ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายอาจารย์เป็นปูชนียาจารย์ที่ควรแก่การเคารพบูชา

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

กราบแทบเท้าพระมหาเถระ พระธรรมกิตติวงศ์ พระราชวรนายกที่เคารพอย่างสูงยิ่ง พระเถรานุเถระที่มีอายุพรรษาแก่กว่ากระผม นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณรเหล่ากัลยาณมิตรผู้เป็นลูกหลานของคุณยายอาจารย์ทุก ๆ ท่าน อเสวนา จ พาลนัง บัณฑิตตานัญ จ เสวนา บูชา จ ปูชนียานัง เอตัมมัง คลมุตตะมัง ที่อาตมาได้กล่าวยกถึงเกี่ยวกับพระพุทธดำรัสบทนี้ ก็เพราะเหตุที่มีความซาบซึ้งในพระคุณของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านเป็นบุคคลสำคัญเป็นบุคคลที่ควรแก่การบูชา อาตมา หรือหลวงพี่มีความรู้สึกภาคภูมิใจ ที่ได้มีโอกาสมาอยู่ในกลุ่มของหมู่คณะ ที่มีคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงเป็นผู้ที่มีความเมตตาแก่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง แก่พวกเราทุก ๆ คนก็มีความซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง และก็ได้เห็นหมู่คณะของพวกเราทุก ๆ คน ก็ได้รับความเมตตา ได้รับคำแนะนำขุมทรัพย์ จึงทำให้หมู่คณะของพวกเราทุก ๆ คน มีความเจริญในการสร้างสั่งสมบุญบารมีเพิ่มขึ้นมาโดยลำดับ หลวงพี่มีความประทับใจ และมีแรงบันดาลใจ เมื่อระลึกนึกถึงท่านครั้งใด ว่าเป็นบุคคลที่ควรแก่การบูชาดังที่พระพุทธดำรัสตรัสเอาไว้ทีเดียว เรามาลองคิดดูว่า คนทั้งโลก ๖ พันกว่าล้านคน มีหมู่คณะสักประมาณเท่าใดที่เลื่อมใส ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือประกาศตนว่าเป็นชาวพุทธได้อย่างเต็มปาก ถ้าน้อยกว่านั้นลงมาราวสัก ๖๐๐ ล้านคน จะมีชาวพุทธที่มีแก่น มีสาระ มีความตั้งใจ ที่มิใช่เป็นชาวพุทธเฉพาะในทะเบียนบ้าน จะเหลืออีกสักเท่าไร น้อยยิ่งไปกว่านั้น จะมีใครที่เลื่อมใสในคำสอนของพระผู้มีพระภาคในวิชชาธรรมกาย อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้สละชีวิต จนกระทั่งค้นเอาความรู้อันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิชชาธรรมกายกลับคืนมา แล้วก็สั่งสอนอบรมสืบทอดต่อ ๆ กันมา จนเรามีคุณยายอาจารย์ เป็นผู้รับช่วงต่อจากนั้น ท่านก็ได้รับเหมือนกับโอวาทหรือคำสั่ง ที่ให้เผยแผ่วิชชาธรรมกายออกไปให้ขยายกว้าง เพื่อเป็นที่พึ่ง เป็นประโยชน์สุข แก่ชาวโลกทั้งหลายทั้งปวง จากนั้นจนบัดนี้ ถ้าเราไม่มีท่าน ก็ไม่มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง ไม่มีวัดพระธรรมกาย ไม่มีหมู่คณะของพวกเราทุก ๆ คน ที่มาอยู่รวมประชุมกันในวันนี้ หรืออีกหลาย ๆ ท่านที่มาเมื่อวันก่อน เพราะฉะนั้นการที่กล่าวว่า บุคคลที่ควรบูชา บุคคลที่หาได้ยากยิ่ง คุณยายอาจารย์ของเราก็เป็นอีกท่านหนึ่งในยุคปัจจุบันนี้ ที่หลวงพี่พูดได้อย่างเต็มปาก พูดได้อย่างสุดหัวใจ และตระหนักถึงพระคุณของท่านเสมอ เพราะชีวิตที่ผ่านมานั้น เป็นตัวเป็นตน เป็นคนแล้วก็มาเป็นพระนี่ก็เพราะคุณยายอาจารย์ เพราะว่าสมัยหนึ่งที่หลวงพี่เรียนอยู่มัธยมปลาย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ความไม่รู้ หรือฤทธิ์หนุ่มเรา จึงทำให้เราคบกับคนพาล สนุกสนานเพลิดเพลิน ใช้เวลาเปลืองไปเปล่า ๆ ถึง ๖ ปี โดยที่ไม่ได้สาระอะไรเลย ทั้งที่เพื่อนรุ่นเดียวกัน ปานนี้เขาก็เรียนจบปริญญาตรีไปแล้ว ต่อเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เล่มสำคัญทีเดียว พิมพ์โดยบ้านธรรมประสิทธิ์ ตั้งอยู่ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ เรื่องตามหาพ่อ พอได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ ได้ทราบประวัติของคุณยายอาจารย์ จึงทำให้เกิดความซาบซึ้ง แล้วก็มีความโปร่งใจ มั่นใจทีเดียวว่า ชีวิตที่ผ่านมา ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “การไม่คบคนพาล เป็นมงคลอย่างสูงยิ่ง การคบบัณฑิต เป็นมงคลอย่างสูงยิ่ง” หลวงพี่จึงได้เกิดแรงบันดาลใจ แล้วก็เห็นว่าคุณยายอาจารย์ท่านมีปฏิปทา รักธรรมะ มุ่งมั่นแล้วก็มาศึกษา มาปฏิบัติ แล้วในที่สุดท่านก็สมหวังเมื่อเข้าถึงธรรมกาย ท่านสามารถที่จะไปตอบแทนคุณ ของโยมพ่อที่ละโลกไปแล้วได้ ธรรมกายจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นวิชชา เป็นสาระของชีวิตทีเดียว และนั่นก็หมายถึงว่า เราจะมีความมั่นใจในชีวิตที่เกิดมาว่า จะไม่สูญเปล่า ไม่เป็นโมฆะบุรุษ ที่เกิดมาแล้วก็วนเวียนหายใจทิ้งไปเปล่า ๆ ไม่ได้สาระแก่นสาร พออ่านประวัติของคุณยายก็อยู่ไม่ติด อยากจะไปพบท่าน แล้วรีบไปที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญทีเดียว ไปถามว่าบ้านธรรมประสิทธิ์อยู่ตรงไหน ก็ได้รับคำแนะนำชี้ไปตามลำดับ ปีนั้นคือปี พ.