิก ให้ช่วยกันล้างห้องน้ำ แล้วก็เช็ดให้สะอาด ไขน้ำออกจากที่เก็บน้ำ คว่ำขัน ปิดประตูล๊อกกุญแจ เปิดเฉพาะบางส่วนที่จำเป็นที่จะต้องใช้
ส่วนแผนกจราจรที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องรถรับส่งสาธุชน ก็จะปล่อยรถจากอนุสาวรีย์คันแรก คันแรกสุดเลยประมาณสัก ๖ โมงเช้า จะเป็นรถของเจ้าหน้าที่ เป็นพี่ๆ ที่มาช่วยงานวัด พอถึงเวลากลับ แผนกจราจรก็จะปล่อยรถคันสุดท้ายเป็นรถของเจ้าหน้าที่ที่ช่วยเก็บงาน ช่วยทำความสะอาด ช่วยดู เก็บงานจนกระทั่งเรียบร้อย รถก็จะออกจากวัดประมาณ ๖ โมง ...ก็จะออก ให้แต่ละแผนกได้ช่วยกันเก็บงานให้เรียบร้อย พอเสร็จพิธีคนกลับหมด งานก็เสร็จไปด้วย จะได้ไม่เป็นภาระคนที่อยู่ในวัด จะได้ไม่เป็นภาระต่ออุบาสกมากจนเกินไป
แล้วก็ในงานแต่ละแผนก แผนกย่อยๆ ยายก็จะสอนการทำงานว่าจะต้องเอาใจใส่ อย่าปล่อยปละละเลย แล้วก็ให้ดูคน ยายสอนให้ดูคน คนที่จะมาช่วยงาน ใครที่เลอะๆ เทอะๆ ยายบอกอย่าเอามาช่วยงาน ให้ดูคน ให้ดูคนที่เขามีศรัทธา มีความตั้งใจ แล้วเราก็สอนเขา คุยกับเขาดีๆ คุยเรื่องบุญเรื่องกุศล เขาก็จะได้มาช่วยงานของเรา เราก็จะได้ไม่หนักแรง ยายก็จะสอน สอนให้แต่ละแผนกช่วยกันดู ช่วยกันวางแผนการทำงาน ช่วยกันดู นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการทำงาน จริงๆ ก็มีเรื่องอีกเยอะมาก แต่ก็เอาที่หลวงพี่เจอ เรื่องหลวงพี่ประสบด้วยตัวเอง
๓. เรื่องการรักษาสมบัติของพระศาสนา ยายจะสอนให้รู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ แล้วใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ใช้ให้เต็มที่จนกระทั่งของๆ สิ่งนั้นใช้ไม่ได้ หรือว่าเกือบหมดสภาพ ยายก็สอนบอกว่า ซึ่งเรามักจะได้ยินว่ายายสอนว่าใช้น้ำไม่เป็น ก็เป็นขี้ข้าน้ำ ใช้ไฟไม่เป็น ก็เป็นขี้ข้าไฟ ใช้เงินไม่เป็น ก็เป็นขี้ข้าเงิน
ในวันอาทิตย์หรือวันงานบุญใหญ่ หลังจากเสร็จพิธี เก็บของเสร็จเรียบร้อย สาธุชนกลับหมดแล้ว ยายก็จะให้อุบาสกไปเดินดูรอบๆ บริเวณว่ามีของสิ่งใดที่หลงหูหลงตายังไม่ได้เก็บบ้าง ให้อุบาสกช่วยกันเดินดู พวกเราหลายคนก็ไปช่วยกันเดินดู จนแน่ใจว่าไม่มีอะไรเหลือแล้ว แล้วเราก็กลับมานั่งดื่มน้ำปานะกันที่ในครัว
ขณะที่ดื่มกัน ขณะที่คุยกัน ดื่มปานะไปคุยกัน สนทนาธรรมคุยกันเรื่องธรรมะ ก็จะ ยายท่านเดินเข้ามา มีเสื่อติดมือมาผืนหนึ่ง มีแก้วน้ำพลาสติกสีขาวๆ ใบหนึ่ง ยายมาถึงก็มาวางตรงที่อุบาสกดื่มปานะกัน แล้วยายก็พูดนะ บอกนี่ยายเดินไปนะ ยายไปเจอนี่แหละ เสื่อผืน ๑ ผืน แก้วน้ำ ๑ ใบ มันวางอยู่ที่โคนต้นไม้นั่น ถ้ายายไม่ไปเจอนะ คืนนี้มันก็คงตากน้ำค้าง แล้วถ้าเกิดว่าฝนตกลงมา เสื่อผืนนี้ก็คงเปียก แล้วถ้าทิ้งไว้สัก ๒-๓ วัน ยังไม่ได้ไปเก็บ เชื้อรามันก็จะเกิดขึ้นเป็นจุดๆ ดำๆ เป็นปื้นๆ ถึงตอนนั้นเราจะเช็ดจะถูยังไง ไอ้คราบดำมันก็ไม่ออก เสื่อมันก็จะเหมือนกับว่าสกปรก แล้วเสื่อผืนนี้คงไม่มีใครอยากจะเอาไปใช้ เมื่อไม่มีคนใช้ พอสุดท้ายก็ต้องทิ้ง หรือไม่ก็เอาไปทำอย่างอื่น ทั้งๆ ที่มันยังใช้ได้ดี แล้วก็ยังใช้ไม่คุ้มค่าเลย แต่ก็ต้องเสียไป
เพราะฉะนั้นพวกเราต้องช่วยกันดู ดูให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่ใช่เดินดูผ่านๆ ต้องเดินดูให้ละเอียด เดินดูให้หมดทุกจุด นี่ยายสอน เราเดินดูกันตั้งหลายคนไม่เจอ แต่คุณยายเดินคนเดียว เจอ เจอจนได้ วันธรรมดาหลังจากที่หลวงพี่หมูได้ต่อสามล้อให้ยายคันหนึ่ง ยายก็จะนั่งสามล้อตรวจวัดทุกวัน ทุกเช้า ทุกเย็น ตั้งแต่หน้าวัดจนหลังวัด พอครบ ๑ รอบ กลับมาถึงที่กุฏิ ยายก็จะมีพลวกบ้าง มีจอบบ้าง มีเสียมบ้าง มีอุปกรณ์ก่อสร้างบ้างติดรถสามล้อยายมา แล้วก็มากองไว้ที่หน้ากุฏิยาย แล้วก็จะไปตามอุบาสกหรือไม่ก็หัวหน้าคนงานที่รับผิดชอบมาดู แล้วยายก็สอน ปรารภเหตุแล้วก็จะแนะนำสั่งสอนให้ช่วยกันรักษาสมบัติของพระศาสนาให้รู้จักใช้ รู้จักเก็บ เก็บให้เป็นที่เป็นทาง เก็บให้เป็นระเบียบ ยายก็จะบอกว่าหยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา นี่ให้ ให้เป็นสโลแกน ให้เป็นคำขวัญที่เราจะต้องเอาไปปฏิบัติ เอาไปทำ
ทั้งหมดนี้ที่เล่ามาเป็นเพียงตัวอย่างส่วนตัวที่หลวงพี่ได้เจอ ได้สัมผัสมา จากชีวิตเด็กวัด วัดพระธรรมกายกับคุณยาย แม้คุณยายจะจากไปแล้ว แต่คำสอนของท่านยังอมตะนิรันดร์กาล ยังใช้ได้อยู่ตลอด ยายสอน ยายฝึกให้ในการดำเนินชีวิต เป็นวิถีชีวิตที่เกิดมาเพื่อสร้างบารมีอย่างแท้จริง
อยู่กับก๋งหรือจะสู้อยู่กับยาย ธรรมมากมายหลากหลายที่ยายสอน
ให้เดินตามปริยัติพระชินวร ให้ตัดรอนละกิเลส เศษไม่มี
ทุกเช้าค่ำพร่ำสอนมิรู้เข็ญ ด้วยอยากเห็นศิษย์สง่ามีราศี
อยากให้เป็นยอดนักสร้างบารมี เป็นคนดี ดีที่สุด สุดโลกกลม
ให้มักน้อย สันโดษ ละขันนะ เพื่อที่จะเข้ากลาง คล่อง ว่องไวสม
กลางของกลาง เร็วริ่วยิ่งกว่าลม วิชชาคม สุดละเอียด อจินไตย
ความสะอาด สุดยอด เป็นที่หนึ่ง ทุกคนทึ่ง เห็นกับตา หายสงสัย
เป็นรากฐาน การงาน ทุกอย่างไป เป็นหัวใจ สร้างบารมี ของปวงชน
ใจของยาย ใสสะอาด บริสุทธิ์ ใจยายหยุด เกินถึง ซึ่งมรรคผล
ขอประกาศให้ชาวโลกได้ยินอยู่ หลานทุกคน ได้ดี เพราะมียาย
ขอรวมบุญ บารมี ที่ล้ำเลิศ หลานยังนึกถึงคุณยาย มิห่างหาย
