ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

พระอภิธรรมกับวิชชาธรรมกายและคุณยายอาจารย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

อิทานิ ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปรินิพฺพานโต ปฏฺฐาย เตจตฺตาฬีสุตฺตร ปญฺจสตาธิกานิ เทฺวสํวจฺฉรสหสฺสานิ อติกนฺตานิ ปจฺจุปนฺนกาลวสฺเสน อชฺชยุตฉมาตสฺส ปฐมํ ทินฺนํ วารวเสน รวิวาโร โหติ เอวํ ตสฺส ภควโต ปรินิพฺพานาสาสนายุกาล คณนา สลฺลกฺเขตพฺพาติ ศาสนานุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอะระหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ล่วงแล้ว ๒๕๔๓ พรรษา ปัจจุบัน ณ สมัย ตุลาคมมาส สุรทินที่ ๑ รวิวาระ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีนัยอันจะพึงจะกำหนดนับด้วยประการฉะนี้ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา กตเม ธมฺมา กุสลา. ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ , โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ , รูปารมฺมณํ วา สทฺทารมฺมณํ วา, คนฺธารมฺมณํ วา รสารมฺมณํ วา, โผฏฐพฺพารมฺมณํ วา ธมฺมารมฺมณํ วา , ยํ ยํ วา ปนารพฺภ, ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ อวิกฺเขโป โหติ, เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา, อรูปิโน ธมฺมา , อิเม ธมฺมา กุสลาติ. ณ บัดนี้อาตมาภาพจะได้แสดงธรรมิกถา ในหัวข้อว่าพระอภิธรรมกับวิชชาธรรมกายและคุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย แก้ด้วยปรมัตถเทสนา ซึ่งมีมาในพระอภิธรรมปิฎก ยกอุสเทสในเบื้องต้นขึ้นแสดงก่อน เพื่อจะได้เป็นอุทาหรณ์ แนะนำแก่ท่านผู้มีบุญทั้งหลายสืบต่อไป ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษาอนึ่งผู้เทศน์ ยังเป็นผู้ศึกษาอยู่ หากความรู้ยังไม่บริบูรณ์ ผิดพลาดโดยประการใด กราบขออภัยพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ บัณฑิตนักปราชญ์ ท่านผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมทั้งหลายมา ณ โอกาสนี้ พระอภิธรรมปิฎกหรือพระปรมัตถปิฎก หากกล่าวโดยความประสงค์แล้ว พระพุทธศาสนามีปิฎกอยู่ ๓ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ถ้าว่าโดยธรรมขันธ์แล้วมีทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระวินัยปิฎก ๒๑๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่เราท่านทั้งหลายได้เคยสดับตรับฟังโดยมาก ในพระวินัยบ้าง ในพระสูตรบ้างส่วนในอภิธรรมนี้ไม่ค่อยจะได้ฟังกันนัก ในแรกเริ่มเบื้องต้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้นตรัสพระอภิธรรมปิฎก ในดาวดึงส์เทวโลก ทรงประทับนั่งอยู่บนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ของท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่ในชั้นดาวดึงส์ ได้ตรัสพระอภิธรรมปิฎกนี้สนองคุณพระพุทธมารดา ผู้เป็นเทพบุตรลงมาจากชั้นดุสิตและแก่หมู่เทพยดาทั้งหลายที่พากันมาสดับตรับฟัง ทรงตรัสอยู่ครบถ้วยไตรมาส ๓ เดือน โดยไม่มีระหว่างที่ว่าไม่มีระหว่างนี้ หมายความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้นพระองค์ทรงตรัสโดยมิได้หยุดเลย หากแต่ว่าในเวลาเช้ามืดเทียบกับเวลาในเมืองมนุษย์แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงแสดงพุทธนิมิตคือทรงนิรมิต พระองค์เองแสดงธรรมต่อไป ส่วนพระองค์นั้นทรงเสด็จเหาะไปบิณฑบาต ณ อุตตรกุรุทวีป แล้วเสด็จมาฉันภัตตาหารที่ป่าหิมพานต์ ในทุก ๆ วัน พระสารีบุตรเถรเจ้าท่านทรงมาอุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุนั้นเองพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสพระอภิธรรมปิฎกให้แก่พระสารีบุตรฟัง พระสารีบุตรเถรเจ้าเมื่อท่านได้สดับตรับฟังแล้วท่านจึงได้นำพระอภิธรรมปิฎกนี้มาแสดงให้กับมนุษย์ทั้งหลายได้สดับตรับฟังเช่นเดียวกับเทวดาทั้งหลาย เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎก เสร็จเรียบร้อยแล้วครบถ้วนไตรมาส ๓ เดือน จึงเสด็จลงมาจากดาวดึงส์เทวโลก ณ เวลานั้นเอง ทรงเสด็จมาที่เมือง สังกัสสนคร ในคราวนั้นพระพุทธองค์ท่านทรงแสดงปาฏิหาริย์เปิดโลกให้สัตวนรก เทวดาและมนุษย์เห็นกันและกันปรากฏเป็นอัศจรรย์ในครั้งนั้น สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมดดำหรือมดแดง ตัวเล็ก ๆ ต่างตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าทั้งนั้น นี้เป็นความอัศจรรย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุนั้นในวันนี้ท่านทั้งหลายจะได้สดับตรับฟังในเนื้อความพระอภิธรรมปิฎก นับว่าเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ คำว่าพระอภิธรรมนั้น อภิ แปลว่ายิ่ง เกิน ล่วง อภิธรรมจึงหมายความว่าธรรมที่ยิ่ง เกิน ล่วง กว่าธรรมทั้งหลาย มีพระวินัย และพระสูตรเป็นต้นอุปมาดั่งท้องฟ้านภากาศที่ย่อมท่วมทับสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย พระอภิธรรมนี้เป็นธรรมที่ยิ่ง เกิน ล่วง และท่วมทับธรรมทั้งหลายทั้งปวง มิใช่ธรรมเฟ้ออย่างที่บางท่านเข้าใจกัน ในพระอภิธรรมปิฎกนั้นแบ่งออกเป็น ๗ คัมภีร์ คือ ๑.พระสังคณี หรือบางครั้งก็เรียกว่า ธัมมสังคณี ๒. วิภังค์ ๓ ธาตุกถา ๔.ปุคคลบัญญัติ ๕. กถาวัตถุ ๖.