ศ.๒๕๑๗ หลวงพี่เข้าวัดมาทั้งหมด ๒๖ ปี เศษ ๆ เมื่อไปถึงบ้านธรรมประสิทธิ์ คิดอยู่ในใจ คุณยายในหนังสือเรื่องตามหาพ่อ คงจะเป็นผู้มีอายุชราแก่งอม แต่เมื่อไปพบแล้วกับทำความรู้สึกว่า อือ แปลกใจเหมือนกัน พอเปิดประตูรั้วสังกะสีเข้าไป แล้วเห็นบ้านเรือนไม้ ๒ ชั้นที่เราเรียกกันว่า บ้านกัลยาณมิตรหลังที่ ๒ ก็พบอุบาสิกาท่านหนึ่ง รูปร่างผอมเกร็ง ผิวคล้ำ กำลังกระวีกระวาดทำความสะอาดในเรือนนั้นอยู่ ก็เลยไปถามว่าคุณยายจันทร์อยู่ไหมครับ ท่านก็ตอบว่า ฉันเอง ก็เลยทำให้แปลกใจ เพราะว่านึกว่าแก่งอม แต่ปรากฏว่าวัยของท่านในยามนั้นก็ ๖๖ แล้ว แต่ท่านก็ดูแล้วคล่องตัวกระฉับกระเฉงมาก เพราะท่านทราบวัตถุประสงค์ว่าเรามาทำไม ก็บอกว่าอยากมาเรียนธรรมะ สนใจที่จะปฏิบัติธรรม ศึกษาวิชชาธรรมกาย ท่านก็บอกว่า แหม พอดีเลย วันนี้เป็นวันพฤหัสไปนู้น ขึ้นไปที่หอสังเวช ที่มีสรีระของพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้ลูกศิษยานุศิษย์ได้เคารพสักการะ จึงขึ้นไปที่นั้นก่อน จึงได้ไปฟังธรรมะจากเสียงเทป เป็นเสียงของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ นั่งสมาธิเกือบ ๑ ชั่วโมงจบ ก็กลับมาหาท่านใหม่ พอกลับมาหาท่าน ท่านก็ทักทันทีเลย “คุณ คุณเอาสังขารไปถล่มทลายทำไม น่าจะเรียนหนังสือให้มันจบ จะได้เป็นที่พึ่งแก่พ่อแม่ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่น้อง” ตั้งแต่พบท่านเมื่อกี้ยังไม่ได้คุยประวัติส่วนตัวเลย แต่ทำไมท่านรู้หมด ว่าเรานี่เป็นลูกคนโต หนังสือไม่เรียน หนีออกจากบ้านตั้ง ๖ ปี แล้วก็กลับมาพบคุณยาย เพราะฉะนั้นคุณยายท่านก็บอกต่อไปอีก ยังไม่ทันพูดอะไรกับท่าน คุณ คุณให้ตั้งใจนะ แล้วก็มาในวันอาทิตย์ต่อไป จะมีการปฏิบัติสมาธิ แล้วท่านก็ให้ความเมตตา ให้การปฏิสันถาร แม้ว่าในยามนั้นถ้าหากเราดูสารรูปแล้ว ก็ลองคิดดูก็แล้วกัน นักดนตรีฮิปปี้ ไปพบท่านครั้งแรก ผมก็ยาว การแต่งกายก็ไม่สุภาพ แต่ว่าท่านก็ให้ความเมตตา พูดคุย แล้วก็ชี้ขุมทรัพย์ อย่างนี่แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลวงพี่เริ่มเห็นแสงสว่างรำไรของชีวิต แล้ววันอาทิตย์ก็ไปใหม่ พอไปถึงก็พบท่านอีก แต่คราวนี้ท่านส่งต่อให้ไปนั่งสมาธิ พบกับพระภิกษุหนุ่มผู้มีศีลาจารวัตรงดงาม มีปฏิปทานุ่มนวล คำพูดการสอนอะไรต่าง ๆ ทำให้เรามีความรู้สึกว่าเป็นกันเอง อยากเข้าไปใกล้ท่าน อยากจะไปซักถามธรรมะ แล้วก็ได้รับความเมตตา นั่นก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรานั่นเอง ต่อจากนั้นจึงได้มีโอกาสไปอีก พอไปอีกจึงได้รู้ว่า การได้คบบัณฑิต การได้คบครูบาอาจารย์นั้น ทำให้เราเกิดประโยชน์เป็นมงคลสูงสุดของชีวิตทีเดียว จากวันนั้นเริ่มได้มีโอกาสได้สนทนาธรรมกับท่านทั้งสอง คือคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้ให้ข้อคิดของชีวิตว่า คนเรายังไม่สาย คนเราเริ่มอยู่ที่การกระทำ ไม่ต้องไปแข่งกับใคร เราจะดีหรือเลว ไม่ได้อยู่ที่คนอื่นชมหรือด่าว่า ถ้าหากเราดี คนจะด่าอย่างไร มันก็ไม่เลว แต่ถ้าเราเลว คนจะชมอย่างไร มันก็ไม่ดี มันขึ้นอยู่กับตัวเรา เพราะฉะนั้น ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ตั้งใจนะ กลับมาสอบเทียบเถอะ กลับมาเรียนหนังสือดีกว่า ชีวิตของเรายังมีหวัง ยังไม่สายเกินไป สิ่งที่ท่านให้ความเมตตานั้นตลอดมา จึงเกิดความตระหนักและก็มีความอบอุ่น แล้วก็ได้สังเกตเห็นคนที่มาบ้านธรรมประสิทธิ์ บ้านกัลยาณมิตรหลังที่ ๒ นั้น มีบรรยากาศที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เจอะเจอเหมือนพี่เหมือนน้องในวงบุญ เหมือนอย่างที่เราพูดคุยกันในยามนี้แหละ เพราะฉะนั้นจึงทำให้เรามาวัดบ่อย ๆ และเราก็สังเกตตัวเราเอง ว่าถ้ามาครั้งใด เราจะมีจิตใจอาจหาญ เบิกบาน เราจะกลับไปบ้านอย่างมีความสุข แต่ได้ข้อคิดภายหลังว่า เมื่อเราอินทรีย์ยังอ่อน หมั่นใกล้บัณฑิตบ่อย ๆ หมั่นไปวัดบ่อย ๆ แล้วจึงจะดี เพราะถ้าหากเราไม่ไปวัด