จากการทำขวัญนาคมาถึงพระแท้
680720_จากการทำขวัญนาคมาถึงพระแท้
(๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ค่ำ)
สมัยก่อนยังมีธรรมเนียมถือเป็นประเพณี แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกเจือจางไปแล้ว คือ “พิธีทำขวัญนาค” หลวงพ่อเห็นด้วยนะ นาคสมัยก่อนจะต้องเรียกขวัญกัน โดยหมอทำขวัญจะพูดถึงพระคุณของบิดามารดา ซึ่งปกติตอนก่อนบวช นาคไม่ค่อยจะเชื่อฟังพ่อแม่สักเท่าไร เพราะความคุ้นเคยและมองข้ามไป เห็นท่านใจดีก็เฉยๆ เตือนอะไรก็ทำเป็นหูทวนลม เพราะว่ายังไม่แจ่มแจ้ง ยังมองไม่เห็นคุณของบิดามารดา
แต่ตอนทำขวัญนาคนี่แหละ หมอทำขวัญแหล่ทีนึง นาคร้องไห้เลยนะ พระเทศน์เรื่องพระคุณของบิดามารดา ยังซึ้งสู้หมอทำขวัญไม่ได้ เพราะเป็นอาชีพของเขาที่จะต้องให้ทั้งพ่อแม่และนาคร้องไห้ ถึงจะเรียกว่า ประสบความสำเร็จ
มีความจำเป็นมากๆ ในการที่หมอทำขวัญจะต้องพูดให้ซาบซึ้งว่า การบวชคราวนี้ นอกจากเพื่อตัวเองแล้วเพื่อใคร และใครคนนั้นมีพระคุณต่อเราอย่างไร ต้องให้ซึ้งขนาดนั้น บางทีเขาแหล่กันทั้งคืนเลย หมู่ญาติพี่น้องก็รวมประชุมกัน ต้องลงทุนนะ บางทีเป็นหมื่นเลย เอามาทำขวัญนาคและก็เลี้ยงแขกที่มาร่วมงานในวันนั้น
การลงทุนแบบนี้ ถามว่า “คุ้มไหม” หลวงพ่อว่าคุ้มนะ ในด้านจิตใจ ในด้านคุณธรรม แต่ในด้านเศรษฐกิจดูเผินๆ ก็ไม่น่าคุ้ม บางคนถึงกับเป็นหนี้เป็นสิน แต่ว่าถ้านาคซาบซึ้งแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต จากเดิมสำมะเลเทเมา ไม่รู้คุณบิดามารดา แต่ความซาบซึ้งที่เกิดขึ้นทำให้ตั้งใจบวชเรียน เป็นพระแท้ เพราะมันช่วงสั้นๆ แค่หนึ่งพรรษา และยังมีความเคารพบิดามารดา เป็นคุณธรรมที่เกิดขึ้นมาในใจ จากคนดีน้อยก็ดีขึ้นถึงดีมาก จากดื้อมาเป็นดี ก็จะทำให้ตั้งใจฝึกฝนเป็นพระดี
ที่สำคัญภาพนี้จะไปปรากฏตอนช่วงสุดท้ายก่อนละโลก เมื่อภาพเหล่านี้ไปปรากฏ มันปลื้ม คุณธรรมที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา แล้วบวชเป็นพระแท้แม้ช่วงสั้น ก็ยังส่งผลตอนใกล้จะละโลก
แม้หากพลาดพลั้งไปยมโลก เพราะอาจจะมีเรื่องทำให้จุกๆ จิกๆ ให้ใจหมองบ้าง ก็ยังได้รับการทบทวนจากพญายมราช ท่านจะถามแต่เรื่องบุญ เรื่องบาป และภาพตรงนี้แหละจะไปปรากฏให้เห็นบนจอ อดีตนาคหรืออดีตพระแท้ ซึ่งอาจจะพลาดพลั้งตอนชิงช่วงช่วงชิงศึกชิงภพ จะปลื้มปีติในตอนนั้น แล้วทำให้ชีวิตไม่ต้องไปอยู่ยมโลกหรือไปอบาย แต่ไปสู่สุคติภพแทน
หากถามว่า การลงทุนในคราวนั้นคุ้มไหม หลวงพ่อก็ยังยืนยันว่า คุ้มนะ แต่มีบางท่านมองว่าเป็นการสิ้นเปลือง เป็นหนี้เป็นสิน ไม่คุ้มกัน ประเพณีนี้ก็เลยค่อยๆ เลือนลางหายกันไป เหลือน้อยกันเต็มที น่าเสียดายทีเดียว