ยมก ๗. ปัฏฐาน คนโบราณกำหนดเป็นอักษรย่อให้จำง่าย ๆ เรียกว่าหัวใจพระอภิธรรม ได้แก่ สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ เรียกว่าหัวใจพระอภิธรรมและมักเรียกว่าพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ สัง หมายถึง พระสังคณีเป็นคัมภีร์ที่ ๑ วิ คือ วิภังค์เป็นคัมภีร์ที่ ๒ ธา คือ ธาตุกถาเป็นคัมภีร์ที่ ๓ ปุ คือปุคคลบัญญัติเป็นคัมภีร์ที่ ๔ กะ คือกถาวัตถุ เป็นคัมภีร์ที่ ๕ ยะ คือยมก เป็นคัมภีร์ที่ ๖ ปะ คือมหาปัฏฐาน เป็นคัมภีร์ที่ ๗ ในวาระพระบาลีที่ยกขึ้นในเบื้องต้น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา เป็นต้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของมาติกา หรือแม่บทที่หยิบยกออกมาจากคัมภีร์แรก คือคัมภีร์ที่หนึ่งที่ชื่อว่าพระสังคณี หรือพระธัมมสังคณี อันจะคลี่ความเป็นสยามภาษาต่อไป คำว่า กุสลา ธมฺมา ธรรมที่เป็นกุศล ให้ผลเป็นสุข มีกามาวจรกุศลเป็นต้น อกุสลา ธมฺมา แปลว่า ธรรมที่เป็นอกุศล ให้ผลเป็นทุกข์ มีโลภมูลจิตเป็นต้น อพฺยากตา ธมฺมา ธรรมที่เป็นอัพยากฤตที่เป็นจิตกลาง ๆ ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป มีผัสสะ และมนสิการเป็นต้น กตเม ธมฺมา กุสลา ยสฺมึ สมเย แปลความว่าในสมัยใดธรรมที่เป็นกุศล ให้ผลเป็นสุขย่อมบังเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ คือจิตที่เป็นกุศล ให้ผลเป็นสุขนั้นย่อมนำสัตว์ให้ไปเกิดในกามภพทั้ง ๗ คือ มนุษย์ ๑ และสวรรค์ ๖ อุปฺปนฺนํ โหติ , แปลว่าย่อมบังเกิดมีแก่ปุถุชนผู้เป็นสามัญชน โสมนสฺสสหคตํ, แปลความว่า เป็นไปพร้อมกันจิตที่เป็นโสมนัสความสุขใจ ญาณสมฺปยุตฺตํ , แปลว่าประกอบพร้อมด้วยญาณเครื่องรู้คือปัญญา ที่ความปรารถนาพระนิพพานเป็นต้น รูปารมฺมณํ วา, แปลว่าจิตยินดีเป็นรูป มีรูปพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์บ้าง สทฺทารมฺมณํ วา, แปลว่าจิตยินดีในเสียงมีเสียงท่านแสดงธรรมเป็นต้นบ้าง เป็นอารมณ์บ้าง คนฺธารมฺมณํ วา แปลว่า จิตยินดีในกลิ่นหอมแล้วคิดถึงกุศล มีพุทธบูชาเป็นต้นเป็นอารมณ์บ้าง รสารมฺมณํ วา, แปลว่าจิตยินดีในรสเครื่องบริโภคแล้วยินดีใคร่บริจาคเป็นทาน เป็นต้น เป็นอารมณ์บ้าง โผฏฺฐพฺพารมฺมณํ วา แปลว่า จิตยินดีในของอันถูกต้อง แล้วก็คิดให้ทานเป็นต้น เป็นอารมณ์บ้าง ธมฺมารมฺมณํ วา , แปลความว่า จิตยินดีในการเจริญภาวนา มีพุทธานุสติเป็นต้น เป็นอารมณ์บ้าง ยํ ยํ วา ปนารพฺภ, แปลว่าอีกอย่างหนึ่ง ความปรารภแห่งจิตก็เกิดขึ้นในอารมณ์ใดใด ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ แปลว่าความกระทบผัสสะแห่งจิต จิตที่เป็นกุศลก็ย่อมบังเกิดขึ้นในสมัยนั้น อวิกฺเขโป โหติ, แปลว่า อันว่า เอกัคคตาเจตสิกอันแน่วแน่ในสันดานก็ย่อมบังเกิดขึ้น เย วา ปน ตสฺมึ สมเย แปลว่า อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ก็ย่อมบังเกิดขึ้นในกาลสมัยนั้น อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา, แปลว่าธรรมทั้งหลายอาศัยซึ่งจิตทั้งหลายอื่นมีอยู่ แล้วอาศัยกันและกันก็บังเกิดขึ้นพร้อม อรูปิโน ธมฺมา, แปลว่าเป็นแต่นามธรรมทั้งหลายไม่ใช่รูป อิเม ธมฺมา กุสลา. ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศลให้ผลเป็นสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย แล. สรุปความแปลความหมายพระบาลีที่ยกในเบื้องต้น ก็กล่าวถึง ธรรมที่เป็นกุศล ธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่เป็นอัพยากฤต โดยเน้นความไปถึงกุศลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้น เน้นชี้เฉพาะยกขึ้นมา คือกามาวจรกุศลทั้งหลายที่เกิดขึ้นพร้อมกับความโสมนัสคือดีใจ ประกอบพร้อมขึ้นกับปัญญา คือญาณ ไม่ว่าจะเกิดด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสหรือธรรมารมณ์ทั้งหลายที่ทำให้กุศลจิตเหล่านั้น เกิดขึ้นเป็นกามาวจรกุศลจิต ในสมัยนั้นเอง ธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องด้วยกามาวจรกุศลนอกเหนือจากนี้ก็เกิดขึ้นเนื่องตามมาโดยอาศัยธรรมนั้น ธรรมเหล่านี้เรียกว่า ธรรมที่เป็นอรูป คือไม่ใช่รูป ล้วนเป็นนามธรรมทั้งนั้นเรียกว่า ธรรมอันเป็นกุศล ซึ่งต่อไปจะอธิบายขยายความ ขอโปรดตั้งใจสดับตรับฟังนี้เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งมาก พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้เคยกล่าวไว้ว่า ไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้าย ไม่ใช่ของที่อยู่กับคนที่มีกิเลสหนาปัญญาหยาบ ต้องมีกิเลสบาง ปัญญาละเอียดทีเดียวจึงจะฟังเนื้อความเข้าใจได้ ถ้าจะเทียบล่ะก็ต้องเข็มเล็ก ๆ ด้ายเส้นเล็ก ๆ เย็บตะเข็บผ้าจึงจะละเอียดได้ ถ้าเข็มโตไปเส้นด้ายโต จะเย็บผ้าให้เล็กลง ไปไม่ได้ ฉันใดก็ดี พระปรมัตถปิฎก เป็นของละเอียดต้องปัญญาละเอียดไปตามกันจึงจะฟังเนื้อเข้าใจ หรือที่คุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ เคยกล่าวไว้ว่า ลึกซึ้งจนไม่รู้จะปริยายอย่างไร เหตุนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย โปรดตั้งใจสดับตรับฟังให้ดี น้อมใจไปตามคำอธิบาย ที่จะได้ขยายความต่อไป ณ บัดนี้ กุศลธรรม อกุศลธรรม หรืออัพยากฤตธรรม ธรรมที่เป็นกุศล ธรรมที่เป็นอกุศล หรือว่าธรรมที่เป็นกลาง ๆ ที่เรียกอัพยากฤตนั้น ธรรมทั้ง ๓ นี่แหละเป็นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สรรพสิ่ง เล็ก ใหญ่ โดยประการใด ของเป็นของตายทั้งหลาย ตลอดภพทั้ง ๓ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลนี้ ต่างประกอบขึ้นมาด้วยธรรมทั้ง ๓ ฝ่ายนี้คือ กุสลาธัมมา ธรรมที่เป็นกุศล อกุสลาธัมมา ธรรมที่เป็นอกุศล อพยากตาธัมมา ธรรมที่เป็นอัพยากฤต หรือว่าเป็นกลาง ๆ นี้ ปรุงแต่งคน สัตว์ สิ่งของทั้งหลาย ทั้งที่มีชีวิตก็ดี ไม่มีชีวิตก็ดี ให้บังเกิดขึ้น ดังนั้นธรรมทั้ง ๓ ประการนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยทีเดียว เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและกว้างใหญ่ ครอบคลุมไปตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล โดยเฉพาะคำที่เราได้ยินได้ฟังอยู่เสมอว่า ธรรมชาติ ธัมมชาตะนั้น คำว่าธรรมชาตินั้น ถ้าหากทำความเข้าใจโดยทั่วไป คนทั่วไปก็มักจะคิดถึงว่าธรรมชาติก็หมายถึงวิว ทิวทัศน์ ต้นไม้ ภูเขาเลากาป่าไม้ ทั้งหลายเป็นต้น แต่จริง ๆ แล้วคำว่าธรรมชาติไม่ใช่ของธรรมดาเลยทีเดียว คือการเกิดขึ้นด้วยธรรม ธรรมอะไรล่ะก็ธรรมทั้ง ๓ ฝ่ายนี่ เป็นสิ่งที่เป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้น ของทุกสิ่งทุกอย่างของสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลายตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลนี้ เกิดด้วยธรรมทั้ง ๓ ฝ่ายนี้ คือกุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา และอพยกตาธัมมา โดยประการนี้ โดยชี้เฉพาะเจาะลงไปถึงตัวของเราเอง ชีวิตหรืออัตภาพของตัวเราที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ถ้าหากจะแบ่งออกไปแล้วก็คงจะแบ่งออกได้เป็นสองส่วนคือกายส่วนหนึ่ง และใจอีกส่วนหนึ่ง คำว่ากายในพระพุทธศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทรงเรียกว่ารูป ส่วนใจนั้นท่านก็ทรงเรียกว่านาม รูปกับนามนี้ก็หมายถึงกาย และใจ อันประกอบขึ้นมาเป็นตัวของเรา ทั้งรูปและนามนี้ก็ประกอบด้วยธรรมทั้ง ๓ ฝ่ายนี่ โดยเราลองพิจารณาลงไปดูทีละส่วนกันตั้งแต่เบื้องต้นเรามาดูในส่วนกายของเรา กายของเรานี้ถ้าแบ่งลงไปโดยหยาบ ๆ ในขั้นต้นแล้วท่านก็กล่าวไว้ว่า กายนั้น ประกอบด้วยธาตุ ๕ ประการเข้ามาประชุมพร้อมกัน ธาตุนั้นมีอะไรบ้าง ธาตุ ดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ ที่ท่านรวมเรียกว่า มหาภูตรูป ๔ รวมอากาสธาตุอีก ๑ เป็น ๕ กายของเรานี้ประกอบด้วย ธาตุทั้ง ๕ ประการนี้ ตั้งแต่ธาตุดินก็หมายถึงส่วนที่เป็นของแข็ง มีกระดูกมีเนื้อ เป็นต้น ธาตุน้ำก็หมายถึงธาตุในส่วนที่ไหลเอิบอาบได้ในร่างกาย มีน้ำเลือด น้ำเหลืองเป็นต้น ส่วนธาตุลม คือธาตุที่เคร่งตึงพัดไปมาได้ ในร่างกายของเรา มีลมเบื้องต่ำลมเบื้องสูงลมที่พัดไปมาในร่างกาย ในส่วนต่าง ๆ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี้เป็นต้น ส่วนธาตุไฟก็หมายถึงความร้อนที่เป็นอุณหภูมิที่มีอยู่ภายในร่างกายของเรา ส่วนอากาสธาตุก็หมายถึงช่องว่างที่มีอยู่ในตัวของเรา มีช่องหู ช่องจมูก และช่องต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายในตัวของเรา ร่างกายของคนเรานี้ก็ประกอบด้วยธาตุ ๕ ประการนี้ประชุมพร้อมกันขึ้นมาเป็นกาย และธาตุทั้ง ๕ นี้มีจุดศูนย์รวมอยู่ที่ตรงไหน ตรงนี้สำคัญ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านชี้ชัดลงไปในวิชชาธรรมกายของเรา เป็นความรู้อันยิ่งใหญ่ ประกอบขึ้นมาเป็นดวงที่เรียกว่าดวงธาตุอยู่ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในระดับตรงกลางท้องเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วนี่ เป็นที่ตั้งของดวงธาตุอันเป็นจุดศูนย์รวมในการบังคับกายบังคับธาตุต่างๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นกายนี้ โดยในดวงธาตุนั้นยังแบ่ง ออกไปเป็นส่วน ๆ ที่เรียกว่าศูนย์ แต่ละศูนย์นั้นก็มีหน้าที่ควบคุมบังคับธาตุต่าง ๆ โดยธาตุดินนั้นอยู่เบื้องขวา ธาตุน้ำนั้นอยู่เบื้องหน้า อยู่ศูนย์หน้า ธาตุลมนั้นอยู่ศูนย์ซ้าย ธาตุไฟนั้นอยู่ศูนย์หลังตรงศูนย์กลางเป็นอากาสธาตุ ดวงธาตุสำคัญมากทีเดียวในการควบคุมความเป็นไปของร่างกายของเรา สัดส่วนจะถูกต้องเพียงไร ตัวของเราจะเป็นประการใดก็ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของธาตุทั้ง ๕ ประการนี้ ประกอบรวมปรุงแต่งขึ้นมา ถ้าเราพิจารณาลงไปให้ละเอียดลงไปกว่านี้อีก ในธาตุทั้งหลายที่ประกอบขึ้นมาเป็นกายด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ มหาภูตรูป ๔ รวมทั้ง อากาสธาตุอีก ๑ นี้ ถ้าหากแยกย่อยลงไปจนเป็นอณู เป็นอนุปรมาณูแล้ว เราจะรู้ว่า ธาตุทั้งหลายทั้งปวงนี้ต่างประกอบขึ้นมาจากธาตุ ๓ ฝ่ายอีกเช่นเดียวกัน คือธาตุที่เป็นกุศล ธาตุที่เป็นอกุศล และธาตุที่เป็นอัพยากฤต นี้คือความลึกซึ้งของธรรมในพระพุทธศาสนา นี้คือความลึกซึ้งของวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยสังเขปอธิบายการตั้งขึ้นของกายที่ประกอบด้วยธาตุทั้งหลายแยกย่อยลงไปเป็นอณู เป็นอนุปรมาณูพื้นฐานแล้วก็ประกอบด้วยธรรมทั้ง ๓ ฝ่ายนี่แหละ ธาตุทั้ง ๓ ฝ่ายคือกุศล อกุศล และอัพยากฤต ส่วนใจล่ะเป็นไฉน เป็นอย่างไร เราลองพิจารณาตามลงไปดู ใจของเรานั้นถ้าจะว่าไปแล้วก็หมายถึงวิญญาณธาตุ วิญญาณธาตุนั้นอยู่ตรงไหน วิญญาณธาตุนั้นก็อยู่ ณ ศูนย์กลางส่วนรวม ณ ส่วนต้นของมัน อยู่ ณ ศูนย์กลางของอากาสธาตุที่อยู่ในกลางดวงธาตุ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้สำคัญทีเดียวให้เราลองพิจารณาลึกซึ้ง มองลงไป ณ กลางกายของเรา เราจะเห็นแจ่มแจ้ง ด้วยใจของเราทีเดียวว่า วิญญาณธาตุนั้นอยู่ ณ ศูนย์กลางของอากาสธาตุสำคัญทีเดียว เป็นส่วนต้นของใจ ถ้าหากเรามองลงไปน้อมด้วยใจลงไป วิญญาณธาตุนั้นที่อยู่ศูนย์กลางนั้นขยายโตเต็มส่วนขึ้นมาเราจะเห็นว่า ในส่วนของวิญญาณธาตุที่เรียกว่าใจนี้ประกอบด้วยเนื้อใจทั้งหมด ๔ ชั้นด้วยกัน ๔ ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือดวงเห็น มีขนาดเท่ากับกระบอกตา ส่วนที่สองคือดวงจำ มีขนาดเท่ากับลูกนัยน์ตาซ้อนอยู่ในกลางดวงเห็นอีกที ซ้อนลงไปในกลางนั้น เล็กลงไปคือดวงคิด