ไม่ไปพบครูบาอาจารย์ กระแสของโลกนั้น มันเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ชีวิตเราตกต่ำ เพราะฉะนั้นมันก็จะดึงใจเราให้ตกลงไปด้วย เราจะสังเกตวันพุธ วันพฤหัสฯ วันศุกร์ จิตใจเราจะแฟบลง หดหู่ เพราะชีวิตมันกำลังเปลี่ยน หลวงพี่กำลังสับสนในชีวิต แต่ว่าเมื่อไปพบท่านครั้งใด มันก็มีความสว่างขึ้นในใจ มีความหวัง แล้วก็ทำตามโอวาทที่ท่านบอก ตั้งใจกลับมาดูหนังสือใหม่ แล้วท่านก็บอกว่าให้ปฏิบัติธรรมให้มาก ก็ขยันนั่ง เช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำทีเดียว สิ่งนี้เราทิ้งไป ๖ ปี มันก็ฟื้นกลับคืนมา แล้วในที่สุดเราก็ทำอย่างที่ท่าน ตั้งผังชีวิตให้กับเราได้ หลวงพี่ก็มาสอบเทียบใหม่ ก็มาเข้ามหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนแปลงชีวิต ถึงแม้ในยามนั้นนี่ สังขารที่ถล่มทลายอย่างที่ท่านว่า มันเกิดขึ้นจริง ๆ เพราะชีวิตที่เราไปถล่มทลาย ๖ ปีนั้น มันทำให้ร่างกายของเราทรุด หลวงพี่ป่วยหนักเป็นโรคตับอักเสบ แต่เมื่อมาพบท่านทีไร ใจนี่มันฟู ร่างกายมันเพลีย แต่จิตใจก็สู้ แล้วก็อบอุ่น แล้วก็ไปทุก ๆ ครั้ง หมอนี่บ้างครั้ง ก็ไปอย่างนั้นแหละ ไปหา แต่ได้ธรรมะโอสถจากท่าน จากการปฏิบัติ ทำให้ผ่านวิกฤตชีวิตมาได้ เพราะโรคตับอักเสบสมัยนั้นนะ มันถึงตายได้ มันรักษาไม่ได้ สมัยนั้นนะต้องพักผ่อน แต่เราได้ธรรมะ ได้พระคุณของครูบาอาจารย์ จากนั้นหลวงพี่ก็เลยทำตามโอวาทของท่านมาตลอด แล้วหมั่นไปวัด ก็เป็นข้อคิดสำหรับพวกเรานะ ว่าถ้าหากจะเป็นกัลยาณมิตรให้กับใคร ในระยะใหม่ ๆ เขายังมีอินทรีย์อ่อนเหมือนเด็กน้อย เด็นน้อยในทางธรรม เราต้องประคับประคองหมั่นพามาวัดบ่อย ๆ เหมือนอย่างพวกเรานี่ มาทุกอาทิตย์อย่างนี้แหละ เราจะได้มีความเข้มแข็งในทางธรรม นี่คือเป็นจุดเริ่มต้นที่หักเหชีวิต ต่อจากนั้นไป สิ่งที่หลวงพี่ก็ปลื้มใจ เมื่อได้ทราบข่าวคราวมากขึ้น ก็เห็นหมู่คณะ ก็เฝ้ามองดูพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว พระครูปลัด หรือพระอาจารย์ พระเถระรุ่นบุกเบิก ก็เห็นแบบอย่างของท่าน ก็นึกถึงภาพของการประพฤติพรหมจรรย์นี้ เป็นสิ่งที่ เอ๊ะ ดีนะ เป็นหมู่คณะที่มีเป้าหมาย แล้วก็เริ่มได้รับความรู้ การถ่ายทอดอุดมการณ์ ปณิธานของท่าน เกิดเข้าใจมากขึ้น แล้วในที่สุดได้มีโอกาสมาฝึกอบรมธรรมทายาท ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ นั่นเป็นปีที่คุณยายอาจารย์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อย้ายมาอยู่ที่นี้ พอมาฝึกในสมัยนั้น เขาเรียกว่า “สามน้อย หนึ่งมาก” นั่งมาก กินน้อย พูดน้อย นอนน้อย ก็ฝึกปฏิบัติ จนกระทั่งจบการอบรมเป็นธรรมทายาทโดยบริบูรณ์ เราก็มีความรู้สึกว่า อือ วันนี้เรามีครูบาอาจารย์ มีหมู่คณะ เราคงจะใช้ชีวิตอยู่ทางโลกได้อย่างมั่นคง ได้อยู่ในเส้นทางความดี แต่ก็ในใจลึก ๆ มีความรู้สึกว่า ถ้าได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์นี่มันน่าจะดีกว่า ไม่อยากกลับในวันสุดท้าย มีความรู้สึกว่าอยากจะอยู่กับท่าน อยากจะอยู่กับท่าน อยากจะอยู่ใกล้ท่าน แล้วทำอย่างไร ช่วงนั้นกำลังสร้างวัดใหม่ ๆ มีอาคารศาลาจาตุมหาราชิกากำลังก่อสร้างขึ้น มีคนงาน มีเถ้าแก่ ก็เลยไปขอสมัคร อยากจะทำงานกับเขา เพราะอยากจะอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ ไม่อยากกลับบ้าน เขาคงนึกว่าเราพูดเล่น เพราะดูท่าทางแล้วคงจะพูดเล่นมั้ง แล้วเขาก็ไม่รับ ก็ อือ กลับไปเหมือนเดิม กลับไปบ้าน แต่ในที่สุดก็โชคดี พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองท่านเห็นเรา มาตลอดในช่วงระยะปีที่ผ่านมา ท่านเลยชวนว่ามาสิ มาช่วยกันสร้างสำนัก มาช่วยกันสร้างวัด ดีใจ วันนั้นดีใจ รีบกลับไปขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็ให้ท่านพามาฝากตัว พอท่านพามาฝาก ท่านก็ให้คำมั่นทีเดียว บอกโยมพ่อโยมแม่ไม่ต้องห่วง ท่านจะดูแล ท่านจะฝึกอบรมให้ไม่ต้องห่วงนะ โยมแม่ท่านก็ดีใจ บอกไม่ห่วงเลยค่ะ เพราะตัดหางปล่อยวัดแล้ว แต่ว่าสิ่งที่เราได้ใกล้ครูบาอาจารย์นั้นก็เป็นความจริง จากนั้นมา มาอยู่ ในยามนั้นมีพระภิกษุ ๘ รูป ปีพ.