นอกจากเป็นการลงทุนเป็นทรัพย์แล้ว ยังเป็นการลงทุนด้วยหัวใจด้วยนะ อยากจะบวชเป็นพระเอาบุญให้ตัวเอง ให้โยมพ่อโยมแม่ หมู่ญาติ บรรพบุรุษบุพการี แต่ถ้าบวชมาแล้วไม่ได้รับการแนะนำสั่งสอน บางทีก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ก็ทำสะเปะสะปะมันเรื่อยไป ดูเผินๆ ก็เหมือนกับพระดื้อ ที่ทำอะไรนอกรีตนอกรอย ชาวบ้านเห็นแล้วไม่ชอบใจก็ตำหนิติเตียนกันไป
ในสมัยพุทธกาล ก็มีพระที่ดื้อโดนชาวบ้านตำหนิติเตียนเหมือนกัน แต่ถึงจะติเตียนอย่างไรก็แล้วแต่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยจับสึกเลย มีแต่จับศึกษา เปลี่ยนจาก สอเสือ เป็น ศอศาลา คือจับศึกษาอบรมสั่งสอนให้เป็นพระที่สมบูรณ์ขึ้น
ท่านจะคอยจนกระทั่งอินทรีย์แก่กล้า เชื้อดื้อจางลงไปหน่อย ระลึกชาติสอนกันเลยว่า ในอดีตเธอเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ไม่ใช่ดื้อแต่เพียงชาตินี้ ชาติในอดีตก็ดื้อ แล้วก็เจอพระโพธิสัตว์ซึ่งมาเป็นพระตถาคตนี่แหละอบรมสั่งสอน พอได้ฟังแล้ว จากพระดื้อที่สุด กลายเป็นพระดีที่สุด คือเป็นพระอรหันต์ไปเลย ไม่มีการจับสึก
แม้แต่พระเทวทัต ทำสงฆ์ให้แตกแยก ปลงพระชนม์ชีพท่านตั้งหลายครั้ง แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เคยถือสา และก็ไม่เคยจับสึก คือให้โอกาสตลอดเวลา และในตอนสุดท้ายพระเทวทัตมีจิตเป็นกุศล ตอนที่ธรณีสูบ ยังเจริญพุทธานุสติระลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า แม้ไปตกในอเวจีมหานรก แต่ช่วงจิตสุดท้ายที่มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านไม่เคยโกรธเราเลย ขนาดเราพยายามฆ่าตั้งหลายครั้ง ทั้งทำด้วยตัวเองและก็ใช้ให้คนอื่นเขาทำด้วย ภพต่อไปในอนาคต จิตที่เป็นกุศลนี้จะไปดึงดูดบารมีเก่า ทำให้ท่านเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาลทีเดียว
เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่จะนำไปพิจารณาว่า ควรจะเปลี่ยนแปลงจากคำว่า สึก เป็นศึกษา หรือแทนที่จะจับสึกมาจับสอนนะ เป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งเลยที่เราจะหาวิธีว่า จะเอามาอบรมกันอย่างไร และยิ่งตอนนี้เกิดความตั้งใจที่จะขจัดอลัชชี ที่พระผู้ใหญ่ทั่วทั้งสังฆมณฑล อยากให้มีแต่พระดีๆ หลวงพ่อดีใจนะ จะได้ไปช่วยกันศึกษาค้นคว้าคำสอนดั้งเดิมในสมัยพุทธกาลว่า การเป็นพระแท้นั้นเขาเป็นกันอย่างไร แล้วก็เอามาวางแบบแผนอบรมกันทั่วทั้งประเทศ เข้าคอร์สอบรมพระแท้ เณรแท้ทุกองค์ทั่วประเทศ หลวงพ่อว่าดีทีเดียว