มีขนาดเท่ากับลูกตาดำ ซ้อนลงไปลงกว่านั้นมีขนาดเท่ากับแววตาดำคือดวงรู้ ใจของเรานั้นก็ประกอบด้วย เห็น จำ คิด รู้ อย่างนี้แหละ สำคัญทีเดียว และใจของเราที่ประกอบด้วยเห็นจำคิดรู้นี้ทำงานกันอย่างไรล่ะ เอาล่ะให้เราน้อมใจพิจารณาตามต่อไป ใจของเรานั้นเมื่อมีอารมณ์ทั้งหลายที่ในพระบาลีที่ได้กล่าวเอาไว้ ตั้งแต่ รูปารมฺมณํ วา สทฺทารมฺมณํ วา, คนฺธารมฺมณํ วา รสารมฺมณํ วา, โผฏฐพฺพารมฺมณํ วา ธมฺมารมฺมณํ วา ก็หมายถึงอารมณ์หลายที่เกิดจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือธรรมารมณ์ทั้งหลายเมื่อมากระทบกับตัวเราแล้ว ก็จะส่งขึ้นลงมาจรดที่ตรงกลางของกลางตัวของเราที่ ใจนี่แหละ โดยใจของเรานั้น เนื้อใจส่วนแรกทำหน้าที่รับ เนื้อใจส่วนที่สองทำหน้าที่จำ เนื้อใจส่วนที่ สามทำหน้าที่คิด เนื้อใจส่วนที่สี่ทำหน้าที่รู้ รับ จำ คิด รู้ นี่คือกระบวนการในการทำหน้าที่ของเนื้อใจทั้ง ๔ ชั้น เมื่อมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ มากระทบส่งมาที่ใจนั้น เนื้อใจชั้นแรกที่ทำหน้าที่ รับนั้นแปลกทีเดียวมันจะแปรเปลี่ยนทั้งรูป ทั้งรส กลิ่น เสียงสัมผัส ธรรมารมณ์นั้นเป็นภาพหมดเลย เปลี่ยนเป็นภาพ คล้ายกับอะไร คล้ายกับสัญญาณ คลื่นวิทยุหรือว่าโทรทัศน์ที่ส่งมา เมื่อเข้าเครื่องแล้วสัญญาณคลื่นเหล่านั้นต่างเปลี่ยนเป็นภาพ แปรเปลี่ยนเป็นภาพ หรือเปลี่ยนเป็นเสียงหรือว่าบางครั้งเสียงหรือภาพนั้นแปรเปลี่ยนจากเป็นคลื่นที่ส่งไปอีก ณ ที่หนึ่งได้ ตรงนี้ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ทีเดียวว่า ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง หรือสัมผัสทั้งหลาย ธรรมารมณ์ทั้งหลายที่มากระทบใจของเรานั้น เนื้อใจชั้นแรกที่ทำหน้าที่รับนั้นจะแปรเปลี่ยนทุกอย่างนี้เป็นภาพ เมื่อรับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทั้งหลายแปรเปลี่ยนเป็นภาพแล้ว ก็จะส่งมาให้กับเนื้อใจชั้นที่สอง ที่ทำหน้าที่จำ อุปมาก็เหมือนกับวีดีโอ เทป ที่เราท่านทั้งหลายคุ้นเคยกันดี มีหน้าที่บันทึก ภาพทั้งหลายนั้นเอาไว้ในดวงจำ แล้วส่งภาพไว้ในดวงจำ แล้วส่งภาพเหล่านั้นมาให้กับดวงที่เป็นเนื้อใจชั้นที่ ๓ คือดวงคิด ดวงคิดจะทำหน้าที่ปรุงแต่งเลยทีเดียว เหมือนช่างวีดีโอที่ตัดแต่งภาพทั้งหลายเหล่านั้นให้เป็นเรื่องเป็นราวเป็นความคิด เกิดขึ้นมาในดวงจิตดวงใจของเรานั้นแล้วส่งต่อไปให้กับเนื้อใจชั้นที่ ๔ ที่อยู่ข้างในสุด คือดวงรู้ ทำให้เป็นเหมือนผู้ดูที่ทำให้รู้เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงได้ นี้คือการทำงานของใจที่เกิดขึ้น ณ ภายในตัวของเราเป็นกระบวนการการทำงานที่เรียกว่าน่าอัศจรรย์ทีเดียว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกุศล อกุศล และอัพยากฤตที่จะบังเกิดขึ้นมาในเห็น จำคิดรู้ของเรา เราจะต้องเข้าใจในกระบวนการของการทำงาน ที่ลึกซึ้งลงไปกว่านี้อีกชั้นหนึ่ง เมื่อสักครู่เราได้ทราบแล้วว่าในเห็น จำ คิด รู้ของเรา ทำกระบวนการรับ จำ คิด รู้ เกิดขึ้นมา ๔ กระบวนการ หรือ ๔ ขั้นตอน เมื่อเราเข้าใจตรงนี้แล้วเราจะต้องเข้าใจอีกส่วนหนึ่งที่เป็นคำในภาษาบาลีที่เราจะต้องทำความเข้าใจต่อไป ที่เรียกว่า เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ในส่วนนี้แหละที่เรียกว่าเป็นส่วนนาม เวทนาคือ ความรู้สึก ความรู้สึกที่บังเกิดขึ้นมาในดวงใจของเรา ไม่ว่าความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ความดีใจ ความเสียใจหรือความอุเบกขาที่เป็นกลาง ๆ ก็ตามที เรียกว่าเวทนา สัญญาคืออะไร สัญญาก็คือความทรงจำที่เกิดขึ้นมาในดวงใจของเรา สังขาร สังขารก็คือความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมาในดวงคิด ในดวงใจของเรา ส่วนวิญญาณ ก็คือความรู้ ที่ทำให้เรารู้แจ้งทางอายตนะทั้งหลาย เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร สัมพันธ์กับเห็น จำ คิด รู้ ที่เกิดขึ้นมาในกลาง ของกลางตัวเราอย่างไร อ้าวเราจับคู่แล้วพิจารณาลงไป ดูให้ดีอีกครั้งหนึ่งในดวงใจของเรานั้นเมื่อทำหน้าที่รับในเนื้อใจชั้นแรกแล้ว ใจของเรานั้นเมื่อรับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ทั้งหลายที่มากระทบกับเนื้อใจชั้นแรก เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างนั้นให้เป็นภาพ ภาพเหล่านั้นเมื่อมากระทบ แล้วมันจะทำให้เกิดเป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งที่เรียกว่าเวทนา ให้เรานึกภาพอย่างนี้ว่าในดวงเห็นที่ทำหน้าที่รับนั้นเมื่อมีรูป รส กลิ่น เสียง มากระทบแล้ว มันจะเกิดดวงที่เกิดขึ้นมาเป็นกระบวนการอีกดวงหนึ่งก็คือดวงเวทนาที่เป็นดวงแห่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในกลางดวงเห็นที่ทำหน้าที่รับนั้น ถ้าอุปมาไปแล้วเนื้อใจชั้นแรกที่เป็นดวงเห็นนั้นทำหน้าที่รับก็เหมือนกับหลอดไฟความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในกลางนั้นที่เป็นเวทนา ก็เหมือนกับแสงของไฟมันเนื่องกันเกิดขึ้นมาอย่างนี้เช่นเดียวกัน ในเนื้อใจชั้นที่สอง คือดวงจำ ดวงจำนั้น ที่ทำให้เกิดสัญญาคือความทรงจำ ตัวดวงจำนั้นก็เหมือนกับหลอดไฟ ส่วนความจำที่บันทึกเอาไว้นั้น ก็เหมือนแสงของหลอดไฟ หรืออีกอุปมาหนึ่ง ดวงจำนั้นก็เหมือนม้วนวีดีโอเทป ส่วนเรื่องราวที่บันทึกอยู่ในนั้น ก็คือสัญญา คือความจำ ที่บันทึกอยู่ในดวงจำนั้นนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องเห็นภาพให้ชัด ส่วนในกระบวนการต่อไปที่เราจะต้องเข้าไปสำคัญมากตรงนี้คือดวงคิด ดวงคิดที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งความคิดให้บังเกิดขึ้นตรงนี้ ทำให้เกิดเป็นสังขาร คือเมื่อรับเอาภาพมาแล้ว บันทึกเป็นความทรงจำแล้ว ส่งหน้าที่ให้ดวงคิดปรุงแต่งตัดต่อ ตรงนี้แหละความคิดจะเกิดขึ้นมา ในกลางดวงคิดถ้าเปรียบอุปมาไปแล้วดวงคิดก็เหมือนกับหลอดไฟ ความคิดที่เกิดขึ้นมาก็เหมือนกับแสงไฟที่เกิดขึ้นมาในกลางดวงคิดนั้น ความคิดนี้เรียกว่าสังขารทีเดียว สังขารตัวนี้คือความคิดปรุงแต่งที่เป็นมโนสังขารในเบื้องต้นและทำให้เกิดเป็นมโนกรรมขึ้นมาตรงนี้ ตัวสังขารที่เกิดขึ้นมาในกลางดวงคิดที่ปรุงแต่งเป็นความคิด ความคิดนั้นเป็นความคิดอยู่ ๓ ส่วน คือความคิดที่เป็นกุศล ความคิดที่เป็นอกุศล และความคิดที่เป็นกลาง ๆ ที่เป็นอัพยากฤตถ้ามองลงไปในกลางดวงคิดนั้น ในกลางดวงคิด ที่ปรุงแต่งธรรมทั้ง ๓ อย่างให้เกิดขึ้นมาคือกุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา และอัพยากตาธัมมา ดังนั้นในเรื่องของความคิดในกระบวนการของใจตรงนี้ ใจของเราทั้งหมดโดยรวมทั้งเห็นจำคิดรู้นั้นจะเป็นกุศล หรืออกุศลหรืออัพยากฤตนั้น ความคิดที่เกิดขึ้นมาในกลางดวงคิดจะปรุงแต่งจิตหรือใจให้เป็นกุศลหรืออกุศลก็ขึ้นอยู่กับความคิดที่เกิดขึ้นมาคือสังขารนี้ ดังนั้นเราจะพิจารณาตัวของเราเองว่าใจของเราจะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับการคิดของเรานี่แหละ ถ้าคิดดีก็เป็นบุญ ถ้าเป็นการคิดที่ไม่ดีก็เป็นบาป ดังนั้นใจของเราจะเป็นบุญหรือจะเป็นบาปจะเป็นกุศลหรือจะเป็นอกุศล จะเป็นอัพยากฤตแต่อย่างใดก็ขึ้นอยู่กับความคิดของเรานี่สำคัญทีเดียว ใจของเราจะเป็นกุศลหรืออกุศลหรืออัพยากฤตก็ขึ้นอยู่กับความคิดเป็นตัวปรุงแต่งทั้งหมดเลย ที่ทำให้เรารับรู้ไปถึงดวงรู้ที่ทำให้เกิดญาณขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่เป็นอกุศลหรือเป็นกุศลขึ้นมาได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับดวงคิดตรงนี้คือสังขาร ความคิดที่เกิดขึ้นมาในกลางนั้น ดังนั้นความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและก็ละเอียดอ่อนมากทีเดียว ถ้าหากว่าเราเข้าใจตรงนี้แล้ว เราอยากจะทำใจของเราให้เป็นกุศล ในเบื้องต้นได้ขยายความชี้เฉพาะเจาะลงไปถึงกามาวจรกุศล ว่าใจของเราจะเป็นกุศลที่เกิดในกามาวจรที่จะนำเราให้ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาสืบต่อไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับสังขารที่ปรุงแต่งความคิดของเราขึ้นมา ที่ทำให้เกิดกุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา หากความคิดของเราเป็นกุศลก็เกิดเป็นดวงกุสลาธัมมาที่เป็นดวงสีขาวใส ที่ทำให้ใจของเราปรุงแต่งกุศลธรรมทั้งหลาย มีศรัทธามีสติมีหิริโอตตัปปะเป็นต้นบังเกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าความคิดที่เกิดขึ้นมาในกลางดวงใจเห็นจำคิดรู้ของเรานั้นปรุงแต่งในดวงคิด เป็นจิตที่เป็นอกุศล อกุศลธรรมที่เป็นดวงสีดำก็บังเกิดซ้อนขึ้นมามี โลภะ โทสะ ราคะ อิสสา มัจฉริยะต่าง ๆ เป็นต้น หรือถ้าหากว่าเป็นดวงธรรมที่เป็นกลาง ๆ ที่เป็นอัพยากฤตที่ปรุงแต่งจิตขึ้นมาแล้ว ในสังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมาในกลางนั้นดวงที่เป็นกลาง ๆ สีเทา ๆ เหมือนตะกั่วตัด ก็บังเกิดซ้อนขึ้นมา ผุดซ้อน ปรุงแต่งดวงใจของเราให้เป็นอัพยากฤต ตรงนี้เป็นสิ่งที่เมื่อเรามองพิจารณาเห็นชี้ชัดอย่างนี้แล้วเราจะเข้าใจว่า เราจะสามารถกางกั้นใจของเราจากบาปอกุศลทั้งหลายทำใจของเราให้เป็นกุศล ให้บังเกิดขึ้นมาได้ในเบื้องต้นก็ด้วยความคิดของเรา คิดดี ก็มีปัญญา คิดไม่ดีก็มีปัญหา ปรุงแต่งจิตขึ้นมาอย่างนี้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ที่เป็นความรู้อันยิ่งนี้ถ้าจะพอสรุปโดยสังเขป อธิบายขยายความไปคงจะมากมายก่ายกองยิ่งกว่าที่ได้อธิบายมาทั้งหมดนี้ แต่วันนี้เนื่องด้วยเวลาอันจำกัด จึงขอขยายความการบังเกิดขึ้นของ กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา และอัพยากตาธัมมาที่บังเกิดขึ้นมาในเห็น จำ คิดรู้ ปรุงแต่งดวงใจ ดวงจิตของเรา ไว้แต่เพียงเท่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ความรู้เล็ก ๆ น้อย ในความรู้อันยิ่งใหญ่ ที่ความรู้เหล่านี้จะรู้ได้จะเห็นได้ก็ด้วยอะไร ก็ด้วยพระธรรมกายเท่านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านทรงแสดงธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระวินัยพระสูตรพระอภิธรรม ธรรมทั้งหลายที่ท่านทรงรู้แจ้งแทงตลอด ท่านก็รู้แจ้งแทงตลอดด้วยพระธรรมกาย นี้เป็นความรู้ยิ่งที่เกิดขึ้นด้วยพระธรรมกาย มีเฉพาะในพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น และความรู้เหล่านี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ได้ค้นท่านก็ได้คว้าด้วยวิชชาธรรมกาย ด้วยพระธรรมกายของท่าน จึงนำความรู้นี้มาอรรถาธิบายขยายความให้ได้รู้เห็นด้วยการปฏิบัติให้เราท่านทั้งหลายได้ทั้งรู้ได้เห็นด้วยการปฏิบัติในวิชชาธรรมกายและความรู้ทั้งหลายอย่างนี้ ก็เป็นความรู้ที่คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเราท่านได้เรียนรู้สืบทอดมาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งคุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงท่านได้เคยอุปมาเปรียบเทียบถึงความรู้ทั้งหลายวิชชาธรรมกายที่ท่านได้เรียนรู้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า ถ้าหากนำมาเขียนเป็นหนังสือแล้ว กระดาษถ้าหากว่าใหญ่โตเท่ากับวัดพระธรรมกายก็คงจะไม่พอกับความรู้ที่จะจดบันทึกลงไปในวิชชาธรรมกายที่ได้เรียนรู้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ หรือว่าถ้าหากจะเขียนเป็นตัวหนังสือและเย็บเป็นเล่ม เป็นสมุดเป็นหนังสือแล้วห้องสมุดวัดปากน้ำ คงจะบรรจุหนังสือที่เป็นความรู้จากวิชชาธรรมกายที่เรียนรู้จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ไม่หมด นี้ก็เป็นความรู้อันยิ่งที่คุณยายถึงแม้ว่าท่านเองไม่เคยสามารถอ่านหนังสือได้ออกแม้แต่ตัวเดียว ที่สำนวนไทยโบราณเรียกว่า ก.