ศ. ๒๕๑๘ มี ๘ รูป เราก็เลยกลายเป็นอารามบอยน้องเล็ก เพราะว่าพระครูปลัดวันชัย (หลวงพี่สีลวัณโณ) ท่านต้องอุปัฏฐากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ไปติดต่องานข้างนอก พระมหาชาติชาย (หลวงพี่ตักกสรโณ) ก็ต้องไปทำงาน แล้วก็ติดต่องานด้านนอก เหลือเราเป็นน้องเล็ก เป็นอุบาสกคนเดียว พอเป็นอุบาสกคนเดียว ตรงนี้แหละ มีโอกาสเพราะได้รับขุมทรัพย์จากคุณยายอย่างมากมายทีเดียว คุณยายท่านสอนตั้งแต่เช้า เราก็เริ่มสังเกตเห็นเลยว่า ท่านเป็นผู้มีความเป็นห่วงเป็นใยหมู่คณะมาก พระ ๘ รูป ท่านดูแลเอาใจใส่ โดยเฉพาะกองทัพเดินด้วยท้อง กองทัพธรรมก็ต้องเต็มไปด้วยเสบียง เพราะฉะนั้นเรื่องครัว เรื่องอาหาร การขบฉันนี่ ท่านเอาใจใส่ดูแล ยามเช้าหลวงพี่ตื่นขึ้นมาประมาณตีสี่ มีความเบิกบานเพราะคุณยายสอนไว้ ทำอะไรให้นึกถึงอานิสงส์ ทำอะไรให้นึกถึงบุญ อย่าดูหมิ่นว่าบุญเล็กน้อย ตื่นมาทำไม ตื่นมาปูอาสนะให้พระภิกษุสวดมนต์ทำวัตรเช้า ตื่นแล้วลงไปตั้งหม้อหุงข้าว คุณยายก็จะเดินมา เสียงเกี๊ยะ ถือกระติกน้ำร้อน ถือไฟฉาย มาแล้วท่านก็จะดูในครัวทันทีว่าอะไรพร้อมหรือยัง ขาดเหลือเราก็ต้องคอยดูท่าน สังเกตท่าน แล้วก็มีความเคารพท่าน อยากจะแบ่งเบา อยากจะผ่อนภาระ เห็นท่านมากวาดมาจัดโต๊ะอาหารให้แก่พระภิกษุ ซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ ที่เป็นลูกศิษย์มาก่อน แต่เมื่อเพศภาวะอย่างนี้ ท่านวางตัวได้ดีมากเลย ซึ่งเราไม่เคยเห็นนะว่า ครูบาอาจารย์วางตัวกับศิษย์ได้พอเหมาะพอดี ท่านจึงเป็นบุคคลที่ควรบูชาใช่ไหม เมื่อเราเป็นอุบาสก ท่านพร่ำสอนแบบหนึ่ง เมื่อเราเป็นพระท่านชี้ขุมทรัพย์ให้อีกแบบหนึ่ง นี่แหละ ที่หลวงพี่ถึงมีความภูมิใจว่าเราโชคดีได้มาอยู่ในหมู่คณะ ที่มีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นท่านจะห่วงตั้งแต่เช้า พอเช้าเราทำเห็นท่านกวาดเช็ด เราก็รีบไปทำ ท่านก็จะทำอย่างอื่น ๆ อีก เพราะท่านจะมองอะไรรอบ อย่าคิดว่าท่านจะเอาใจใส่แต่เรื่องหยาบ ๆ หรือเรื่องโดยทั่วไป พอถึงเวลาท่านเข้ากุฏิ ท่านทิ้งทันที งานบุญหยาบ จิตของท่านดิ่งเข้าไปสู่ในกลาง แล้วท่านก็นั่งธรรมะรวดเดียวไปจนกระทั่งถึงเพล หลวงพี่เป็นลูกศิษย์ก็คอยจัดเตรียมอาหาร บางครั้งพระครูปลัดวันชัย ท่านทำกับข้าวเก่ง เราก็เป็นผู้ช่วย ขับรถออกไปซื้อข้าวซื้อของ หลวงพี่เคยทำอะไรไม่ได้ แต่มาทำได้ที่นี่ก็เพราะคุณยายทั้งนั้น จะหุงข้าว จะทำกับข้าว จะทำปั่นน้ำปานะ ปลูกต้นไม้ ทำโน่นทำนี่อะไรต่าง ๆ เมื่อสมัยก่อนเราทุ่งนาฟ้าโล่ง แต่ว่าเราได้มีโอกาสใกล้ชิดท่าน ท่านชี้ขุมทรัพย์ เพราะท่านบอกว่าถ้าจะบวช มันต้องฝึกกันตั้งแต่เดี๋ยวนี้แหละ หนึ่งดูยายนะ วัดเราต้องให้สะอาด เป็นสิ่งสำคัญทีเดียว แม้กระทั่งอย่างที่พวกเราได้ฟังพระอาจารย์วิษณุว่านะ อุบาสกทุกคนถ้าล้างส้วมไม่เป็น ยังไม่ได้เสนอชื่อให้บวช ถ้ายังไม่รักษาความสะอาด ยังไม่ฝึกฝนตัวเองดีพอ ก็ยังไม่ได้บวช นี่จึงทำให้พวกเราทุกคนได้ถูกท่านหล่อหลอม ท่านปั้น ท่านพร่ำสอน แล้วท่านก็จะคอยชี้ขุมทรัพย์มองการณ์ไกล อย่างที่ท่านเป็นผู้รู้ซึ้งถึงหยาบและละเอียด เพราะฉะนั้นเราจะคอยสังเกตกิจวัตรของท่าน เมื่อท่านเข้ากุฏิ ท่านก็ดิ่งธรรมะ เมื่อออกมามันก็สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น พวกเราจึงโชคดี แต่เมื่ออยู่ต่อ ๆ มา ก็มีน้อง ๆ มาเป็นอุบาสกเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ภาระหน้าที่ของทางวัด พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็เปิดโอกาส อยากจะสร้างวัดให้เสร็จไว ๆ จะได้หลับตาค้นธรรมะ ค้นวิชชาธรรมกาย อันเป็นเป้าหมายอันสูงสุดที่ท่านตั้งใจ หลวงพี่ยังได้ไปทำหน้าที่ซึ่งต่อมาภายหลังจึงได้รู้ว่านั้นคือการฝึกตัว พระเดชพระคุณหลวงพ่อ คุณยาย ก็ให้เราฝึกตัว หน้าที่นั้นก็คือหน้าที่กัลยาณมิตร เพราะฉะนั้นกัลยาณมิตรนั้น จึงให้อะไรหลาย ๆ อย่างแก่เราทีเดียว ตั้งแต่ได้ฝึกฝนการสั่งสมบุญบารมี ๓๐ ทัศ บารมี ๑๐ ทัศ ที่ทำให้เรารู้เป้าหมายทีเดียวว่า การที่เราจะชวนใครสักคนหนึ่งให้เป็นสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิที่เกิดขึ้นเพียงคนเดียว ย่อมยังประโยชน์สุขให้แก่มหาชนเป็นอันมากนั้นนะมันมีความสำคัญมาก แต่เราจะต้องฝึกตนซะก่อน เพราะฉะนั้นการออกไปทำหน้าเผยแผ่ การชักชวนน้อง ๆ ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ชมรมพุทธ ให้มาฝึกมาปฏิบัติ การจะชักชวนหมู่ญาติ คุณพ่อคุณแม่ของพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ขยายไปจาก หนึ่งไปสอง จากสองไปเป็นกลุ่มขยายไปมากมายนั้นนะ นั่นคือการฝึกตัวเป็นอย่างดีเลย ทำให้เราจะต้องรู้จักความอ่อนน้อม ซึ่งคุณยายท่านแสดงให้เห็นเป็นประจำ เพราะฉะนั้นคุณธรรมที่ท่านให้กับเรานั้นนะ มันมีความหมาย มีคุณค่ามาตลอดเลย ซึ่งถ้าหากจะกล่าวมัน มันก็ต้องลำดับกันอีกมากมาย เอาเป็นว่าสิ่งที่ท่านให้ขุมทรัพย์นั้น ก็เพื่อประโยชน์สุขแก่การสร้างบารมีของหมู่คณะ เพราะคุณยายท่านมุ่งเป้าหมาย ไม่ใช่เป้าหมายนี้ เหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำจะไปปราบไอ้ดำจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ จะไปสู่พระนิพพานเป็นชุดสุดท้าย คนสุดท้าย เพราะฉะนั้นมโนปณิธานท่านยิ่งใหญ่ ท่านจึงบอกว่าการฝึกฝนตัวนั้น มันจะต้องฝึกให้เต็มกำลัง พูดง่าย ๆ “อย่าโกงตัวเอง อย่าดูถูกตัวเอง อย่าหลงตัวเอง” คุณยายท่านจะพร่ำสอนอุบาสกทั้งหลาย อย่าโกงตัวเองนั้นก็หมายความว่า เมื่อเรารู้ว่าเราเกิดมาสร้างบารมี เกิดมาจะมาฝึกฝนตัวเอง เกิดมาจะสละชีวิตประพฤติพรหมจรรย์นั้นนะ เราก็อย่าโกงตัวเอง ต้องฝึกฝนตัวเองแล้วมุ่งไปสู่เป้าหมายให้ได้ แล้วเมื่อเราจะมาคิดว่า เรานี่บุญน้อย เราคงทำไม่ได้ เราเป็นเด็กตัวน้อย ๆ ก็ไปดูถูกตัวเองอีก ทั้งที่เรายังไม่ได้ออกแรง ไม่ได้ใช้สติปัญญาเลย คุณยายท่านก็ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นเราจะต้องคอยสังเกตทีเดียว ท่านจะเล่าเรื่องเก่า ๆ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ของสมัยวัดปากน้ำที่ท่านอยู่ เราจึงเห็นเลยว่า ท่านยากลำบากกว่าเราทีเดียว การที่ท่านมาอยู่วัดปากน้ำใหม่ ๆ ท่านรักวิชชาธรรมกาย รักที่จะฝึกฝน รักที่จะเข้าถึง รักที่จะเอาวิชชานี้ไปช่วยโยมพ่อของท่านให้พ้นจากนรก จากอบาย เพราะฉะนั้นเมื่อท่านเข้าไปใหม่ ๆ ลักษณะผอมเกร็งของท่านนี่ ทำให้คนในยุคนั้น มีความรู้สึกว่าอาจจะเป็นโรคที่พึงรังเกียจ คุณยายท่านเล่าให้ฟังว่า บางครั้งเขาก็นึกว่า อือ ท่านคงจะมีโรคประจำตัวอันสังคมรังเกียจหรือเปล่า ไปในโรงทานบางครั้งก็ได้รับอาหารที่ลักษณะการส่งที่ไม่ค่อยเต็มใจนัก พูดง่าย ๆ ก็คือ การเสือกอาหารให้ แต่คุณยายท่านบอก ท่านรักเคารพหลวงพ่อ รักธรรมะ เพราะฉะนั้นเอาวิชชาเป็นหลัก เรื่องนี้เป็นเรื่องปลีกย่อย นี้ก็คือสิ่งที่ท่านสอนอุบาสก สอนทุก ๆ คนว่า เราต้องฝึกตัว ต้องอดทน ต้องเป็นคนเลี้ยงง่าย ยามใดที่อุบาสกพร้อมหน้ากัน ซึ่งจะหนีกันไปไม่ได้ ก็คือตอนทานอาหารเช้า เมื่อทานอาหารเช้า ทุกคนอยู่พร้อมเพรียงกันทีเดียว คุณยายท่านจะมา และตอนนี้แหละ ท่านจะให้โอวาท ทุกคนขยับตัวไม่ได้ เพราะกำลังทานข้าวเช้าพร้อม ๆ กัน ก่อนที่จะแยกย้ายไปทำหน้าที่ต่าง ๆ คุณยายท่านจะให้โอวาทตลอดเลย แล้วก็พร่ำสอน ย้ำมโนปณิธานของเรา จึงทำให้เราได้สังเกตว่าท่านชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ท่านรักธรรมะ นั้นคืสิ่งที่รักการสร้างบารมี รักความสามัคคีของหมู่คณะ แต่สิ่งที่ท่านไม่ชอบ ๒ อย่าง ที่อาตมา หลวงพี่ติดตามมาตลอดก็ดูตั้งแต่บ้านธรรมประสิทธิ์นั่นก็คือ พี่น้องในวงบุญท่านอยากให้ประพฤติพรหมจรรย์อย่างบริสุทธิ์ บริบูรณ์ เพราะฉะนั้นในวงบุญนั้นควรที่จะประคับประคองกัน อย่าให้พรหมจรรย์นั้นมันด่างพร้อย มันขาดไป เพราะฉะนั้นในหมู่คณะ เมื่ออยู่กันเป็นหมู่ใหญ่ ต้องพึงระวังเรื่องชู้สาว นี่คุณยายไม่ชอบ เรื่องที่ ๒ ถ้าหากเรียนธรรมะแล้วเลอะ ๆ เทอะ ๆ ท่านก็ไม่ชอบ ใครเรียนธรรมะแล้วไปอวดตัวเป็นครู อวดเป็นผู้รู้ แล้วก็ไปทรงเจ้า เป็นหมอเสน่ห์ เล่ห์กล มนต์คาถา สิ่งนี้นี่ท่านไม่ชอบ และท่านก็จะมีกุศโลบายที่จะดำเนินการ จัดการ เพราะฉะนั้นเราจะสังเกตได้เลยว่า ใครที่เข้ามานี่ ถ้าตั้งใจเรียนประพฤติปฏิบัตินี่ คุณยายท่านให้ความเมตตาเสมอหน้าทุกคน แม้แต่วัยเด็ก อย่างที่พระอาจารย์หลวงพี่วิษณุกล่าวเจอหน้ายังยกมือไหว้ได้ คุณยายอาจารย์ของเราอ่อนน้อม ให้ความรัก ความเมตตาเสมอหน้า เหมือนดังลูกศิษย์ลูกหา แต่ว่าถ้าใครเลอะ ๆ เทอะ ๆ ท่านจะพูดตรงเลย แล้วก็จะทำให้บุคคลนั้นได้สติ หรือถ้าหากไม่เหมือนกับหมู่คณะแล้วนี่ การสร้างบารมีไม่ผาสุกแล้ว ก็ต้องเลือกไปหาที่สร้างความดี หรือไปทำตามทางของเขาไป เพราะฉะนั้นคุณยายจะไม่ชอบคนที่เลอะ ๆ เทอะ ๆ เรื่องของธรรมะ ไม่ชอบเรื่องชู้สาว ให้เกิดขึ้นในหมู่วงบุญของหมู่คณะเรา นี่คือระเบียบหรือวินัยที่ทำให้หมู่คณะของพวกเราประพฤติพรหมจรรย์กันมาอย่างตลอด