ขอให้ยาย มีความสุข แสนมากมาย ขอตามยาย ไปจนถึง ซึ่งสุดธรรม
สำหรับวันนี้ก็คงเพียงเท่านี้ก่อน แล้วไว้พบก่อนตอนหน้า ชีวิตบอกบุญกับคุณยาย เดี๋ยวขอเชิญทุกท่านนั่งหลับทำใจให้สมาธิ ระลึกนึกถึงพระคุณของคุณยาย และจะได้น้อมนำบุญที่ได้นี้บูชาคุณคุณยาย
เราก็นั่งหลับตา ทำใจให้โปร่งเบา สบาย ผ่อนคลายร่างกายให้เบา สบาย ให้ทุกส่วนของร่างกายโปร่ง เบา สบาย ให้ตัวของเรากลืนไปกับอากาศที่อยู่รอบข้าง เหมือนกับไม่มีตัวของเรา มีความรู้สึกที่โปร่งเบา สบายจริงๆ ความนึกความคิดที่ผ่านเข้ามา ก็ให้ ให้ลืมไปให้หมด ให้ผ่านไปให้หมด ให้ใจของเราเบาสบาย
แล้วก็นึกถึงคุณยาย น้อมนำมาตั้งไว้ที่กลางกายของเรา นึกให้เห็นคุณยายชัดเหมือนกับลืมตาเห็น ให้คุณยายท่านใส ใสเป็นแก้ว ใสสว่าง เหมือนคุณยายทำจากเพชรจากแก้วที่ใสสว่าง แล้วเราก็มองไปตรงกลางของคุณยายที่อยู่กลางท้องของเรา ศูนย์กลางกายของยายกับศูนย์กลางกายของเราอยู่ที่เดียวกัน เป็นดวงกลมใสสว่าง เป็นจุดเล็กๆ ใส สว่าง อยู่ที่กลางกายของคุณยาย นึกให้ชัดยิ่งกว่าตาเห็น นึกให้ใสในใส ชัดในชัด ชัดยิ่งกว่าลืมตาเห็น
แล้วเราก็นึกขยายดวงสว่างที่อยู่กลางตัวของเรา กลางตัวของคุณยายให้ขยายกว้างออกไป แล้วมีดวงใหม่ซ้อนขึ้นมา เป็นดวงกลม ใส สว่าง ซ้อนอยู่ข้างใน นึกให้ใส ให้สว่าง ให้เบาสบาย ให้โปร่ง เบา สบาย แล้วก็นึกอธิษฐานจิตให้บุญของเราถึงแม้จะน้อยนิด เราก็ขออุทิศให้กับคุณยายอาจารย์ของเรา ให้มีความสุข มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้น นึกน้อมบูชาธรรมให้คุณยาย แล้วก็นึกอธิฐานขอบุญบารมีของคุณยายให้มาปกปักรักษาลูกหลานยายทุกคนให้เป็นยอดนักสร้างบารมีแบบคุณยาย สิ่งใดที่ยายได้สอนไว้ ลูกหลานก็จะนำไปปฏิบัติเป็นการบูชาคุณ คุณยาย
ธรรมอันใดที่คุณยายได้บรรลุ ธรรมอันใดที่คุณยายถึงให้ลูก ก็ขอให้ลูกหลานยายทุกคนได้เข้าถึงธรรมอันนั้นบ้าง ได้มีส่วนไปรู้เห็นธรรมที่คุณยายไปถึงแล้วทุกๆ คน ให้อุปสรรคใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตการสร้างบารมีของพวกเราทุกคนให้ละลายหายสูญไปให้หมด ให้ได้เป็นผู้นำบุญที่ชักชวนชาวโลกได้มาสร้างบารมีได้มาสร้างเจดีย์ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ให้แผ่นพื้นลานธรรมที่จะเป็นรัตนบัลลังก์รองรับการประพฤติปฏิบัติธรรมของสาธุชนทุกคนให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ เวลาไปชวนใครเขาทำบุญก็ขอให้สำเร็จได้โดยง่าย โดยเร็วพลัน
สัพเพ……… (สาธุ) (หมด 1/B)
************************ จบ ***********************
หน้า PAGE 12
431006FW-AAT