ข้อไม่กระดิก คุณยายของเราแม้ว่าท่านอ่านหนังสืออ่านคัมภีร์ไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว ก.ข้อไม่กระดิก ในคัมภีร์พระไตรปิฎกที่บันทึกอยู่ในอักษรในหนังสือในใบลานทั้งหลายคุณยายก็อ่านไม่ออกเลยแม้แต่ตัวเดียว แต่พระไตรปิฎกภายใน ที่คุณยายอาจารย์ท่านได้รู้ท่านได้เห็น ท่านได้ไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระไตรปิฎกที่มีอยู่ภายในตัวของท่าน พระไตรปิฎกอยู่ตรงไหน ตรงนี้สำคัญมากทีเดียว ธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นไม่ได้อยู่ตรงไหนเลย อยู่ในกลางของพระธรรมกายอยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายนั่นแหละ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายนั้นประกอบด้วยดวงธรรมอีก ๘๔,๐๐๐ ดวง กลั่นรวบยอดแล้วก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นหัวใจของพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎกโดยแท้ ถ้าหากจะเรียนพระไตรปิฎกแล้วให้ลึกซึ้ง ต้องเรียนด้วยการปฏิบัติเหมือนอย่างคุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านเรียนด้วยวิชชาธรรมกาย ท่านได้เรียนรู้ด้วยพระธรรมกายของท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้นธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ท่านรู้เห็นและเข้าใจเป็นอันหนึ่งอันเดียว แม้ว่าท่านจะอ่านพระไตรปิฎกภายนอกไม่ออก แต่พระไตรปิฎกภายในแล้ว ท่านทรงรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในพระไตรปิฎกทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ธรรมที่ทำให้เป็นพระธรรมกายนั้นโดยตลอดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่ง ณ จุดตรงนี้ ผู้เทศน์ก็ขอยกตัวอย่างสาธกยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจกับพวกเราสักตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งตัวอย่างนี้ได้ยินได้ฟังมาจากพระเดชพระคุณพระภาวนาวิริยคุณ หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านเคยถ่ายทอดเล่าให้ฟังไว้ว่า ในสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านบวชใหม่ ๆ ท่านได้เคยถามกับคุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ว่า ทำไมพระสารีบุตรจึงมีปัญญามาก คุณยายท่านก็ตอบว่าเพราะพระสารีบุตรท่านได้สั่งสมธรรมคือความกตัญญูไว้มาก แล้วท่านก็ถามคุณยายอาจารย์ต่ออีกว่า แล้วทำไมพระโมคคัลลานะจึงมีฤทธิ์มาก คุณยายท่านก็ตอบว่า เพราะว่าพระโมคคัลลานะ ท่านเป็นคนที่รับผิดชอบต่อหมู่คณะ ท่านเป็นคนที่เอาหมู่คณะไม่ทอดธุระต่อหมู่คณะ ตรงนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านบอกว่าตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ยายท่านได้ตอบ ณ คำตอบตรงนั้น มันดูเหมือนทราบ แต่มันยังไม่ซึ้งในคำตอบที่คุณยายท่านได้อธิบายมา เมื่อได้ศึกษาพระไตรปิฎกโดยอ่านคัมภีร์มากเข้า ๆ จึงรู้สึกอัศจรรย์ใจและทึ่งเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่คุณยายท่านตอบเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทุกอย่างทุกประการที่ว่าตั้งแต่คำถามแรกที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านได้ถามคุณยายว่า ทำไมพระสารีบุตรจึงมีปัญญามาก ตรงนี้ที่คุณยายตอบว่า เพราะพระสารีบุตรท่านมีความกตัญญู ถ้าหากว่าศึกษาดูเราจะรู้ถึงว่าพระสารีบุตรนั้นท่านเป็นผู้ที่เลิศในความกตัญญู ถ้าหากดูถึงอัธยาศัยหรือจริยาวัตรของท่านแล้ว ท่านจะเป็นผู้ที่รู้คุณของทุก ๆ คนตั้งแต่บุคคลแรก ที่ได้สอนธรรมแก่ท่าน จนท่านบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน คือพระอัสสชิ พระสารีบุตรเถระเจ้าท่านก็มีความกตัญญูเป็นอย่างยิ่งต่อพระอัสสชิ ผู้ชี้แนะธรรมเป็น เป็นผู้แรกที่ทำให้ท่านบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันในทุกวันที่ก่อนที่จะจำวัด ท่านจะหันศีรษะในการจำวัดนั้นไปทางทิศที่พระอัสสชิอยู่ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูที่มีต่อพระอัสสชินั้น หรือยิ่งไปกว่านั้น ความกตัญญูของพระสารีบุตรที่ท่านเองมีความรู้คุณถึงบุคคลมีราธะพราหมณ์ที่เคยตักบาตรท่านเพียงข้าวทัพพีเดียว พระสารีบุตรเถระเจ้านั้นท่านก็มีความรู้คุณของพระราธะพราหมณ์ที่มีคุณต่อท่านเพียงข้าวทัพพีเดียว ท่านก็ไม่เคยทอดธุระเมื่อราธะพราหมณ์นั้นแก่เฒ่าลงปรารถนาจะบวชไม่มีจะบวชให้ พระสารีบุตรท่านก็รับอาสาที่จะเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ให้แก่ราธะพราหมณ์นั้นด้วยเห็นแก่พระคุณที่ราธะพราหมณ์นั้นเคยใส่บาตรท่านหนึ่งทัพพี นี้ก็เป็นอุทาหรณ์ ที่สอนใจตัวเราเองว่าบุคคลที่ปรารถนาจะมีปัญญามากก็ต้องมีความกตัญญูเป็นพื้นฐานอย่างนี้ คุณยายท่านได้รู้เหตุแห่งธรรมตรงนี้แหละ โดยท่านเข้าไปรู้เหตุแห่งธรรมตรงนี้แหละ โดยท่านเข้าไปรู้ถึงเหตุแห่งธรรมภายในว่า คนเราจะเลิศด้วยปัญญาได้นั้นจะต้องสั่งสมดวงธรรมที่เกิดขึ้นในดวงจิตก็คือความกตัญญูนี่แหละไว้มากจึงจะทำให้เป็นเหตุแห่งความแห่งความมีปัญญามาสืบต่อไป ส่วนพระโมคคัลลานะ ที่ว่าทำไมถึงเป็นผู้ที่มีฤทธิ์มากที่คุณยายท่านได้ตอบแก่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะตอนนั้นว่า เพราะว่าพระโมคคัลลานะท่านไม่ทอดธุระต่อหมู่คณะท่านเป็นผู้ที่รับผิดชอบดูแลต่อหมู่คณะ ตรงนี้ก็มีอุทาหรณ์ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกอยู่หลาย ๆ พระสูตร อย่างเช่นพระสูตรหนึ่งคือจาตุมสูตรที่แสดงถึงความเป็นผู้ที่รับผิดชอบไม่ทอดทิ้งต่อหมู่คณะของพระโมคคัลลานะ คือในครั้งหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านปรารถนาที่จะหลีกออกเร้นอยู่ด้วยธรรมอันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมในปัจจุบันนั้น ท่านก็ได้ตรัสถามต่อพระสารีบุตรว่า ถ้าหากตถาคตปรารถนาที่จะอยู่ในธรรมอันเครื่องเป็นสุขในปัจจุบันแล้วพระสารีบุตรคิดอย่างไร พระสารีบุตรท่านก็ตอบพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าข้าพระองค์ก็ปรารถนาที่จะอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันเหมือนกับพระพุทธองค์ แต่เมื่อพระพุทธองค์ท่านทรงตรัสถามพระโมคคัลลานะว่าคิดอย่างไร พระโมคคัลลานะท่านก็ทูลตอบพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ถ้าหากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าปรารถนาจะหลีกออกเร้นอยู่ในสุขวิหารธรรมด้วยนิโรธสมาบัติแล้วไซร้ ข้าพระองค์ก็จักขออาสาที่จะบริหารดูแลหมู่คณะสงฆ์ทั้งหลายแทนพระพุทธองค์ เพื่อให้พระพุทธองค์ท่านได้ทรงหลีกออกเร้นอยู่ด้วยสุขวิหารธรรมได้ นี้ก็คืออัธยาศัยของพระโมคคัลลานะที่ท่านเองมีความรับผิดชอบไม่ทอดธุระต่อหมู่คณะอันเป็นเหตุที่ทำให้ท่านมีฤทธิ์มากที่คุณยายท่านได้ตอบเป็นคำตอบแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะในคราวนั้น ก็เพราะว่าท่านเองได้เห็นธรรมอันเป็นเครื่องสั่งสมของพระโมคคัลลานะ ที่เป็นเหตุแห่งการมีฤทธิ์มากของพระโมคคัลลานะในชาติสุดท้ายด้วยประการดังนี้ ดังนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่เรานั้นได้ข้อคิดอยู่หลาย ๆ ประการในการที่คุณยายของเราแม้ว่าจะอ่านคัมภีร์พระไตรปิฎกภายนอกไม่ออกเลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ท่านทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกภายในรู้เหตุแห่งธรรมทั้งหลายแจ่มแจ้งแทงตลอดยิ่งกว่าบุคคลทั้งหลายที่มีความรู้ในวิชาการในพระไตรปิฎกซะอีก ตรงนี้นอกจะเป็นข้อคิดในประการสำคัญตรงนี้แล้วทำให้เห็นถึงอุปนิสัยในการที่คุณยายเองท่านก็มีอุปนิสัยที่เป็นเหตุแห่งความที่มีปัญญามาก และเป็นผู้ที่มีฤทธิ์มาก ตามรอยของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปเช่นเดียวกัน คุณยายของเราท่านเองเป็นผู้ที่มีปัญญามาก เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ท่านมีความกตัญญูตั้งแต่ต่อครูบาอาจารย์และผู้คนทั้งหลายที่มีพระคุณต่อท่าน ดังที่พวกเราได้เคยสดับตรับฟังในความกตัญญูของท่านที่มีต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำที่มีต่อครูบาอาจารย์ของท่านคือคุณยายอาจารย์ทองสุขเป็นต้น ส่วนที่ท่านเองทำไมถึงเป็นผู้ที่มีฤทธิ์มากสามารถทำวิชชาธรรมกายได้เชี่ยวชาญสามารถปราบมารติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำไปได้ในสุดละเอียดก็เพราะว่าโดยอุปนิสัยของคุณยายแล้วท่านไม่เคยทอดธุระคือหมู่คณะ อะไรที่เป็นธุระของหมู่คณะท่านไม่เคยทอดไม่เคยทิ้ง ตรงนี้ก็คือคุณธรรมอันเลิศของคุณยายที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่เราสามารถนำเป็นต้นแบบในการที่จะประพฤติปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่เรา ณ ห้วงเวลานี้เราจะต้องปฏิบัติธรรมตามที่คุณยายท่านได้ประพฤติปฏิบัติ ตรงนี้คือความที่เป็นผู้ที่มีกตัญญูต่อครูอาจารย์และความที่จะต้องไม่ทอดธุระต่อหมู่คณะ งานใดที่เป็นงานของหมู่คณะโดยส่วนรวมแล้วเราเองจะไม่ทอดธุระ โดยประการทั้งปวง โดยเฉพาะงานที่มี ณ เบื้องหน้าต่อไปของเรานี้ก็คืองานในการสร้างลานมหาธรรมกายเจดีย์ในวันที่ ๑๐ ตุลาคมที่จะถึงนี้เป็นวันอังคารซึ่งในวันนั้นเราตั้งใจไว้ว่าเราจะสร้างลานธรรมที่เป็นแผ่นของครูบาอาจารย์คือหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนีให้ครบ ๒๐,๐๐๐ แผ่น ซึ่งในปัจจุบันนี้ พวกเราก็ได้ร่วมมือร่วมใจทำอุทิศถวายท่านบูชาธรรมแก่ท่านได้ถึง ๑๔,๐๐๐ แผ่นแล้วยังเหลืออีก ๖,๐๐๐ แผ่นที่เราจะทำเป้าหมายนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์บูชาธรรมแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในวันที่ ๑๐ ตุลาคมที่จะถึงนี้ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ให้ได้ ตรงนี้เมื่อเราบุคคลท่านทั้งหลายผู้ใดได้มีโอกาสที่ร่วมในการทำแผ่นของครูบาอาจารย์นี้ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ประพฤติธรรมคือความกตัญญู และเป็นผู้ที่ไม่ทอดธุระในหมู่คณะ จะส่งผลให้เราได้บุญพิเศษคือเราจะเป็นผู้ที่เลิศทางด้านปัญญา และจะเป็นผู้ที่เลิศทางด้านฤทธิ์สืบต่อตามรอยของพระโมคคัลลาและพระสารีบุตรไปด้วยตรงนี้ นี่เป็นประการสำคัญที่เราท่านทั้งหลายซึ่งจะได้เข้าใจและจะได้ประพฤติปฏิบัติให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ในวันที่ ๑๐ ตุลาคมที่จะถึงนี้ และพวกเราเอง ณ เวลานี้ที่พวกเราเองได้มาประชุมพร้อมกันเพื่อบูชาธรรมบำเพ็ญกุศลแด่คุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง พวกเราท่านทั้งหลายทั้งหญิงและชายก็ได้รู้จักคุณยาย มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง โดยทั่วไปเราก็รู้ถึงคุณธรรมโดยในส่วนหยาบ ๆ ของท่าน แต่ในคุณธรรมส่วนละเอียดของท่านยังมีอีกมากมายก่ายกอง ถ้าจะหากพรรณนาไปแล้วก็คงจะมากมายสาธยายไม่จบในวันนี้ ถ้าจะเล่าก็คงจะถึงเที่ยงคืน แต่บัดนี้ก็คงจะได้เวลาอันสมควรแล้วที่พวกเราท่านทั้งหลายทั้งหญิงและชายพอจะซาบซึ้งถึงคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของคุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงที่ท่านเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศของพวกเราท่านทั้งหลาย ใครที่ทำบุญกับคุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง อย่าคิดว่าเราทำเป็นเพียงแค่กับท่านเพียงกายหยาบ ๆ ตรงนี้เท่านั้น เราทำบุญกับท่านเหมือนได้ทำบุญกับพระธรรมกายที่ซ้อนอยู่ในกลางของกลางท่านนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ทำบุญกับคุณยายอุบาสิกาจันทร์ก็เหมือนกับทำบุญกับพระธรรมกายนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ยิ่งคุณยายของเราเป็นบุคคลที่มีหัวใจมีดวงใจที่ไวกว่าแสงตรงนี้นี่สำคัญทีเดียว คุณยายของเรานั้นท่านมีดวงใจที่ไวกว่าแสง งานที่ทำวิชชาธรรมกายนั้นท่านพุ่งไปตรงกลางนั้น มีความเร็ว รวดเร็วว่องไวกว่าแสงนับเท่าทวีคูณทีเดียว พวกเราท่านทั้งหลายถ้าหากได้เคยเรียนรู้วิทยาศาสตร์มา คงจะได้ยินสมการ สมการหนึ่งที่โด่งดังคับโลก ที่ชื่อว่า สมการ E=mc2 ตรงนี้เป็นประการสุดท้ายที่หลวงพี่จะขยายความให้พวกเราฟัง E=mc2 ก็คือพลังงานที่เกิดขึ้นมาจากการเคลื่อนที่ของมวลที่เร็วกว่าแสงยกกำลังสอง แต่พลังงานที่เกิดขึ้นในกลางของกลางของคุณยายที่เป็นพลังงานแห่งบุญตรงนี้สำคัญทีเดียว เกิดขึ้นจากมวลขององค์พระ ที่ทับทวีรวมกันมีความไวยิ่งกว่าแสงยกกำลังสอง มีความไวเป็นแสงเท่ากับยกกำลัง Infinity ทีเดียว ดังนั้นใครทำบุญกับคุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ไม่ต้องพูดถึงความแรงล่ะ ว่าความแรงของบุญนั้นจะมากมายขนาดไหน โดยเฉพาะไปทำกับวันแรงคือวันที่ ๑๐ ตุลาคมที่จะถึงนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ความแรงของคุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ความบริสุทธิ์ของท่านทับทวีคูณติดแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ บุคคลใดที่ทำบุญกับท่านก็ไม่ต้องปริยายถึงความยิ่งใหญ่ใสสว่างของกระแสบุญที่จะเกิดขึ้นในวันนั้น ดังนั้นพวกเราท่านทั้งหลายทั้งหญิงและชายผู้เป็นลูกเป็นหลานของคุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ก็จะได้แสดงมุทิตาสักการะต่อคุณยายอาจารย์ด้วยการถวายโป้งประวัติศาสตร์ แผ่นลานธรรมแด่คุณยายเพื่อน้อมบูชาธรรมแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญในวันนั้นเราถวายยาย เราให้กับยาย แต่ผู้ได้คือเราทั้งหมดทุกคนที่จะได้บุญทับทวีคูณเกิดขึ้นในศูนย์กลางของเราท่านทั้งหลาย และในโอกาสสุดท้ายนี้ ผู้เทศน์ก็ขอเชิญชวนพวกเราทุก ๆ คนได้หลับตาตรึกระลึกที่ศูนย์กลางกาย ตรึกระลึกถึงคุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ครูผู้สืบสายธรรม ครูผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ให้พวกเราท่านทั้งหลายได้น้อมใจระลึกถึงท่าน น้อมใจให้เห็นท่านอยู่ที่ศูนย์กลางกายและบอกกับท่านว่าพวกเราท่านทั้งหลายผู้เป็นลูกเป็นหลานทั้งหญิงและชายของยายจะทำความปรารถนาของคุณยายให้เป็นจริง ในวันอังคารที่ ๑๐ ตุลาคมนี้เราเอง เราจะเป็นผู้หนึ่งที่ทำความปรารถนาของคุณยายให้บริบูรณ์โดยการสร้างโป้งประวัติศาสตร์ ให้แก่คุณยายถวายแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ในวันนั้นทีเดียว ดังนั้นให้เรานึกถึงบุญให้ดีทีเดียว ในกลางของกลาง ตรึกให้เห็นดวงบุญใส ใสสว่าง ณ กลางของกลาง ไปพร้อม ๆ กัน เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วยอำนาจสัจวาจาที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ สทฺธาโสตถี ภวนฺตุ เต ของความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายบรรดาที่มาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า สพฺพพุทฺธานุภาเวน ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง สพฺพธมฺมานุภาเวน ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง สพฺพสงฺฆานุภาเวน ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง เตปิฏกตยาน ด้วยอานุภาพพระปิฎกทั้งสามคือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก ชินสาวกานุภาเวน ด้วยอานุภาพพระชินนสาวก สาวกของท่านผู้ชนะมาร จงดลบันดาลความสุขสวัสดิ์ให้อุบัติบังเกิดมีเป็นปรากฏในขันธปัญจก แห่งท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์ บรรพชิต กัลยาณมิตร หญิงชายบรรดามาสโมสรในสถานที่นี่ทุกถ้วนหน้า สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมึ รตนตยสฺมึมนสาวเจตโส ขอจิตอันเลื่อมใสและจิตอันผ่องในในพระรัตนตรัยนี้จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จแก่ท่านทั้งหลาย ผู้มาประชุมพร้อมกันในโอกาสบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน น้อมอุทิศถวายแก่คุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย อาตมาภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมุติว่ายุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยมความสมควรเพียงเท่านี้ เอวํ โหตุ, เอวํ โหตุ, เอวํ โหตุ, ชิตํ เม ชิตํ เม ชิตํ เม รวย เอวังก็ด้วยประการนี้ (สาธุ) *********************************** จบ ***********************************