อุบาสกจึงรักษาศีล ๘ แล้วก็มุ่งมั่นที่จะฝึกฝนตัวเองให้ขึ้นไปให้ได้ เพราะคุณยายท่านพร่ำสอนอย่างนี้ตลอด ทีนี้พอเราทำงานมากขึ้น ท่านก็มองการณ์ไกล จากเหตุ จากละเอียด ท่านจะบอกเราเสมอซึ่งตอนนั้นเราก็คาดไม่ถึง มองไม่ออก ท่านบอกว่าอีกหน่อยหมู่คณะของเราจะมากขึ้น เพราะท่านอธิษฐานในที่ตามผู้มีบุญมีบารมีที่เคยสร้างบุญร่วมกันมา ให้มาเจอะมาเจอมาสร้างวัดร่วมกัน ท่านบอกจะมากันเยอะ เพราะฉะนั้นหมู่คณะของพวกเราต้องมีระเบียบ ระเบียบจึงขึ้นมา ๑๐ ข้อ อยากให้หมู่คณะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก การละเล่นการร้องรำทำเพลงแบบประโลมโลกนั้นไม่มี แบบที่ทำให้ใจออกนอกจากศูนย์กลางกาย ออกไปนอกตัวทำให้จิตเคลิบเคลิ้มหลงใหลในกามไม่มี นี่คือ สิ่งที่คุณยายท่านวางพื้นฐาน เพราะฉะนั้นหมู่คณะของพวกเราก็จะสร้างบุญ เป็นบุญล้วน ๆ ของหมู่คณะพวกเรานั้นมันอิ่มอกอิ่มใจ เพราะอะไร เพราะท่านจะให้เรานั่งธรรมะกันก่อน ทำใจให้ใส เป็นผู้ให้ที่บริสุทธิ์ (หมดม้วนหน้า 1/A) (เริ่มม้วนหน้า 1/B) วัตถุทาน ๒๐ บาทที่เรามีอยู่นั้น ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงเป็นสิ่งที่ชอบ เป็นของบริสุทธิ์ หมู่คณะของพวกเราเนื้อนาบุญ พระภิกษุสงฆ์ ก็ทำจิตให้หยุดให้นิ่งให้บริสุทธิ์ องค์ประกอบแห่งการทำความดีนั้นจึงเป็นบุญล้วน เป็นบุญใหญ่ แล้วก็เป็นธรรมเนียม เป็นประเพณี จนสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ ที่หมู่คณะพวกเราได้แบบแผนมาจากคุณยายอาจารย์ ความเจริญรุ่งเรืองของหมู่คณะจึงมีมากขึ้น เพราะว่าในช่วงระยะ ๒๖ ปีที่ผ่านมานั้น หลวงพี่ได้มาอยู่ตั้งแต่ทุ่งนาฟ้าโล่ง ยังไม่ค่อยมีอะไร จนกระทั่งมีพี่ ๆ น้อง ๆ มากขึ้น มีหมู่คณะที่เสียสละชีวิตมาบวชมากขึ้น การทำหน้าที่กัลยาณมิตรของเราก็ยังทำต่อไป พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านก็เอาใจใส่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็ท่านก็ให้คำแนะนำอยู่เสมอว่า เมื่ออุบาสกทุก ๆ คนได้ฝึกฝนตัวภายในพอสมควรแล้ว ก็ควรที่ทำหน้าที่ไปตามหมู่ญาติ ไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร ไปทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของพี่ ๆ น้อง ๆ ในชมรมพุทธต่าง ๆ เมื่อไปคุณยายท่านก็สอนอีกแล้ว อือ อย่าไปทอดสะพานให้ใคร หรืออย่าไปเดินจากสะพานที่ใครทอดให้ เพราะท่านก็เป็นห่วงพระ เหมือนกับเป็นห่วงอุบาสกที่จะเป็นพระต่อไป ท่านก็เป็นห่วงเป็นใย แล้วก็ต่อมาหมู่คณะของพวกเราได้รับการพร่ำสอน ได้รับกำลังใจในการทำหน้าที่ ได้รับความรู้อะไรต่าง ๆ ก็มีความเบิกบาน มีความสุขในการสร้างบารมี แต่เมื่อยามใดมีบางครั้ง ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ไม่ได้มีโอกาสมาให้โอวาท มาพูดคุยกับหมู่คณะพวกเรา ก็ปรากฏว่าพวกเราก็ซึม ๆ เหงาหงอยไป การทำหน้าที่ก็รู้สึกจะหย่อนลงไป คุณยายท่านสังเกตอีกแล้ว คุณยายท่านมาเลย เออ พวกเราทำไมไม่ไปทำหน้าที่กันล่ะ เห็นอยู่กันอยู่เฉย ๆ ช่วงนี้ ถ้าหากเราไม่ไปทำหน้าที่ที่หลวงพ่อท่านมอบไว้ ก็ได้ชื่อว่าเราทำลายตัวเองนะ ตัดบุญตัวเอง เราต้องเห็นใจพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยสิ ท่านมีองค์เดียว ท่านมีปากเดียว ท่านต้องรับภาระตั้งหลายอย่าง ไหนจะปกครอง ไหนจะรับแขก ไหนจะจัดแผนงานการเผยแผ่ การสอน เพราะฉะนั้นนี่เราต้องถนอมท่านสิ แล้วทำไมต้องมาซึม ๆ เศร้า ๆ ต้องให้ท่านคอยมาบอก มาอยู่กับเรา แล้วเราจึงจะทำหน้าที่หรือ เท่านั้นแหละ หมู่คณะพวกเราได้สติ ต่างคนต่างรีบกันไปทำหน้าที่ทีเดียว แล้วในที่สุดงานมันก็ก้าวหน้า เดี๋ยวนี้หลวงพี่เลยมานั่งนึกเหมือนกันนะ ทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อ อยากที่จะสืบสานคุณยายอาจารย์ อยากจะทำตามปฏิปทาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ อยากจะหลับตาค้นธรรมะ ศึกษาให้ละเอียดลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ก็ต้องรับภาระหลาย ๆ อย่าง แล้วก็ต้องให้หมู่คณะของพวกเรามาให้โอกาสเสียที ให้เวลาเสียที หรือว่าต้องให้ท่านลงมาบ่อย ๆ หมู่คณะเราถึงต้องวิ่ง ไม่ใช่เลยใช่ไหม พวกเราทุก ๆ คนนี่ เรียกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้โอวาทกันครั้งเดียว ใช้กันได้ตลอดชีวิต ถ้าหากเรารู้ว่างานนี้เป็นงานใหญ่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ค้นธรรมะวิชชา ได้นำสิ่งนี้มาเผยแผ่ให้หมู่คณะของพวกเราได้ประพฤติปฏิบัติ หนทางนั้น ก็จะเป็นหนทางที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ของหมู่คณะพวกเราต่อไป นี้แหละ ก็ได้ข้อคิดอีกแล้วว่า คุณยายท่านเป็นห่วง ทีนี้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เห็นคุณยายท่าน ท่านมีปฏิปทาที่เป็นห่วงเป็นใยหมู่คณะมาตลอด แต่ความบริสุทธิ์ของท่านนะ ท่านเข้าวัดปากน้ำ ถ้าจำไม่ผิดเพียงเงิน ๒ บาท ต้องมาอยู่กับคุณนายเลี้ยบ ซึ่งเป็นคหบดีเลี้ยงพระวัดปากน้ำ กว่าจะเข้าวัดได้ก็ลำบากมาก แต่ท่านได้ทำวัดให้หมู่คณะของพวกเรา พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา สร้างบารมีกันอย่างสะดวกสบาย จากวันนั้นถึงวันนี้ท่านก็ทำอย่างสม่ำเสมอ แล้วหมู่คณะของพวกเราละ มากันอย่างสบายใช่ไหม ถ้าหากพวกเราจะนึกถึงท่านแล้ว ความเป็นห่วงเป็นใย เราจะได้ตั้งใจ ในสิ่งที่ท่านทำเอาไว้เราต้องช่วยกันสานต่อ คุณยายท่านห่วงหมู่คณะอย่างไร ห่วงหมู่คณะอย่างมาก แล้วท่านเป็นผู้ที่บริสุทธิ์หยุดแล้ว หลวงพี่ได้สังเกตเห็นอีก มีแต่คนนำไปให้ท่าน ท่านหยุดแล้ว ท่านไม่ได้สะสม ท่านเป็นผู้สันโดษ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หลวงพี่เห็นหลาย ๆ ท่านไปบูชาธรรมท่าน ท่านได้ตั้งไว้เป็นกองทุนธรรมกาย ตั้งไว้ทำไม ตั้งไว้เพื่อดูแลพระภิกษุสงฆ์อาพาธ เอาใจใส่กับหมู่คณะ แล้วยามใดที่หมู่คณะไปถวายท่านเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ท่านก็เอาปัจจัยเหล่านั้น มาช่วยสร้างวัดของเรา ทำความเจริญในศาสนวัตถุให้เกิดขึ้น อย่างที่พวกเราก็ตระหนักกันได้อย่างดี เพราะฉะนั้นดูเถอะ ท่านเป็นผู้หยุดแล้ว แต่ก็เป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ ศีล เป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ จึงได้นึกถึงปฏิปทาของท่าน แล้วท่านก็บอกว่ายายจะสร้างวัด มีร้อยก็เลี้ยงได้ทั้งร้อย มีเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านก็ให้เลี้ยงได้ทั้งล้าน แล้วนี่ก็เป็นประจักษ์พยานทีเดียวที่ ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา คุณยายท่านก็ทำได้จริง ๆ เพราะฉะนั้น ที่เราได้กล่าวมาอย่างนี้ จึงควรแก่การที่กล่าวได้ว่า คุณยายเป็นบุคคลที่ควรแก่การบูชาเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าจะกล่าวต่อไปกันอีกมากมายนั้น มันก็มีอีกเยอะแยะทีเดียว แต่คิดว่าหมู่คณะของพวกเราก็คงที่ได้รับฟังเกร็ดต่าง ๆ จากพระอาจารย์ในวันต่อ ๆ ไป สำหรับหลวงพี่นั้นมีความซาบซึ้ง มีความรำลึกนึกถึงพระคุณของคุณยาย ที่เราเป็นตัวเป็นตน เป็นคนแล้วก็มาเป็นพระก็เพราะท่าน เพราะฉะนั้นไม่มีสิ่งใดที่เราไม่ควรที่จะสานปณิธานของท่าน ให้ต่อเนื่องกันไป จำได้ว่าถึงแม้ท่านจะชราภาพไปแล้วก็ตาม แต่มโนปณิธานของท่านไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย ท่านยังเป็นห่วงเป็นใยพระเดชพระคุณหลวงพ่อ หมู่คณะ และพวกเราทุก ๆ คน อยากจะเห็นมหาธรรมกายเจดีย์เสร็จสมบูรณ์ อยากจะเห็นสภาธรรมกาย เพื่อเป็นบุญสถานให้หมู่คณะของพวกเราได้มาสร้างบารมี เป็นหมู่ เป็นคณะ และสิ่งที่พวกเราต่างรอคอย คือมหาธรรมกายเจดีย์นั้น การฉลองครั้งแรกคุณยายท่านได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่หมู่คณะของพวกเรา แต่ก็ยังมีภารกิจที่คงค้างไว้ เพราะฉะนั้นในช่วงที่ผ่านมานั้น ถึงท่านจะชราภาพ ถึงสังขารจะไม่เอื้ออำนวย แต่ดวงใจของท่านที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตา เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม เต็มเปี่ยมไปด้วยของมโนปณิธานของการสร้างบารมีอย่างเต็มสุดหัวใจของท่าน ท่านยังอยากเห็นความสมบูรณ์ของมหาธรรมกายเจดีย์ ที่มีความพร้อมทั้งลานธรรม ทั้งมหาวิหารคต สิ่งนี้ยังอยู่ในใจของท่าน เพราะฉะนั้นอยากจะให้หมู่คณะของพวกเรา ลูกหลานคุณยาย มาช่วยกันสานความตั้งใจของท่าน ให้สำเร็จบริบูรณ์ ลานธรรมในยามนี้เหมือนสิ่งที่หมู่คณะของพวกเราจะร่วมเป็นตัวแทน ทำให้คุณยายสมความปรารถนา ทำให้ในวาระที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในช่วงที่จะวันเกิดที่จะถึงนี้ เรามาช่วยกันทำลานธรรมให้เกิดความสมบูรณ์ในมหาธรรมกายเจดีย์ ความปรารถนาของท่านจะได้สัมฤทธิผล เพราะฉะนั้น การที่เราบูชาบุคคลที่ควรบูชา ผู้มีพระคุณยิ่งนั้น คงไม่มีสิ่งใดเท่ากับการปฏิบัติบูชา หลวงพี่จึงอยากให้หมู่คณะของพวกเราได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจ ทุ่มเทกำลังเวลาสานปณิธานของท่านสืบต่อกันไป เพื่อแบ่งเบาภาระของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ หมู่คณะ ที่จะต้องทำงานอันยิ่งใหญ่ คือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายให้ขยาย เป็นที่พึ่งแก่ชาวโลก เพราะฉะนั้น เรามีเรี่ยวแรง มีกำลัง เรามาในยามที่มีความพร้อม เรามีความสะดวกสบายทุกอย่าง คุณยายจัดสรรไว้ให้แล้ว ขอให้เราทุ่มในสิ่งที่เหลืออยู่ เพื่อทำมโนปณิธานของท่านให้บริบูรณ์ ต่อจากนี้ไป สิ่งที่เราควรจะพึงกระทำได้ในวันนี้ ขอเชิญทุกท่านพึงตั้งใจปฏิบัติบูชาแด่คุณยายอาจารย์ ผู้เป็นบุคคลที่ควรบูชาอย่างยิ่ง ขอให้พวกเราทุก ๆ ท่านตั้งใจหลับตา นั่งสมาธิกันนะ เราก็หลับตาเบา ๆ หลับพอสบาย ๆ อย่างที่คุณยายอาจารย์ ท่านได้พร่ำสอน อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อหมู่คณะของพวกเราได้รับคำแนะนำ เรานั่งขัดสมาธิ ใครนั่งถนัดก็นั่งเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย ใครนั่งไม่ถนัด จะนั่งพับเพียบ ขัดสมาธิชั้นเดียว หรือนั่งบนเก้าอี้ก็ตาม ให้ทำจิตใจของเรา ให้แช่มชื่น ให้วางใจของเราที่ศูนย์กลางกาย ที่คุณยายอาจารย์ของเรา ท่านได้เป็นผู้ชี้แนะหนทางอันประเสริฐนี้ เพราะฉะนั้นเราจะได้ปฏิบัติบูชา ระลึกนึกถึงบุญที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ น้อมกตัญญูกตเวทิตา เพื่อให้เชื่อมกับคุณยายอาจารย์ ที่ท่านละสังขาร กลับไปอยู่ ณ ที่ของท่าน คือดุสิตบุรี ท่านจะได้เชื่อมบุญ เชื่อมสายสมบัติ ให้หมู่คณะของพวกเราได้เป็นนักสร้างบารมีที่เข้มแข็ง มีจิตใจที่แข็งแกร่ง มีมโนปณิธานที่มั่นคง ที่จะสร้างบารมีไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม จะทำหน้าที่กัลยาณมิตรได้อย่างบริบูรณ์ กับชักชวนคนได้สร้างความดี จะทำการรักษาศีลเจริญภาวนาก็เป็นไปได้โดยง่าย และขอให้เราวางใจอย่างแผ่วเบา รักษาอารมณ์สบาย ให้ใจของเรานิ่ง ใครที่วางใจได้ที่ศูนย์กลางกาย เราก็หยุดลงไป ปล่อยสบาย ๆ ท่านใดที่วางใจของเราตรึกนึกถึงบริกรรมนิมิตได้ เราก็นึกไป จะเป็นดวงแก้วกลมใส จะเป็นองค์พระใสเราก็นึกไป เพื่อให้ใจของเรานั้นใสสะอาดบริสุทธิ์ เพื่อเราจะได้นึกถึงคุณยาย แม้ท่านละสังขารไปแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังให้ขุมทรัพย์แก่หมู่คณะของพวกเรา ที่มีความพร้อมเพรียงกัน ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะย่อมยังศรัทธา ย่อมนำมาซึ่งความสุข ให้เกิดความเลื่อมใสให้แก่บุคคลทั้งหลายท่านได้แนะนำเราอย่างไร ให้เราทำอย่างนั้น ท่านทำได้อย่างไร ก็ขอให้เราทำได้อย่างท่านอย่างนั้น ให้ติดเป็นคุณธรรม เป็นสมบัติ เป็นความละเอียดตลอดไป ให้ใจของเราใส เมื่อเราได้ตรึกนึกถึงบุญ ขอให้พวกเราทุก ๆ ท่าน นึกถึงคุณยาย ให้ใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชร ให้เอาใจของเราไว้ในกลางของท่าน จุดศูนย์กลางกายตรงกัน ซ้อนสนิท จะได้อาราธนาขอบุญ ขอบารมีของท่านคุ้มครองหมู่คณะของเรา ให้ติดอยู่ในวงบุญไปตลอด ได้ติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายอาจารย์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง หมู่คณะ สร้างบารมีไปทุกภพทุกชาติ ตราบเท่าถึงที่สุดแห่งธรรม ให้ตามสายสมบัติ ให้ตามผู้มีบุญบารมีแก่ ๆ ที่เคยสร้างร่วมกันมา ให้มาเป็นผู้ร่วมกัน สถาปนามหาธรรมกายเจดีย์ สร้างลานธรรม สร้างให้เสร็จสมบูรณ์ อย่างที่คุณยายท่านมีความปรารถนา สุดฟากฟ้าสุดฟากฝันตะวันสูง ยายหมายมุ่งพิชิตแดนสุรีย์ศรี ยายหมายมั่นสั่งสมสร้างบารมี ใจยายนี้มิเคยพรั่นหวั่นสิ่งใด สุดปลายฟ้าสุดปลายฝันตะวันคล้อย จุดวงน้อยของคุณยายมิคลายฝัน ศิษย์สร้างลานธรรมเจดีย์เด่นเป็นอัศจรรย์ สืบสานฝันวันของยายให้เป็นจริง ขอให้เราได้ตั้งความปรารถนานี้ของคุณยายให้เป็นจริง ด้วยเรานึกถึงบุญที่เราตั้งใจปฏิบัติ น้อมรำลึกนึกถึงท่าน ใส สะอาด บริสุทธิ์ สัพเพ… สาธุ (หมดม้วน 1/B) หน้า PAGE 1 FILENAME \p \\vck01\Data\3 Data_yay\01-ต้นฉบับถอดเทป sai - เข้าเล่ม\2543\กันยายน43\43-09-19 FW-STT-003.doc